เลยจากกลุ่มคนออกไปไกลกว่านั้นหน่อยน้ำใสเห็นบ้านพักที่เหมือนกับบ้านที่หล่อนอยู่หลายหลัง แบบเดียวกัน ขนาดเท่ากันตั้งห่างกันเป็่ ๆ แต่ละหลังมีทางเดินเชื่อมถึงกันทั่วทั้งบริเวณนั้นปลูกไม้ดอกไม้ประดับสีสันสวยงามไว้มากมายเหมือนกับที่พักของหล่อน
ที่นี่เหมือนเกาะ์เกาะเอริคนี่ประหลาดจริง ทำไมถึงไม่มีใครรู้จักเกาะนี้นะ น้ำใสเคยอ่านเจอในหนังสือมีเกาะอยู่เกาะหนึ่งที่เป็แหล่งท่องเที่ยวเปิดใหม่เขาโฆษณาว่าสวยงามเหมือนอยู่ในสรวง์ ชื่อเกาะพาราไดซ์ เอจะใช่ที่นี่หรือเปล่านะ คงไม่ เพราะที่นี่ชื่อเกาะเอริคนี่นา
แล้วทุกคนที่อยู่ที่นี่เป็ใครมาจากไหนกันล่ะมาทำอะไรที่นี่ น้ำใสเคยสงสัยเื่นี้ โดยเฉพาะเอริค นายมีอาชีพอะไรกันแน่ถึงมีเงินมากมายมาเลี้ยงคนแบบนี้ได้ ถ้าเกาะนี้เป็ที่เดียวกับเกาะพาราไดซ์แล้วทำไมนายเอริคห้ามเราพูดเื่เกาะนี่กับคนอื่นเมื่อเรากลับไปแล้วต้องหาคำตอบเื่นี้ให้ได้
เอถ้าถามกับเด็กอ้อจะรู้มั๊ยนะขณะที่น้ำใสกำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยตามประสาคนช่างสงสัย หญิงสาวก็ต้องใเมื่อรู้สึกว่ามีคนมาจับที่ต้นแขน
“พี่สาว”
“ว๊าย” น้ำใสหันขวับกลับไปดูทันทีจนเมื่อเห็นว่าเป็ใครหญิงสาวก็ค่อยคลายความใแล้วเหยียดยิ้มออกมา
“หนูอ้อนั่นเอง”
“พี่สาวมายืนทำอะไรตรงนี้” หนูน้อยยิ้มกว้างให้น้ำใส
“แหม มาเงียบจัง พี่ใหมดเลย คือ พี่ออกมาสูดอากาศข้างนอกนะข้างในมันอุดอู้”
“พี่สาวหายดีแล้วเหรอ พี่เอริคห้ามพี่สาวไปไหนไกลจากที่พัก” เด็กอ้ออธิบายคำสั่งที่ได้รับมาให้หญิงสาวฟัง
“พี่หายดีแล้ว พี่อยากเดินเล่นดูอะไรแถวนี้หน่อย อ้อพาพี่ไปได้มั๊ยคะพาไปในที่ที่พี่ไปได้นะ ที่ไหนที่พี่ไปได้ อ้อพาพี่ไปเลย นะคะ”
“ได้ เดี๋ยวหนูจะพาไป แล้วพี่เอริคสั่งให้หนูมาบอกพี่สาวว่าห้ามพี่สาวพูดคุยกับคนอื่น นอกจากหนูคนเดียว ถ้าพี่สาวไม่ยอมหรือไม่เชื่อก็ห้ามพูดคุยกับหนูด้วย” ร้ายนักนะนายเอริคห้ามพูดคุยกับคนอี่น กลัวฉันรู้ความลับนายละซิ นายคงคิดว่าถ้าฉันถามอะไร เด็กอ้อคงตอบไม่ได้
“จ๊ะโอเค ไม่พูดกับคนอื่นก็ไม่พูด พี่จะพูดกับหนูคนเดียว พาพี่ไปได้แล้ว”
เด็กหญิงตัวน้อยเดินนำหน้าน้ำใสไปพ้น่แนวต้นไม้ที่ขึ้นเรียงราย เบื้องหน้าคือฟ้ากว้างสีขาวใสกระจ่างตา ทั้งสองคนค่อย ๆ เดินบนพื้นทรายซึ่งเป็ทางลาดทอดยาวไปถึงชายหาดกลุ่มคนที่อยู่ไกลออกไปที่กำลังสนุกสนานอยู่หันมามองแต่ไม่มีสักคนที่จะเดินเข้ามาทักทายพูดคุยกับหล่อน ต้องเป็เพราะคำสั่งของนายเอริค
