“ฟุ๊บ”
“สาแก่ใจท่านหรือยัง?”
ทันทีที่เรื่องทุกอย่างจบลง ชายหนุ่มผมสีเงินก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของชายขี้เมา
“อ่า สำหรับวันนี้น่ะนะ” หลี่ไป่กล่าว ก่อนจะลุกขึ้นหันไปหาผู้ซึ่งเป็นทั้งมือขวาและสหาย
“วิหารเทพยุทธ คือขุมกำลังฝ่ายธรรมะอันดับหนึ่งของแดนเซียน มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ ทั้งยังมีระดับเทพสวรรค์ 3 คนเป็นผู้นำ พวกเราในตอนนี้คงต่อกรพวกมันไม่ไหวหรอก ข้าขอแนะนำให้ท่านกลับไปฟื้นฟูพลังที่ดินแดนระดับต่ำเหมือนเดิมก่อนจะดีกว่า ส่วนข้าจะรวบรวมคนและก่อตั้งนิกายฝ่ายอธรรม” ชายผมสีเงินเอ่ยพลางยื่นแหวนมิติที่บรรจุสมบัติทั้งหมดของตระกูลหลี่ให้ผู้เป็นหัวหน้า
“หยุนเยี่ยเฉิน ความจริงเจ้าไม่จำเป็นต้องทำเพื่อข้าขนาดนี้ก็ได้ เจ้าต้องไม่ลืมว่านิกายฝ่ายอธรรมมีการแข่งขันที่ดุเดือดและอันตรายมาก ข้าไม่ได้อยากให้เจ้าเสี่ยงตายเพราะเรื่องส่วนตัวของข้า” หลี่ไป่กระดกสุรา ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างจริงจัง
“หลี่ไป่ ข้าขอร้องได้โปรดอย่าได้พูดเช่นนั้น ชีวิตของข้าถูกท่านช่วยไว้ไม่รู้จักกี่ร้อยครั้ง บุญคุณท่วมหัวล้นฟ้านี้ต่อให้ต้องสละชีวิตตอบแทนก็ยังน้อยไป” หยุนเยี่ยเฉินถึงกับคุกเข่าเพื่อแสดงความจริงใจ
“เห้อ ผ่านมาเกือบหมื่นปีแล้ว นิสัยดื้อดึงของเจ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมเลยสักนิด.........เอาเถอะๆ ว่าแต่สมบัติสิ่งนั้นของข้าได้นำมาด้วยหรือไม่?” รับแหวนมิติเอาไว้ ก่อนที่หลี่ไป่จะเอ่ยถามอีกครา
หยุนเยี่ยเฉินพยักหน้า พร้อมทั้งกระตุ้นแหวนมิติของตนเอง เรียกลูกบาศก์เรืองแสงสีฟ้าซึ่งเป็นถึงอาวุธระดับเซียนออกมาให้กับเซียนกระบี่เมามาย
“อ่าๆใช่ๆลูกบาศก์สารพัดนึกนี่แหละ ถึงจะควรค่าแก่การเป็นของขวัญให้เจ้าเด็กนั่น” ยื่นมือไปรับลูกบาศก์เรืองแสงนั้น หลี่ไป่แสดงท่าทางอารมณ์ดี จนถึงขนาดที่แท้แต่หยุนเยี่ยเฉินยังต้องแปลกใจ
“เจ้าเด็กนั่นที่ท่านหมายถึงคือใครงั้นหรือ?” มิอาจทนต่อความสงสัยได้ ชายผมสีเงินจึงเอ่ยถาม
“อ่อ........เป็นศิษย์ของข้าซึ่งอยู่ในจักรวรรดิเมฆครามน่ะ พรสวรรค์ของเขาเหนือล้ำยิ่งกว่าอัจฉริยะของแดนเซียนแห่งนี้เสียอีก……. อ่ะ! จริงสิๆ ดูเหมือนเจ้าเด็กนั่นกำลังจะแต่งงานกับลูกหลานของเจ้าด้วยนี่น่า” หลี่ไป่หัวเราะร่า มิได้สนใจกองศพที่นอนอยู่เกลื่อนกลาดเลยสักนิด
“โอ่ว.......คิดไม่ถึงเลยว่าท่านจะรับศิษย์ แถมศิษย์คนนั้นยังเป็นเขยขวัญแห่งราชวงศ์หยุนของข้าอีกต่างหาก แบบนี้ข้าควรมอบของขวัญให้เขาหรือเปล่า” หยุนเยี่ยเฉินกล่างพลางถามกลับ
หลี่ไป่ส่ายศีรษะ “ไม่ต้องหรอกๆ ถ้าหากลูกหลานของเจ้ารู้เข้า พวกเขาอาจจะวิจารณ์เจ้าได้ว่าไม่มีความยุติธรรม เอาไว้พอข้าพาเจ้าเด็กนั่นมาที่นี่ เจ้าอยากจะให้อะไรกับเขาก็ตามใจ”
“หือ! ท่านหมายความว่าจะให้เขาเข้านิกายฝ่ายอธรรมที่ข้ากำลังก่อตั้งงั้นรึ?”ผู้ฟังเอ่ยถามอีกครั้งด้วยความสงสัย
“เห้อ ในตอนแรกข้าก็อยากให้เขาเลือกฝ่ายด้วยตนเอง แต่สถานการณ์ฝั่งธรรมะดูเหมือนจะต่ำตมลงทุกที ปากบอกทำทุกอย่างเพื่อปราบปีศาจร้าย ทว่ากลับหยิ่งผยอง กดขี่ผู้คนที่ด้อยกว่า หากพูดถึงความซื่อตรงพวกมันสู้ฝ่ายอธรรมไม่ได้เลยสักนิด”
“ดังนั้น ข้าจึงคิดอยากให้ลูกศิษย์คนนี้เข้าฝ่ายอธรรมให้มันรู้แล้วรู้รอดไป” สะบัดชายแขนเสื้อเล็กน้อย เซียนกระบี่เมามายเปิดเผยความตั้งใจอย่างมาดมั่น
“ได้! ถ้าเช่นนั้น ข้าเป็นผู้นำ ท่านเป็นบรรพชน ส่วนศิษย์ของท่านจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของข้า”ไร้ซึ่งความลังเล หยุนเยี่ยเฉินเอ่ยปากกล่าวออกมา
“โอ่ว ข้อเสนอนี้ดูท่าจะไม่เลว ว่าแต่เจ้าคิดชื่อนิกายเอาไว้หรือยัง?”
