‘ให้มันได้อย่างนี้สิ! ว่าจะเดินเล่นนิดหน่อยกลับเดินไปโผล่ตำหนักองค์ชายเจ็ดซะได้ เย่ิโหรวนะเย่ิโหรว เซ่อซ่าซะจริง’
ตัวประกอบของนิยายอย่างเธอบ่นในใจขณะนั่งอยู่ในเกี้ยวโคลงเคลงยิ่งกว่าเรือสปีดโบ๊ท ใจหวนถึงชายผู้เป็ดั่งอัญมณีสีน้ำเงินคนนั้น ไม่รู้เป็เพราะกระดูกเซียนหรือกระดูกมารที่ช่วยให้เขาฟื้นตัวเร็วขึ้น จะว่าไป ในนิยายเขียนไว้ว่าพระเอกนางเอกมีโอกาสใกล้ชิดกันในงานนี้ แต่ซ่างกวนเฟิ่งถูกพากลับจวนไปแล้ว พวกเขาจะพบเจอกันได้ยังไง
เธอนึกขึ้นได้ว่าตอนนั้นใจอยากเปลี่ยนตอนจบของเื่เพราะสงสารพระเอก ไม่รู้ว่าเหตุนี้หรือเปล่าถึงติดแหงกอยู่แบบนี้ ผู้ช่วยบรรณาธิการสาวนั่งคิดวนไปวนมากระทั่งเกี้ยวถูกวางลงกับพื้น เธอเปิดม่านมองภายนอกทันที
“คุณหนู รอก่อนเ้าค่ะ”
“หืม?”
นางกำนัลจากวังหลวงผู้สวมอาภรณ์สีเหลืองนวลเบื้องหน้ากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงคุ้นหู เย่ิโหรวอาศัยแสงจากโคมไฟหลากสีที่แขวนเหนือศีรษะเพ่งมองเื้ัของนางให้ชัดอีกทีก็ถึงกับเบิกตาโต
“คุณหนูซ่างกวน อื้อ!!”
นางกำนัลชุดเหลืองรีบหันมาปิดปากเธอไว้พลางดันเธอกลับเข้าไปในเกี้ยว ครึ่งหนึ่งในใจเธอโล่งอก อีกครึ่งกลับหนักใจเพราะซื่อจื่ออะไรนั่นอยากปกป้องซ่างกวนเฟิ่ง แต่นางปลอมตัวปะปนมาในงานแบบนี้ต้องเกินกว่าการควบคุมของเหลียงเหว่ยแน่ ระหว่างสมองกำลังใช้งานอย่างหนัก ม่านบังเกี้ยวก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของซ่างกวนเฟิ่งผู้สวมผ้าบางสีเหลืองปิดรูปโฉมไว้ครึ่งหน้า
“คุณหนูซ่างกวน เชิญเ้าค่ะ”
ซ่างกวนเฟิ่งตัวจริงเปิดม่านให้เธอด้วยจริตของนางกำนัลในวังหลวงชวนให้เย่ิโหรวขนลุกไม่น้อย เธอรีบเก็บอาการให้นิ่งเฉยพลางก้าวลงจากเกี้ยวยืนเต็มความสูง พบเข้ากับอาคารแบบโบราณสูงราว 5 ชั้น ตกแต่งโคมสีแดงสดใสตระการตาจนสว่างไม่แพ้ยามกลางวัน
เบื้องหน้าอาคารคือลานกว้างยกระดับราวครึ่งเมตรจากพื้น ทำจากไม้ขัดมันแวววับขนาดประมาณสนามเทนนิส ถูกรายล้อมรอบด้วยชุดโต๊ะเก้าอี้แบบนั่งพื้นอย่างที่เคยเห็นในซีรี่ส์โบราณซึ่งมีผู้คนเข้ามาจับจองที่นั่งจนเกือบเต็ม คนสำคัญอยู่แถวหน้า แถวถัดไปไม่ค่อยมีบทบาท ต่างแต่งกายสวยงามประดับมุกพลอยแวววับทั้งสิ้น นับดูแล้วร่วมร้อยคนทีเดียว หนึ่งในแถวหน้าสุดมีซ่างกวนหนิงและซ่างกวนผิงลู่ บิดาของซ่างกวนเฟิ่งนั่งอยู่ พวกเขาหันมองเธอด้วยสีหน้าทึ่งจนเธอหน้าร้อนวูบ นึกกระดากอายขึ้นมานิดหน่อยเลยเสมองรอบกายไปเรื่อย เธอพบว่าโดยรอบลานจัดงานรายล้อมด้วยต้นเหมยสีชมพูสดใสบานสะพรั่งหลายสิบต้น เมื่อถูกสายลมยามค่ำคืนก็พากลีบดอกปลิวไสวดูราวกับฝนสีชมพู