“คนบ้า” น้ำใสนึกแล้วเผลอพูดออกไปหนูน้อยที่เดินอยู่ข้างหน้างง หันหลังกลับมามองพี่สาว
“เปล่าจ๊ะ ไม่มีอะไร ไปกันต่อเถอะ” น้ำใสยิ้มกลบเกลื่อนเด็กอ้อพาลัดเลาะมาถึงโขดหินหลังที่พักหล่อน เป็ชั้นหินลดหลั่นกันเตี้ย ๆลาดลงจนถึงเม็ดทรายละเอียดที่ถูกกัดเซาะพัดพาด้วยน้ำทะเล ทะเลที่นี่สวยจังดูใสสะอาดกว่าที่อื่นที่หล่อนเคยไปเที่ยวมา คงเพราะที่นี่เป็ที่ส่วนบุคคล จึงไม่มีมลพิษใดมากล้ำกราย
ลมเย็นพัดพาความสดชื่นมาปะทะตัวหล่อน ความสดชื่นจึงซึมซาบเข้าสู่หัวใจหล่อนด้วย
“ฮื่อ ที่นี่ดีจัง” น้ำใสชูมือทั้งสองข้างขึ้นสูงท่วมหัวสูดหายใจเข้าปอดลึกสุด เปิดปากยิ้มกว้าง แล้วะโสุดเสียง “วู้”
เด็กอ้อไม่เข้าใจอาการของพี่สาว หนูน้อยขมวดคิ้วหันไปถาม
“พี่สาวเป็อะไร”
“พี่กำลังปลดปล่อยค่ะ”
“ปลดปล่อยอะไร”
“ก็ความอึดอัดไง อ้อเคยทำมั๊ย”
หนูน้อยส่ายหน้าช้าๆ แทนคำตอบ น้ำใสหัวเราะ สอนเด็กทำตาม
“นี่ ทำแบบนี้” หญิงสาวจับมือเด็กทำตามตนเด็กทำตามอย่างว่าง่าย พร้อมใจกันะโเสียงดัง
“วู้” จากนั้นทั้งสองคนก็หัวเราะให้กัน
น้ำใสไม่เคยหัวเราะดังๆ แบบนี้มาตั้งหลายวันแล้วนับั้แ่มาอยู่ที่นี่ ความสุขเล็ก ๆน้อยที่พอจะหาได้ขณะนี้ช่วยบรรเทาความรู้สึกแย่ลงไปได้บ้าง
น้ำใสชวนหนูน้อยวิ่งแข่งบนหาดทราย สาวสองวัยสนุกสนานโดยไม่รู้เลยมีสายตาคู่หนึ่งจดจ้องอยู่
เอริคบังเอิญมาเห็นสองสาวั้แ่ตอนที่เด็กอ้อเดินนำหน้าน้ำใสเขาแอบสะกดรอยจนรู้ว่าเด็กอ้อไม่ได้พาน้ำใสไปไหนไกล เมื่อเห็นกิริยาอาการของน้ำใสตอนนี้ หัวใจเขาแช่มชื่นอย่างประหลาดได้เห็นรอยยิ้มสดใสของน้ำใส เขาเผลอยิ้มตามออกมาโดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้ดอกเตอร์เกื้อไม่อยู่กว่าจะกลับก็ใกล้สิ้นเดือน ่นี้น้ำใสจึงยังปลอดภัยอยู่เอาไว้ใกล้วันส่งตัวน้ำใสกลับ เขาจะกักหล่อนไว้ไม่ให้ดอกเตอร์เจอ
เขาเฝ้าภาวนาขออย่าให้ดอกเตอร์เกื้อเจอน้ำใสแต่เขาไม่มั่นใจเลย ไม่รู้ว่าจะปิดเื่น้ำใสไปได้นานแค่ไหนทุกคนที่แม้จะเชื่อฟังคำสั่งของเขา แต่ระหว่างเขากับดอกเตอร์เกื้อทุกคนจะเชื่อฟังดอกเตอร์มากกว่า
ความกังวลฉุดรอยยิ้มบนใบหน้าชายหนุ่มให้จางลงจนเลือนหายในที่สุด
“เฮ้อ” เอริคถอนหายใจยาวด้วยความกลัดกลุ้มก่อนจะหันหลังเดินจากไปทิ้งให้น้ำใสมีความสุขเล็ก ๆ น้อยเท่าที่หล่อนสามารถทำได้น้ำใสคงคิดว่าตัวเองอยู่ในเกาะที่สวยงามเหมือน์ น้ำใสไม่มีโอกาสรู้เลยว่าเกาะ์แห่งนี้มี
‘ซาตาน’ เป็เ้าของ