หยุนเยี่ยเฉินเผยรอยยิ้มบาง “ตำหนักมารดารา ชื่อนี่ดูเกรี้ยวกราดสมกับเป็นนิกายฝ่ายอธรรมหรือไม่?”
“อ่า เป็นชื่อที่ดุดันใช้ได้ ถ้างั้นเอาไว้เจอกันในอีก 5 ปีข้างหน้า” พูดจบ! จิตอสูรรูปแบบกระเรียนสีขาวก็พลันปรากฏขึ้นมา
หลี่ไป่ลอยขึ้นบนหลังของมันช้าๆ ก่อนที่จะสั่งการให้จิตอสูรของตนเองสยายปีกบินทะยานจนกลายเป็นเส้นแสงหายวับไปภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น
“อีก 5 ปีงั้นหรือ? นับว่าไม่นาน ข้าควรรีบเตรียมการทุกอย่างให้เร็วที่สุด” หยุนเยี่ยเฉินพูดขึ้น ก่อนจะเรียกจิตอสูรรูปแบบนกยูงของตนเองออกมาและเปิดมิติเดินจากไปเช่นกัน
ส่งผลให้ทั่วทั้งเมืองเหลือเพียงแต่กองซากศพของผู้ฝึกตนตระกูลหลี่เท่านั้น ซึ่งอีกไม่นานก็น่าจะกลายเป็นข่าวโศกนาฏกรรมใหญ่ที่สะเทือนขวัญผู้คนในดินแดนเซียนแห่งนี้
ตัดกลับมาทางฝั่งของเย่หยุนซี นับตั้งแต่เขาเริ่มกลั่นสุราทิพย์นี่ก็ผ่านไปถึง 2 วัน และเขากำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายนั่นก็คือการเทสุราลงไปในไหและจะต้องปิดผนึกหมักมันไว้อีก 3 เดือนเป็นอย่างต่ำ
“ฝู่ เสร็จสักที สุราทิพย์จันทรากระจ่าง 100 ไห ถึงมันจะไม่ค่อยยากเท่าไร แต่กระบวนการทำค่อนข้างเยอะเอาการ” เก็บไหสุราเข้ามิติเก็บของ ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนั่ง ซึ่งมันเป็นเวลาเดียวกันกับที่หยุนฉางเยว่ฟื้นฟูพลังเสร็จสิ้นและเดินออกมา
“สามี เจ้าดูเหนื่อยๆนะ เป็นอะไรหรือเปล่า?”
เย่หยุนซีส่ายศีรษะเบาๆ “อ่า ที่รักข้าไม่ได้เป็นอะไรหรอก เพียงแค่เหนื่อยนิดหน่อยหลังจากกลั่นสุราเสร็จ”
“หือ สุรานั่นวิเศษมากเลยหรือ เจ้าถึงต้องทุ่มสมาธิมากมายขนาดนี้?” หยุนฉางเยว่เดินปลี่เข้ามาบีบนวดไหล่ให้สามีสมกับเป็นศรีภรรยาตัวอย่าง
“อืม.........เรื่องนี้ข้ามิอาจตัดสินได้ เอาไว้อีก 3 เดือนข้าจะให้ท่านลิ้มลองมันเป็นอย่างไร?” จับมืออันเรียบเนียนของอีกฝ่าย เย่หยุนซีเอ่ยปากกล่าวพร้อมใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มบาง
“คิกคิก ตกลงตามนั้น อีก 3 เดือน ข้าจะตัดสินให้เจ้าเองว่าสุราที่ว่าวิเศษหรือไม่” โฉมสะคราญกล่าวพลางหัวเราะชอบใจ มืออันเรียวงามยังคงบีบนวดสามีหนุ่มต่อไปเพื่อให้เขาผ่อนคลายหลังจากทุ่มเทสมาธิกลั่นสุรามา 2 วัน