ซ่างกวนเฟิ่งตัวปลอมที่เคยเห็นเพียงแสงสีของตึกระฟ้าอันเป็สัญลักษณ์ของมหานครใหญ่ ถึงกับหลงมนต์เสน่ห์บรรยากาศแบบโบราณโดยรอบ อ่านในนิยายว่าสวยแล้ว ได้ยืนอยู่ในสถานที่จริงกลับน่าทึ่งมากกว่าเป็ร้อยเท่าเชียว ที่แห่งนี้คือหอกลางเมืองแห่งแคว้นเหลียง มีไว้สำหรับจัดงานสำคัญของขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์ ชาวบ้านทั่วไปไม่มีสิทธิ์เข้าถึง เว้นเพียงงานสมโภชของแคว้นถึงเปิดให้เข้าร่วม
เธอกวาดสายตามองไปเรื่อยๆ พบกับร่างสูงชะลูดของคนผู้หนึ่งยืนหลบซ่อนใต้ต้นไม้ไม่ไกลนัก เขาสวมอาภรณ์สีเดียวกับท้องฟ้ายามแดดแรงกล้าและหนาหลายชั้น ยามถูกสายลมอ่อนกระทบร่างกายก็ปลิวไสวราวกับระลอกคลื่นน้ำ เมื่อรวมกับกวานเงินสูงราวคืบกว่าบนศีรษะแล้ว จากคนรับใช้ผู้แสนเรียบง่ายก็ดูคล้ายเทพเซียนขึ้นมาทันที
‘สมกับเป็ร่างจุติของเทพแห่งสายน้ำ พระเอกนางเอกอยู่ด้วยกันครบ ที่เหลือก็แค่ทำให้ใกล้ชิดกันเท่านั้น’
เธอคิดในใจระหว่างจ้องมองเขา ดูเหมือนเขามองตอบสายตาอยู่เช่นกัน แต่แล้วใครคนหนึ่งเดินมาขวางสายตาไว้พอดี
“!...”
หญิงสาวผู้หลุดเข้ามาในโลกนิยายถึงกับนิ่งตะลึงเมื่อบุรุษผู้สวมอาภรณ์ขาวทับอาภรณ์แดงคล้ายกับเธอก้าวมาหยุดยืนเบื้องหน้า รูปโฉมของเขาน่าตกตะลึงยิ่งกว่าครั้งแรกที่พบในจวนเสียอีก เธอเผลอมองสบสายตากับเขาซึ่งกำลังเบิกตาน้อยๆ ด้วยความทึ่งกับรูปโฉมของเธอเช่นกัน
“...แม่นางซ่างกวน เชิญ”
เหลียงเหว่ยสำรวมสีหน้าได้เร็วพลางยื่นมือให้เธอจับ เย่ิโหรวเผลอหันมองซ่างกวนเฟิ่งตัวจริงที่ตอนนี้ยืนก้มหน้าอย่างสงบไม่ต่างจากนางกำนัลในวังคนอื่น ถ้าหากเธอทำท่าทางแปลกๆ ผู้ไม่หวังดีคงจับพิรุธได้แน่ คิดอย่างนั้นเธอจึงยื่นมือัักับฝ่ามือหนาใหญ่สากระคายของเหลียงเหว่ย เขาระบายยิ้มอ่อนพลางปรายตามองนางกำนัลชุดเหลืองข้างเธอเพียงนิด เย่ิโหรวเดาได้เลยว่าเขารู้ตัวจริงของนางกำนัลผู้นี้