+++++++++++++++++++
ห้องประชุมของพรรคการเมืองใหญ่ในตึกสูงใจกลางกรุงเทพฯโต๊ะประชุมแทบทุกโต๊ะมีสมาชิกนั่งอยู่เกือบครบขาดเพียงแค่หนึ่งคนเท่านั้นที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมคือคุณวนิดาเพราะเธอไปทำธุระสำคัญที่ต่างประเทศ
ตรงกลางเป็โต๊ะของหัวหน้าพรรคมีเลขาสาวหน้าแฉล้มนั่งเยื้องไปด้านหลังเล็กน้อย
ธเนศนั่งอยู่แถวแรกในหมู่โต๊ะสมาชิกเขายืดอกเชิดหน้า เป็ที่รู้กันในหมู่สมาชิกว่าเขากำลัง‘ขึ้นหม้อ’ หมายถึงกำลังเป็ที่โปรดปรานของหัวหน้าพรรค
วันนี้เป็การประชุมตามปกติซึ่งจะมีขึ้นเป็ประจำหัวข้อในวันนี้ที่เป็ที่สนใจของทุกคนคือการตัดสินใจที่จะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่
ธเนศพยายามอย่างเหลือเกินที่จะให้พรรคเข้าร่วมรัฐบาลให้ได้ซึ่งนั่นมันหมายถึงอำนาจและเงินทองที่จะไหลมาหาเขา รวมทั้งตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใหญ่โตคับฟ้า
“เอาล่ะ ท่านใดมีข้อเสนอเชิญได้” คนหัวโต๊ะคือชายวัยใกล้ชราผมสีดอกเลาประปราย สีหน้าเคร่งเครียด พูดออกมาเสียงดังกังวานแบบมีอำนาจเหนือทุกคนในที่นี้
ธเนศยกมือขึ้นเมื่อคนหัวโต๊ะพยักหน้าตอบ ธเนศจึงลุกขึ้นยืนขยับร่างกาย่บนเล็กน้อยเรียกความสนใจจากสายตาทุกคู่ โค้งคำนับให้หัวหน้าพรรคก่อนเปล่งเสียงด้วยความมั่นใจในตัวเองว่า
“ผมมีความเห็นว่าเราควรเข้าร่วมรัฐบาล เหตุผลหลักคือ นโยบายของพรรคเราสามารถใช้ได้กับนโยบายของพรรคร่วมในขณะนี้อีกทั้งพรรคเรายังมีโอกาสช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่าที่จะเป็ฝ่ายค้านซึ่งหากพรรคเราได้เข้าร่วมรัฐบาล ก็จะนำพารัฐบาลอยู่จนครบเทอม”
ธเนศโค้งคำนับอีกครั้งหลังพูดจบก่อนจะนั่งลงด้วยท่าทางเชื่อมั่นว่าทุกคนในพรรคจะต้องเห็นด้วยกับความเห็นของเขาอย่างแน่นอน
ดอกเตอร์สมประสงค์ยกมือขอชี้แจ้งบ้างเมื่อท่านประทานคือหัวหน้าพรรคพยักหน้าอนุญาตเขาจึงลุกขึ้นยืนแล้วโค้งทำความเคารพแบบเดียวกับที่ธเนศทำก่อนจะพูดออกมาว่า
“แต่ผมมีความเห็นอีกอย่าง ผมว่าพรรคเราควรเป็ฝ่ายค้านมากกว่าดังที่ทุกท่านรู้เห็นกันอยู่ว่า การที่พรรคร่วมถอนตัวไปหนึ่งพรรคนั้นเป็เพราะความไม่ชอบมาพากลของฝ่ายรัฐบาล หากพรรคเรายังเข้าร่วมอยู่อีกก็จะนำมาให้รัฐบาลอยู่ยาวจนครบเทอม ผลเสียที่ตามมาอาจจะตกอยู่ที่ประชาชนก็ได้เนื่องจากจะได้รัฐบาลที่ไม่ใสสะอาด ไม่คำนึงถึงประชาชนเท่าที่ควรหากพรรคเรายังขืนเข้าร่วมอาจเกิดผลเสียต่อภาพพจน์ของพรรคในสายตาประชาชนว่าเข้าร่วมรัฐบาลทั้งที่รู้ว่าไม่โปร่งใส”
