ผ่านมาสองวันจ้าวลู่ชิงไม่ออกจากหมู่บ้าน นางกับสาวใช้ข้างกายและพลเงาสี่นายขึ้นไปเก็บสมุนไพรกลับมาวันละหลายตะกร้า จนเป็ภาพชินตาของชาวบ้าน หากมีเวลาว่างก็สอนเด็กทั้งสี่คัดแยกสมุนไพรประมาณหนึ่งชั่วยาม ก่อนนอนนางก็เขียนแผนสำหรับปรับปรุงภัตตาคาร
สมุนไพรที่เก็บมาล้วนถูกจัดการตากแห้งเก็บไว้อย่างดี นางคิดจะเปิดร้านขายสมุนไพร ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านอาจารย์สวีจะอยู่แห่งหนใด
อดีตหมอหลวงที่เกษียณตนเองเพื่อนำความรู้ที่มีเดินทางไปรักษาผู้ป่วยทั่วแคว้น แม้จะไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็หมอเทวดาทว่าอาจารย์ของนางท่านนี้ก็มีปณิธานแรงกล้า้าช่วยเหลือชาวบ้านที่รอนแรมหนีภัยาไปตามที่ต่าง ๆ คนเช่นนี้แม้จะไม่มียศถาบรรดาศักดิ์แต่น่านับถือยิ่งกว่าชนชั้นสูงหลายคน
จ้าวลู่ชิงััได้ว่าท่านปู่เกลียดคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ท่านปู่ของนางให้ความสำคัญต่อสายเืเป็อย่างมาก เห็นการกระทำโเี้ต่อสายเืเดียวกันเช่นนั้นจะไม่ให้รังเกียจได้อย่างไร
“ท่านหมอ ข้าเป็โรคร้ายหรือเ้าคะ” หญิงชราเห็นท่านหมอขยิบดวงตาอย่างเคร่งเครียดจึงร้อนใจ
“เปล่า เ้ามิได้เป็โรคร้าย แค่เพียงป่วยเป็ไข้หวัดธรรมดา” หมอสวีตากระตุก รู้สึกว่าเหมือนมีคนกำลังนินทา คนไข้ต่อแถวยาวเหยียดจึงรีบเขียนเทียบยาส่งให้หญิงชราตรงหน้า
ตำบลแห่งนี้คือตำบลเล็ก ๆ บริเวณชายแดน ผู้คนล้วนยากจนเพราะพิษจากภัยา คนป่วยไม่มีเงินหาหมอจนต้องยอมนอนรอความตายอยู่ที่บ้าน หมอสวีเดินทางรักษาชาวบ้านมาก็หลายแห่ง ตำบลแห่งนี้ยากจนข้นแค้นกว่าที่อื่น พอรู้ว่ามีหมอมาตรวจรักษาโรคให้โดยไม่คิดค่ารักษาก็รีบพากันมาต่อแถว
ใช้เวลาตรวจคนป่วยมาทั้งวันหมอสวีเหนื่อยจนแทบยกขาย่างก้าวมิไหว กลับมาพักยังโรงเตี๊ยมที่จองไว้เป็อาทิตย์
“เสี่ยวเอ้อ”
“ขอรับท่านหมอ”
“ยกน้ำอุ่นกับอาหารขึ้นไปให้ข้าที่ห้องด้วย” วางพวงเหรียญทองแดงให้กับเสี่ยวเอ้อ แต่ก่อนจะก้าวขาขึ้นไปยังห้องพัก หูก็ได้ยินบทสนทนาของแขกที่นั่งอยู่ด้านล่าง
“พวกเ้ารู้ข่าวหรือยัง พี่ชายข้าเพิ่งกลับมาจากฉางอัน ราชสำนักตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ขุนนางกังฉินต่างถูกปลด ถูกปะากันจนเืไหลนองลานปะา”
“ที่เ้าพูดมาจริงหรือไม่ มิใช่แต่งเื่ขึ้นมาเองหรอกนะ”
“ข้าจะโกหกพวกเ้าเพื่ออันใด พี่ชายข้าเพิ่งกลับมาจากทำการค้าที่ฉางอัน ขุนนางของไท่ซ่างหวงต่างถูกปลดทีละคนสองคนจนตอนนี้ไม่เหลือสักคน จวนใหญ่ของชนชั้นสูงต่างล่มสลาย มิเว้นแม้กระทั่งจวนฝู่กั๋วกงที่ร่วมสถาปนาต้าถังพร้อมกับไท่ซ่างหวง” ชาวบ้านและพ่อค้าในตำบลแห่งนี้ต่างกล้าวิจารณ์เื่ในราชสำนัก เพราะอยู่ไกลจากหูตาของฮ่องเต้จึงมิได้เกรงกลัวมากนัก