รัชทายาทผู้งามสง่าพาเธอก้าวขึ้นสู่กลางลานกว้างราวกับจงใจอวดโฉมให้ทุกคนเห็น ขุนนางมากมายต่างส่งเสียงชื่นชมยินดีทั้งชุดที่เข้าคู่กันและความสง่างามไร้ที่ติ ทว่าเย่ิโหรวคิดว่าเหลียงเหว่ยจงใจล่อเป้าศัตรูให้รู้ว่าเขาพาหงส์เพลิงมาถึงแล้ว เธอรู้สึกถึงไอร้อนผ่าวของอาภรณ์ชั้นในแผ่กระจายจนเม็ดเหงื่อผุดรอบลำคอทีเดียว
เมื่อองค์ชายสามอวดโฉมจนพอใจก็พาซ่างกวนเฟิ่งตัวปลอมแบบเธอเดินลงจากลานกว้างไปยังโต๊ะรับรองแบบนั่งพื้น ทว่ายกระดับขึ้นมาสูงกว่าลานเวทีเล็กน้อย มีฉากหลังเป็อาคาร 5 ชั้น ไม่มีโต๊ะคนอื่นอยู่ใกล้และเป็มุมดีที่สุด เห็นทั่วทั้งลานเวทีตลอดจนรูปโฉมของผู้เข้าร่วมงานซึ่งรายล้อมอยู่ทางฝั่งซ้ายและฝั่งขวา
เย่ิโหรวหย่อนกายบนเก้าอี้นั่งพื้นฝั่งตรงข้ามกับเหลียงเหว่ย เธอประหม่าจนมือเท้าเย็นเฉียบ เคยจำได้สมัยแสดงละครเวทีครั้งแรกตอนอนุบาล คุณครูบอกว่าให้มองคนดูทั่วๆ จะได้ไม่กลัว เธอจึงกวาดสายตามองเหล่าขุนนาง เริ่มจากตระกูลซ่างกวนผู้นั่งอยู่ใกล้สุดทางขวามือจนไปสะดุดกับคนใกล้สุดแถวแรกทางซ้ายมือ เขาหย่อนกายลงนั่งในกริยาสงบเสงี่ยมแต่ไม่อาจปิดบังความสง่างามได้ และกำลังเป็ที่สนใจของขุนนางผู้อื่นเช่นกัน
“ข้าให้เ้ายึดเทียบเชิญน้องเจ็ดแล้วไม่ใช่หรือ”
ดูเหมือนความโดดเด่นของว่านชิงเหยียนเข้าสายตาของเหลียงเหว่ยเช่นกัน เขาหันกระซิบถามองครักษ์คนสนิท อีกฝ่ายพูดเสียงเบาแบบที่เธอได้ยินชัดทุกถ้อยคำ
“ทูลซื่อจื่อ ว่านชิงเหยียนถือเทียบเชิญของปรมาจารย์ว่านเสียนซึ่งมีฐานะเป็พระสหายของต้าหวังพะยะค่ะ คนผู้นั้นเป็ตัวแทนของเขาเผิงไหล ทหารหลวงจึงต้องให้เข้าร่วมงาน”
“หึ...สมกับเป็น้องเจ็ด ถูกข้าสั่งห้ามเข้าร่วมเลยวิ่งโร่ไปขอเทียบเชิญกับเสด็จพ่อแทน”
เหลียงเหว่ยดูอารมณ์ขุ่นมัวไม่น้อย แต่เขาสำรวมกริยาได้เร็วเหมือนเดิมก่อนพยักพเยิดให้องครักษ์รินสุราใส่จอกของเธอกับตัวเอง แล้วจึงยกจอกสุราขึ้นสูงพร้อมเปล่งเสียงดังฟังชัดเรียกความสนใจเหล่าขุนนาง
“เป็เกียรติของข้าที่ขุนนางทุกท่านสละเวลาเข้าร่วมงานชมบุปผา ณ หอกลางเมือง เพื่อฉลองให้กับฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นในปีนี้ ด้านหลังของพวกท่านคือต้นเหมยสีชมพู เดิมทีไม่ขึ้นในแคว้นเหลียง ข้าจึงให้คนไปขนจากหัวเมืองใต้มาปลูกไว้ในที่แห่งนี้ ทุกท่านเชิญชมความงดงามให้เต็มที่ สุราอาหารข้ามีให้ไม่อั้น ค่ำคืนนี้ผู้ใดไม่เพลิดเพลินไปกับงานรื่นเริง ให้เข้ามาต่อว่าข้าได้เลย ข้าเหลียงเหว่ยไม่ถือสา”
“ดื่มให้ซื่อจื่อ!”