ดอกเตอร์สมประสงค์หยุดพูดเพื่อดื่มน้ำ และลองเชิงดูว่าจะมีใครยกมือคัดค้านเขาหรือไม่ ซึ่งก็เงียบสนิท
มีเพียงธเนศเท่านั้นที่รู้สึกเดือดดาลในใจแต่แสร้งปั้นหน้าเปื้อนยิ้มพยักพเยิดรับเหมือนความเห็นของดอกเตอร์สมประสงค์ก็มีส่วนถูก
ดอกเตอร์สมประสงค์กล่าวเพิ่มเติมต่ออีกกว่า
“ซึ่งหากเราเสียสละสักนิด ผมหมายถึงเสียสละโอกาสในการที่จะเข้าร่วมรัฐบาลแต่ใช้โอกาสในการเป็ฝ่ายค้าน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลผมว่าจะทำประโยชน์ให้ประชาชนได้มากกว่า และอีกอย่างหากเราไม่เข้าร่วมและไม่มีพรรคหนึ่งพรรคใดเข้าร่วม อาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าเรายังมีโอกาส หากประชาชนไว้ใจเลือกพรรคของเราอีกครั้ง ผมว่าจะเป็การดีที่สุด”
ธเนศกลัวว่าทุกคนจะคล้อยตามดอกเตอร์สมประสงค์เมื่อดอกเตอร์สมประสงค์พูดจบ เขาจึงรีบยกมือขึ้นเพื่อขวางเอาไว้ก่อนว่า
“ผมมีความเห็นว่าจะเป็การสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ทุกท่านลองคิดดูหากพรรคเราไม่เข้าร่วม แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงจนต้องมีเลือกตั้งใหม่จริงอย่างที่ดอกเตอร์สมประสงค์คิดประชาชนจะมองว่าเป็เพราะพรรคเราหรือไม่ที่ไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาลตามคำเชิญจนต้องเสียงบประมาณเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ผมว่าจะเป็ผลเสียมากกว่าผลดีนะครับ” ธเนศพูดจบจึงลอบสบตาหัวหน้าพรรคเพื่อหยั่งท่าที เมื่อเห็นทุกคนนิ่งเฉยเขารู้สึกว่าตัวเองเป็ต่อ หันไปยิ้มให้ดอกเตอร์สมประสงค์แฝงความนัย
ดอกเตอร์สมประสงค์รับรู้ในท่าทีที่เหมือนท้าทายเช่นนั้นจึงยกมือขึ้นก่อนพูดสวนออกไปว่า
“แม้จะเป็ผลให้เกิดการเลือกตั้งใหม่แต่ถ้าพรรคเรายังเข้าร่วมรัฐบาลแล้วทำให้รัฐบาลนี้อยู่ต่อได้อีกโดยไม่จริงใจในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนนี่ผมไม่ได้กล่าวหารัฐบาลนะครับ ผมเพียงแค่ให้ความคิดเห็นเท่านั้น หากเป็จริงอย่างที่ผมกล่าว ทุกท่านคิดว่าจะเกิดผลเสียหรือไม่กับปากท้องของประชาชน”
ดอกเตอร์สมประสงค์เหลียวไปรอบๆ มองสมาชิกทุกท่านอย่างขอความเห็น โดยหวังในทางเห็นด้วยมากกว่า
มีเพียงนายธเนศคนเดียวเท่านั้นที่แววตาเริ่มกร้าวดอกเตอร์สมประสงค์มองสายตานั้นแบบเข้าใจแม้ไม่เอ่ยเป็เสียงออกมา