“กวาดล้างขุนนางเก่าครั้งใหญ่ แล้วเอาคนของตัวเองเข้าไปนั่งแทนที่มันก็ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ” ทุกคนต่างส่ายหน้า ชาวบ้านล้วนนินทาหลี่ซื่อหมินกับการกระทำโเี้ หากเป็ชาวบ้านธรรมดาฆ่าคนในสกุลต่างต้องถูกลงโทษสถานหนักตามกฎหมายของแคว้น แต่นี่เป็คนในตระกูลหลี่จึงไม่ได้รับโทษและยังได้นั่งครองบัลลังก์
“เ้าบอกว่าจวนฝู่กั๋วกงล่มสลายรึ” หมอสวีรีบเข้ามากระชากเสื้อสอบถามด้วยความร้อนใจ
“ใช่ พี่ชายข้าบอกแบบนั้น” เพยิดหน้าทั้งที่ยังใ พยายามแกะมือเหี่ยว ๆ ออกจากคอเสื้อ
“คนของจวนฝู่กั๋วกงเป็อย่างไรบ้าง” มือเท้าเย็บเฉียบ
“พี่ชายข้าบอกว่าถูกริบทรัพย์แล้วส่งกลับบ้านเดิมของบรรพบุรุษ”
หมอสวีขาอ่อนแรงจนทรงตัวไม่อยู่ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นด้วยความโล่งใจ
“ดี ดี รักษาชีวิตได้ก็ดีมากแล้ว”
“ท่านหมอลุกขึ้นเร็วขอรับ” เสี่ยวเอ้อรีบเข้ามาประคองท่านหมอใจบุญผู้มีคุณธรรมสูงส่งที่มาช่วยตรวจรักษาชาวบ้านฟรี
หมอสวีเดินตามแรงประคองของเสี่ยวเอ้อขึ้นไปบนห้องพัก
เรือนฮูหยินผู้เฒ่ากลายเป็เรือนเย็บปักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงชีพของคนในบ้าน จ้าวลู่ชิงนั่งเรียนเย็บปักกับมารดาและท่านย่าประมาณครึ่งชั่วยามก็ทนไม่ไหว
“เพียงเท่านี้เ้าก็ทนไม่ไหวเสียแล้ว”
“ท่านแม่ ข้าไม่อยากเรียนเย็บปัก”
“สตรีเช่นเ้าช่างแตกต่างจากคุณหนูผู้อื่นนัก ข้าผิดเองที่ตามใจเ้าจนเกินไป ดูสิ! นี่มันรูปอันใดกัน”
“ดอกไม้เ้าค่ะ” ยิ้มประจบมารดา สิ่งที่อยู่ในมือมันยุ่งเหยิงจนมองไม่ออกว่าเป็รูปดอกไม้
“ท่านย่า ท่านพักบ้างเถิด สายตาท่านจะเสียเอาได้นะเ้าคะ”
“ย่าไม่ได้ทำงานหนักอันใด เ้ามิต้องเป็ห่วง” หญิงชรารู้สึกแข็งแรงกว่าเดิมมากนัก หลายวันมานี้หลานสาวเสาะหาสมุนไพรมาทำอาหารบำรุงร่างกายชราของนาง
“ผูเถาเชื่อมน้ำผึ้งตากแห้งช่างอร่อยนัก ทุกวันข้าต้องเคี้ยวจนเพลินปาก”
“ใช่เ้าค่ะคุณหนู บ่าวก็เคี้ยวจนเพลินปากเช่นเดียวกัน” บ่าวชราข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าปิดปากหัวเราะ นางตัดสินใจตามมารับใช้เ้านายถึงหมู่บ้านกลางหุบ ไม่นึกว่าชีวิตจะสุขสบายเช่นนี้ นายทานอันใดบ่าวก็ได้ทานอันนั้นด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งพวกสมุนไพร บ่าวชราต่างได้รับอานิสงส์จากเ้านายทำให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น
เสียงหัวเราะของทั้งนายและบ่าวดังลั่น หมู่บ้านกลางหุบเขาไม่ต้องวางท่าเป็ชนชั้นสูงอยู่ในกฎระเบียบที่เคร่งครัดทุกคนจึงมีความสุข
จ้าวลู่เสียนกับบ่าวข้างกายเดินตรวจตราแปลงผลไม้อยู่บนูเา คนงานทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ถ้าตระกูลมิตกต่ำเขาคงไม่มีโอกาสมาทำสวนผลไม้ ั้แ่เด็กเขาก็จมอยู่กับตำรา ฝึกวรยุทธ์ มุ่งมั่นสู่เส้นทางการเป็ขุนนางเหมือนบุรุษทั่วแคว้น ไม่เคยมองอาชีพอื่นเลยสักครา มาวันนี้เพิ่งทราบว่าสิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือถอยห่างจากราชสำนัก