“พวกเรา ดื่มให้ซื่อจื่อ! และว่าที่พระชายา”
พวกขุนนางประจบสอพลอพร้อมใจกันโห่ร้องยกจอกสุราดื่มอวยซื่อจื่อผู้นั่งหน้าบานยิ้มร่า ถูกใจกับคำพูดไม่กี่ประโยค สาวชุดเหลืองด้านหลังของเธอยิ่งแล้วใหญ่ เขินบิดไปมาจนมือจะฟาดหลังเธออยู่รอมร่อ ทว่าซ่างกวนหนิงกลับกล่าวขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ท่านอำมาตย์กล่าวให้เกียรติน้องสาวของข้าเกินไป ยามนี้นางยังไม่ได้รับพระราชทานหมั้นหมาย ไม่อาจเป็ว่าที่พระชายาได้ ขอท่านโปรดเกรงใจซื่อจื่อด้วยเถิด”
แม่ทัพวัยหนุ่มสมกับเป็คนเถรตรง ไม่ไว้หน้าแม้แต่น้องสาวของตัวเองและเหลียงเหว่ยซึ่งชักสีหน้าระอาใจไม่ปิดบัง อำมาตย์ผู้ถูกตำหนิจึงสงบวาจาลง เช่นเดียวกับขุนนางผู้อื่น เย่ิโหรวนึกทึ่งกับอำนาจที่มองไม่เห็นของซ่างกวนหนิงทีเดียว เธอเผลอเหลือบมองว่านชิงเหยียน เห็นเขายกจอกสุราดื่มโดยสนใจมองเพียงท้องฟ้ามืดสนิท้าเท่านั้น เธอจึงยกจอกสุราดื่มตาม ทว่าฤทธิ์เหล้าของยุคโบราณหวือหวากว่ายุคของเธอนิดหน่อย เพียงแค่ไหลลงคอไปอึกแรกก็ถึงกับร้อนวูบอย่างกับไฟลุก ตามด้วยมึนงงอย่างกับเมาเรือทีเดียว
“ค่อยๆ ดื่ม หากเ้าไม่อยากคลานขึ้นเกี้ยวเสียก่อน”
ซื่อจื่อก้มลงกล่าวเตือนเสียงเบาพลางรินน้ำชายื่นส่งให้ เขาทำราวกับจงใจอวดมุมหน้าคมคายโดยเฉพาะจมูกโด่งเป็สันตรง แถมอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือถึง สาวโสดอย่างเธอจะอดใจไหวได้ยังไง เมื่อรวมกับน้ำเสียงทุ้มแสนอ่อนโยน เย่ิโหรวผู้ถูกฤทธิ์สุราขาวรบกวนก็เผลอยกนิ้วชี้แตะปลายจมูกเขาอย่างลืมตัว
“!”