หัวหน้าพรรคเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ความขัดแย้งอาจรุนแรงบานปลายจนไกลเกินกว่าจะควบคุม ในขณะที่อำนาจเขายังมี เขารู้ดีว่าเขาควรจะจัดการเช่นไร
“สมาชิกทุกท่าน ผมในฐานะหัวหน้าพรรคขอใช้ระบบประชาธิปไตยในการตัดสินเพื่อหาข้อสรุป”
สมาชิกทุกคนมองหน้ากันแล้วพยักหน้าเห็นด้วย
“ขอให้ทุกท่านยกมือออกเสียง ใครเห็นด้วยในการที่จะเข้าร่วมรัฐบาลขอให้ยกมือขึ้นครับ”
สมาชิกยกมือ เลขาสาวเดินนับ
“และท่านใดที่ไม่เห็นด้วยในการที่พรรคจะเข้าร่วมรัฐบาลขอให้ยกมือขึ้นครับ”
เลขาสาวนับอีกก่อนเดินไปบอกจำนวนที่นับได้กับหัวหน้าพรรค ทุกคนในพรรคใจจดใจจ่อกับตัวเลขที่หัวหน้าพรรคกำลังจะบอกกับทุกคน
“ผลสรุปคือ คะแนนเสียงเท่ากัน” สิ้นเสียงหัวหน้าพรรคทุกคนในที่ประชุมมองหน้ากัน เสียงปรึกษาหารือดังอื้ออึงขึ้นตามมาเล็กน้อย
ต้องจัดการอะไรสักอย่างหัวหน้าพรรคนึก จริงซิ ลืมไปเสียสนิทเลย
“เอาเป็ว่าเราจะโหวตเสียงกันใหม่ในสัปดาห์หน้า วันเวลาเดียวกันนี้เนื่องจากยังขาดสมาชิกอยู่อีกหนึ่งท่านคือคุณวนิดา”
หัวหน้าพรรคหันไปสั่งการเลขาสาวอีกครั้งก่อนลุกขึ้นยืน
“ผมขอปิดประชุมเลยนะครับท่านขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ สวัสดีครับ” ชายสูงวัยทว่ายังแข็งแรงโค้งคำนับให้สมาชิกซึ่งก็ได้รับการตอบสนองเช่นกัน
ทันทีที่หัวหน้าพรรคและเลขาสาวก้าวออกจากห้องจนลับหายไปจากกรอบประตูเสียงพูดคุยปรึกษาหารือดังขึ้นมาอีกครั้ง สมาชิกแต่ละคนพากันทยอยเดินออกจากห้องประชุม
มีเพียงนายธเนศเท่านั้นที่หาจังหวะอยู่เขาเดินไปหาดอกเตอร์สมประสงค์ขณะที่ดอกเตอร์กำลังเก็บแฟ้มเอกสารเตรียมตัวกลับเหมือนคนอื่น
“ดอกเตอร์ครับ ผมขอรบกวนเวลาดอกเตอร์สักนิดจะได้มั๊ยครับ” ธเนศปั้นยิ้มอย่างเป็มิตร
เมื่ออีกฝ่ายเริ่มรุกฝ่ายรับดูเหมือนจะรู้ทัน ก่อนขัดขึ้นว่า
“ผมเข้าใจคุณ คุณธเนศ แต่ถ้าผมเป็คุณ ผมจะเล่นตามเกม ขอโทษ ผมขอตัวเจอกันสัปดาห์หน้า ลาละกัน สวัสดีครับ”
“เอ่อ” ธเนศตั้งท่าจะเหนี่ยวรั้ง หากแต่ช้าไปดอกเตอร์สมประสงค์ก้าวเท้าฉับ ๆ ออกไปไม่รั้งรอ
“ปัดโธ่โว้ย!” ธเนศหัวเสีย สบถออกมาเบา ๆในลำคอ เมื่อเห็นบางคนที่ยังไม่ออกจากห้องหันหน้ามามอง เขารีบยิ้มแห้งๆกลบเกลื่อน
“ไอ้แฟ้มพวกนี้ไม่เป็ระเบียบเลย” เขาแสร้งจัดแฟ้มใหม่ให้เข้าที่ทั้งที่มันก็เป็ระเบียบดีอยู่แล้วก่อนจะเดินตามคนอื่นออกจากห้องประชุมด้วยอารมณ์ไม่สู้ดีนัก
++++++++++++++++++