จิตใจฮ่องเต้ปรวนแปรยิ่งกว่าลมฟ้าอากาศ เดินอยู่เส้นทางนั้นมิรู้ว่าจะรักษาศีรษะบนบ่าได้นานเพียงใด ยามมีประโยชน์ทรัพย์สมบัติต่างถูกประเคนให้ พอหมดประโยชน์สิ่งที่ได้รับกลับตรงข้าม
“คุณชาย” จ้าวหนิงเอ๋อไม่สนิทกับจ้าวลู่เสียน จึงเรียกอย่างให้เกียรติ บุรุษตรงหน้าเขาคือบัณฑิตเจี้ยหยวนเชียวนะ ผู้เก่งกาจเช่นนี้มาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านช่างเปล่งประกายจนทำให้ชาวบ้านเลื่อมใส
“ท่านอามีอันใดหรือขอรับ”
“มูลสัตว์ที่เราเคยซื้อจากชาวบ้านระแวกใกล้เคียงเมื่อก่อนเกวียนละห้าสิบเหวิน บัดนี้ขึ้นราคาเป็เกวียนละเจ็ดสิบเหวินแล้วขอรับ”
มูลสัตว์สำหรับนำมาทำเป็ปุ๋ยบำรุงต้นไม้น้องสาวบอกว่าสวนผลไม้รับซื้อจากคนในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียงในราคาเกวียนละห้าสิบเหวิน ทุกหนึ่งเดือนจะมีชาวบ้านที่สามารถรวบรวมมูลสัตว์อย่างเช่น มูลไก่ มูลวัว ใส่เกวียนมาส่งถึงสวน
“เพราะเหตุใดถึงได้ขึ้นราคาครั้งเดียวยี่สิบเหวิน”
“ยามนี้ทุกอย่างกำลังขึ้นราคาแล้วขอรับ ข้าวสารในตำบลจากราคาจินละหนึ่งเหวิน ตอนนี้ขึ้นเป็จินละสามเหวินแล้วขอรับ”
“ขึ้นราคามากเพียงนั้นเชียวหรือ”
จ้าวลู่เสียนครุ่นคิดเล็กน้อย บ้านเมืองกำลังฟื้นฟูไปในทางที่ดี เงินตราที่ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยจักรพรรดิองค์ก่อนกำลังถูกใช้ไปทั่วทุกหนทุกแห่ง การแลกเปลี่ยนสินค้าเริ่มจะหดหาย มูลสัตว์ใช่ว่าจะหาได้ง่าย ชาวบ้านผู้เลี้ยงวัวมีอยู่ไม่กี่หลังคา ทว่าขึ้นครั้งเดียวยี่สิบเหวินมันมากเกินไป เป็เช่นนี้หากครั้งต่อไปคนพวกนั้นเรียกร้องเพิ่มราคาขึ้นอีกพวกตนคงต้องตกที่นั่งลำบาก
“คุณชายชาวบ้านจากหมู่บ้านข้างเคียง บรรทุกมูลสัตว์มาจอดรออยู่โรงเรือนเก็บมูลสัตว์แล้วขอรับ พวกเราจะยอมซื้อในราคาเจ็ดสิบเหวิน หรือไม่ พวกเขาบอกว่าหากไม่ซื้อในราคานี้ครั้งหน้าจะไม่ขายให้พวกเราอีกต่อไป”
ประโยคที่ว่าไม่ขายให้พวกเราอีกต่อไป ช่างสะกิดใจจ้าวลู่เสียน ก้าวเท้ายาว ๆ ไปยังโรงเรือนเก็บมูลสัตว์อย่างรวดเร็ว คุณชายอย่างเขาไม่เคยถูกผู้ใดต่อรองเช่นนี้มาก่อน
ชายชราห้าคนนั่งดื่มน้ำอยู่ในเรือนต้อนรับของสวนผลไม้ หลังคามุงด้วยกระเบื้อง ฝาผนังก่อด้วยอิฐ ดูดีกว่าบ้านพวกตนเสียอีก
จ้าวลู่เสียน “พวกท่านคือผู้ที่มาขายมูลสัตว์ให้พวกเรา”
“นี่คือคุณชายเ้าของสวนผลไม้” จ้าวหนิงเอ๋อรีบแนะนำให้ชายชราทั้งห้าคนรับทราบ
“คารวะคุณชาย” ชายชราทั้งห้ารีบลุกขึ้นคารวะ เมื่อรู้ว่าตรงตรงหน้าเป็ผู้ใด
สายตาจ้าวลู่เสียนกวาดมองคนทั้งห้า ใบหน้าแต่ละคนช่างดูเ้าเล่ห์น่าจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว
“พวกท่านอยากจะขึ้นราคามูลสัตว์จากเกวียนละห้าสิบเหวินเป็เจ็ดสิบเหวินใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วขอรับ ตอนนี้ทุกอย่างกำลังทยอยขึ้นราคา”
“พวกท่านขึ้นราคาครั้งเดียวยี่สิบเหวินมันจะไม่แพงไปหน่อยรึ ขึ้นสิบเหวินข้ายังพอเข้าใจได้ ถ้าครั้งนี้ขึ้นราคายี่สิบเหวิน เดือนหน้าขึ้นยี่สิบเหวินอีก พวกข้าก็ต้องรับซื้อตามที่พวกเ้ากำหนดอย่างนั้นรึ”
“คุณชาย หากท่านไม่รับซื้อพวกข้าสามารถนำไปขายให้ผู้อื่นได้” ทั่วอำเภอชิงเหอมีคนเลี้ยงสัตว์อยู่ไม่กี่หลังคาเรือน พวกตนจะขึ้นราคาอย่างไรก็ได้
สายตาจ้าวลู่เสียนเรียบนิ่งจนจ้าวหนิงเอ๋อรู้สึกกระวนกระวายใจ “ได้ ข้าจะรับซื้อไว้ในราคาเจ็ดสิบเหวิน”
“ขอบคุณ คุณชายที่เข้าใจชาวบ้านอย่างพวกเรา”
มูลสัตว์ถูกกวาดลงจากเกวียนกองไว้ในเรือนที่เปิดโล่ง มีเพียงหลังคากระเบื้องป้องกันฝน หิมะ และแสงแดด
จ้าวหนิงเอ๋อจ่ายเงินค่ามูลสัตว์ตามประสงค์ของเ้านาย ราคาเกวียนละเจ็ดสิบเหวินช่างน่าปวดใจนัก วัวกินแค่หญ้าที่เกี่ยวได้ทั่วไป ไม่ต้องเสียเงินซื้ออาหารสักเหวิน คนพวกนี้ช่างเอาเปรียบกันเกินไปแล้ว
“ครั้งหน้าพวกท่านไม่ต้องมาส่งมูลสัตว์ให้สวนแห่งนี้อีกแล้วนะขอรับ”
“คุณชาย” จ้าวหนิงเอ๋อใ สวนผลไม้ต้องใช้มูลสัตว์บำรุงหากไม่มีมูลสัตว์ต้นไม้จะงามได้อย่างไร
“การค้าระหว่างพวกเราครั้งนี้คือครั้งสุดท้าย ขอบคุณพวกท่านที่ร่วมทำการค้ากับพวกเรามาสามปี” จ้าวลู่เสียนคารวะพอเป็พิธี
“คุณชายตัดสัมพันธ์กันเช่นนี้ อย่าหาว่าพวกข้าใจแคบเกินไปก็แล้วกัน” ะโขึ้นเกวียนแล้วขับออกไปด้วยความโมโห
เกวียนห้าเล่มวิ่งออกไปจากสวนผลไม้ จ้าวหนิงเอ๋อปาดเหงื่อกับความใจร้อนของคุณชายรอง
“ท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าย่อมมีวิธี” มูลสัตว์กองใหญ่น่าจะเพียงพอสำหรับ่นี้ “หากมีคนมาขายมูลสัตว์ให้อีก พวกเราจะขึ้นราคาให้เพียงเกวียนละห้าเหวินเท่านั้น แพงกว่านั้นไม่รับ
จ้าวหนิงเอ๋อทำได้เพียงรับฟังคำสั่ง ‘เสี่ยวชิง พี่ชายเ้าช่างน่ากลัวนัก’ ร้องหาหลานสาวอยู่ภายในใจ
จ้าวลู่เสียนกลับมาบ้านเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้น้องสาวฟัง จากนั้นก็เสนอวิธีการเลี้ยงสัตว์เช่น ไก่ เป็ด แกะ และกระต่าย ในสวนผลไม้ สัตว์พวกนี้เมื่อเติบโตไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่ขาย ในเมื่อพวกตนมีภัตตาคารเป็ของครอบครัว เหตุใดจะต้องเสียเงินซื้อสัตว์พวกนี้จากที่อื่น มูลสัตว์ยังสามารถนำมาเป็ปุ๋ยบำรุงต้นไม้
ความคิดพี่ชายช่างดีนัก ไม่นึกว่าตำราสมัยนี้จะมีวิธีการเลี้ยงแบบผสมผสานบอกเอาไว้ พี่ชายนางอ่านตำรามากมายอย่างแท้จริง มิจมปักอยู่กับแค่ตำราเพียงไม่กี่เล่ม
“ข้าเห็นด้วย ท่านพี่ช่างเก่งกาจนัก” จ้าวลู่ชิงกับจ้าวลู่เสียน วางแผนการทำฟาร์มสัตว์ช่วยกันก่อนจะนำไปปรึกษากับท่านพ่อและท่านปู่