ไม่เพียงแค่ซ่างกวนเฟิ่งตัวจริงหรือขุนนางอื่นพากันใ เหลียงเหว่ยเองก็หยุดชะงักเช่นกัน เขาเหลือบตามองเธอนิ่งเงียบ ไม่เชิงว่าเอ็ดดุหรือพอใจ แต่เป็สายตาที่พาหัวใจเต้นถี่รัวทีเดียว
“เ้าดื่มชาเถิด”
เหลียงเหว่ยย้ำพลางเลื่อนจอกสุราหนี เย่ิโหรวไม่ได้คล้อยตามและเผลอเลื่อนสายตามองว่านชิงเหยียนอีกครั้ง คราวนี้เขาละสายตาจากท้องฟ้ายามราตรีมองตอบเธอทันที
“คิดว่าหล่อนักหรือไง”
ความเมาทำให้ปากไวใจกล้าขึ้น ซ่างกวนเฟิ่งตัวปลอมแม้พูดเสียงเบากลับขยับปากช้าๆ ตั้งใจให้เขาผู้นั่งห่างออกไปเข้าใจวาจา เขายังคงนิ่งเฉยพลางยกจอกสุราดื่ม เธอจึงคว้าจอกสุราของเหลียงเหว่ยมาดื่มต่อ
“คุณหนู สำรวมอาการก่อนเ้าค่ะ”
ซ่างกวนเฟิ่งตัวจริงจับข้อมือห้ามแต่ช้าไปเพียงครึ่งวินาที เพราะสุราทุกหยดไหลลงคอเธอหมดแล้ว เย่ิโหรวยิ้มหวานตอบพลางยื่นจอกสุราคืนเหลียงเหว่ย ผู้ซึ่งทำหน้าตาประหลาดใส่เธออยู่ยามนี้ จะหัวเราะก็ไม่ใช่ จะขย้ำคอเธอก็ไม่เชิง หนักสุดคงเป็ซ่างกวนหนิงที่ยกมือกุมขมับต่างกับซ่างกวนผิงลู่ที่ยกชาขึ้นจิบบดบังสีหน้าไว้
“ไม่เป็ไร”
ซื่อจื่อรูปงามจอมโหดวันนี้ใจดี บอกปัดด้วยเสียงนุ่มนวลพลางยกมือเป็สัญญาณให้เริ่มการแสดง เสียงดนตรีโบราณก็ดังขับกล่อม สร้างบรรยากาศละมุนละไมให้ค่ำคืนอันหนาวะเื พลันปรากฏเหล่านางรำนับสิบสวมอาภรณ์กรุยกรายสีขาวชมพูออกมาร่ายรำอ่อนช้อย ดูราวกับเทพธิดาบุปผาไม่มีผิด เย่ิโหรวเข้าใจถ่องแท้แล้วว่างานชมบุปผาค่ำคืนนี้ไม่ใช่บุปผาบนต้นไม้ แต่คือสตรีตรงหน้าต่างหาก
“สตรีมีบทบาทเพียงเพื่อสร้างความเพลิดเพลินให้บุรุษ สมกับเป็โลกยุคโบราณ”
เย่ิโหรวผู้เมามายไม่อาจเก็บซ่อนความคิดเห็นได้ เธอพูดดังพอให้ขุนนางแถวหน้าได้ยินกันหมดจนหน้าเจื่อนไม่แพ้นางรำ เหลียงเหว่ยกลับเลิกคิ้วสูงขณะหยิบเหยือกสุรารินใส่จอกใบใหม่ให้ตัวเอง ตามด้วยรินใส่จอกสุราให้กับเธอ กริยาของเขาทำซ่างกวนเฟิ่งตัวจริงเบิกตาตระหนกไม่ต่างจากองครักษ์ที่ยืนอยู่รอบข้าง
“การร่ายรำถือเป็ศิลปะการแสดงชั้นสูง บอกเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์และแว่นแค้วน สตรีเหล่านี้หาได้ถูกบุรุษชื่นชมเพียงรูปลักษณ์เช่นคนชีกอกระทำ แต่กำลังถูกยกย่องในฐานะทูตแห่งศิลปะของต้าเหลียง เ้าคิดว่าการร่ายรำเป็เพียงการสวมอาภรณ์เนื้อบาง สะบัดผืนผ้าไปมาแค่นั้นหรือ?”
วาจาโต้กลับของเขาช่างสุขุมจนน่าทึ่ง เย่ิโหรวไม่โต้กลับ ทำเพียงคีบชิ้นเนื้อตุ๋นขึ้นมา ซ่างกวนเฟิ่งตัวจริงรีบจับมือห้ามไว้อีกครั้ง
“ซื่อจื่อยังไม่คีบอาหาร”
เพียงเท่านั้น เย่ิโหรวก็เลื่อนสายตามองเหลียงเหว่ยเขม็ง ทำองครักษ์โดยรอบพากันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยกลัวอาญาแทนเธอ ฝ่ายซื่อจื่อไม่กล่าวสิ่งใดนอกจากคีบเนื้อตุ๋นเข้าปาก ซ่างกวนเฟิ่งตัวจริงจึงยอมให้เธอกินเนื้อตุ๋นได้สักที
‘หมอนี่ทำใจดีเพราะกลัวมีพิรุธว่าฉันเป็ตัวปลอมสินะ ยัยคุณหนูหงส์นี่ก็เอะอะห้าม จริตมากเหลือเกิน น่าหมั่นไส้’
เธอแอบก่นด่าในใจ แต่แล้วกลับรู้สึกถึงลมะเืบางอย่างพัดมาจากกลุ่มของนางรำ พาความรู้สึกอึดอัดจนเกือบหายใจไม่ออก เย่ิโหรวกลืนเนื้อตุ๋นลงคออย่างยากลำบากพลางสำรวมอาการไว้ให้เป็ปกติที่สุด กระนั้น สีหน้าพิลึกของเธอก็อยู่ในสายตาเหลียงเหว่ย เขาปรายตามองด้านหลัง กลุ่มองครักษ์จึงกระชับด้ามกระบี่เตรียมพร้อมโดยเฉพาะคนสนิทของเขาที่รีบก้าวมายืนเื้ัของเธอ แต่แท้จริงคือบังหน้าซ่างกวนเฟิ่งตัวจริงไว้
ขณะนั้นบนลานเวที นางรำกรูกันเข้าไปยืนตรงกลาง พวกนางโค้งตัวเข้าหากันคล้ายดอกไม้ตูมก่อนจะหงายหน้าจนศีรษะแตะพื้นดั่งดอกไม้บาน เรียกเสียงปรบมือชื่นชมจากเหล่าขุนนางถ้วนหน้า ครู่หนึ่ง ใจกลางของดอกไม้นารีก็ปรากฏหมอกสีเทาคล้ายกับไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาให้เหล่าขุนนางส่งเสียงทึ่ง แค่เผลอกระพริบตา แส้หางม้าสีขาวก็โผล่จากไอหมอกแหวกผ่านอากาศตรงเข้ารัดลำคอระหงของเย่ิโหรวทันใด
“อึก!”
รู้ตัวอีกที หญิงสาวก็ลอยละลิ่วข้ามศีรษะนางรำไปยืนลอยคว้างกลางอากาศ ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของนางรำที่วิ่งแตกฮือไปคนละทิศทางและสายตาตื่นตระหนกของเหล่าขุนนาง เธอคว้าจับแส้เส้นเหนียวที่คอขณะเหลือบตามองหญิงวัยกลางคนผู้ซึ่งยืนซ้อนหลังจับล็อกคอเธออยู่ รูปโฉมที่สวยงามของนางตรงข้ามกับความอำมหิตร้ายกาจสิ้นเชิง
“ธิดาหงส์เพลิงผู้นี้ ข้าขอแล้วกัน”
“ฝันไปเถอะ!”
ซ่างกวนหนิงใช้วิชาตัวเบาทะยานกายเข้ามาพร้อมทวนด้ามยาว เขาแกว่งปลายโลหะคมกริบเฉียดข้างแก้มเธอไปเส้นยาแดงผ่าแปด ตัดแส้หางม้าออก เย่ิโหรวจึงร่วงลงจากกลางเวหา คำนวณความสูงแล้วราว 3 เมตรเห็นจะได้ เธอหลับตาแน่น คิดในใจว่าไม่ขาก็แขนต้องหักแน่งานนี้
‘หมับ’
แต่แล้ว บางอย่างที่เหนียวเหมือนเชือกทว่าแข็งเหมือนเหล็กกลับรวบเอวของเธอเข้าหา พาร่างกายกระแทกกับอะไรสักอย่างที่กึ่งนุ่มกึ่งแข็งคล้ายกล้ามเนื้อของมนุษย์ หญิงสาวลืมตามองก็นิ่งงันไปชั่วขณะ