มีดคู่สองด้ามมีการปักลายที่ด้ามจับอย่างประณีต คมมีดโค้งเล็กเงาวับบ่งบอกว่ามีการดูแลรักษาอย่างดี ความแหลมคมของมัน แม้จะเป็เหล็กกล้าก็สามารถตัดผ่านได้ไม่ต่างกันกับหั่นเต้าหู้
ความแปลกประหลาดของมีดคู่เล่มนี้คือการสร้างแผลที่มิอาจสมานได้โดยง่าย แม้รอยขีดข่วนบนกายเซิ่งมู่จะไม่ใหญ่โต แต่โลหิตกลับหลั่งรินไม่ขาดสาย ถึงจะเอาผ้ามาปิดปากแผลได้แน่นเพียงใดก็ยังมิอาจห้ามได้ ทำให้เสื้อผ้าสีขาวของเขาตอนนี้ถูกย้อมไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน
หลังการเข้าแลกเปลี่ยนกระบวนท่ากับมือมีดเป็ครั้งที่สาม เซิ่งมู่จึงเลือกถอยออกมาตั้งหลักอีกครา ตอนนี้เขาเริ่มจับทางและคุ้นเคยวิชามีดของคู่ต่อสู้แล้ว เพียงแต่ว่าาแที่สร้างไว้ใน่ต้นกลับส่งผลเสียมากเกินไป ถึงเขาพยายามสกัดจุดเพื่อหยุดเื แต่ยังคงมิได้ผล หากปล่อยไว้เช่นนี้ แม้มิได้ขาดใจตายทันที ทว่าก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
ขณะเดียวกันเซิ่งมู่ก็ลอบสังเกตสถานการณ์ฝั่งของสตรีทั้งสาม จากเดิมที่ทั้งสามคนเป็ฝ่ายตั้งรับอย่างยากลำบาก แต่เมื่อเซิ่งมู่ดึงความสนใจผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่คนหนึ่งมาได้ พวกนางก็ไม่ได้ตั้งรับเพียงอย่างเดียวแล้ว ภาระที่เฉินชิงชิงได้รับก็น้อยลง หากเป็เช่นนี้ต่อไป เมื่อสุยอู๋ซินจัดการสถานการณ์อีกฝั่งสำเร็จ กำลังเสริมฝ่ายเขาก็จะกลับกลายเป็ได้เปรียบ
สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือการยื้อเวลาเพื่อรอสุยอู๋ซินเท่านั้น หรือหากเป็ผู้าุโเฉินโผล่มา นั่นจะถือว่าเป็ข่าวดีเทียมฟ้า
“อาวุธของเ้า มิใช่อาวุธธรรมดาสินะ…” เซิ่งมู่เป็ฝ่ายเปิดปากถาม
มือมีดชุดดำได้ยินก็เลิกคิ้วด้วยความสนใจ
“สายตาเฉียบแหลมดีนี่เ้าหนู มีดคู่นี้ คือสมบัติชั้นดินที่ผ่านการหลอมนอกมาจากผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ด แม้จะมิได้มีอภินิหารมากมาย แต่การจะตัดเหล็กกล้าหนาสองชุ่นกลับมิใช่เื่ยาก” มือมีดพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ ขณะเดียวกันเขาก็เหลือบมองเกราะแขนเซิ่งมู่ ก่อนเป็ฝ่ายถามกลับ “สิ่งที่ข้าสงสัยคือเกราะแขนหนังของเ้าเสียมากกว่า ไม่ใช่ของคุณภาพทั่วไปแน่ แต่กลับมิได้มีร่องรอยของการหลอมนอก” มือมีดครุ่นคิดพลางพึมพำกับตนเอง “หรือจะเป็การหลอมใน? เป็ไปมิได้ ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสามที่สามารถหลอมในได้? ข้ามิเคยได้ยินมาก่อน…”
เซิ่งมู่ที่ยืนฟังอยู่ก็ได้แต่ขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจกับความหมายในสิ่งที่ชายชุดดำจะสื่อ
สิ่งที่เซิ่งมู่รู้คืออาวุธิญญามีหลายระดับ ต่ำสุดคือ ดิน สูงสุดคือเซียน แต่การหลอมที่ศัตรูกล่าวถึงเขากลับมิคุ้นเคยนัก
“หากรอดไปได้ คงต้องไปถามไป๋เซียวเฟิงแล้วกระมัง?” เด็กหนุ่มคิดในใจ
“ผู้าุโมีอาวุธชั้นยอด ฝีมือระดับปรมาจารย์ เหตุใดต้องมาลอบโจมตีพวกข้าด้วย ไยไม่มาเปิดหน้าประลองกันอย่างสมศักดิ์ศรีเล่า?” เซิ่งมู่ถามต่อ
“เ้านี่ช่างพูดมากเสียจริง! อาจารย์เ้าไม่เคยสอนรึอย่างไร? สู้ก็สู้ หากอยากคุยนักทำไมไม่ชงชามาให้ข้าเสียเลย!” มือมีดชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ก่อนพุ่งตัวเข้ามาหา
เซิ่งมู่ที่เห็นว่าคงสนทนาต่อไปได้ยากแล้ว ตัดสินใจตั้งท่าหมัดที่ใช้ในการตั้งรับ
จากเดิมที่เน้นใช้เกราะแขนตั้งรับ แล้วหาจังหวะสวนกลับ เขากลับเปลี่ยนท่าหมัดที่เหมาะกับการตั้งรับเพียงอย่างเดียว
เมื่อคมมีดของศัตรูฟันลงมา เด็กหนุ่มพลิกฝ่ามือเพื่อเบี่ยงการโจมตีออกจากตัว แล้วรีบดีดตัวถอยมาหนึ่งก้าวสั้นๆ มือมีดเห็นดังนั้นจึงยิ่งตามติดเหมือนกับเงา ไม่ปล่อยให้เซิ่งมู่ถอยได้ง่ายๆ
ชายชุดดำพลิกฝ่ามือ ฟันมีดในมือทั้งสองลงไปพร้อมกันหวังให้เด็กหนุ่มป้องกัน หากเซิ่งมู่ใช้เกราะแขนมารับการโจมตีนี้เมื่อไหร่ ชายชุดดำก็จะพลิกแพลงท่าจับมีดอีกครั้ง เพื่อสร้างาแรอยเล็กๆ ให้เซิ่งมู่ จนกว่าเขาจะเสียเืจนล้มลงไปเอง
แต่เซิ่งมู่ที่คุ้นเคยกับกระบวนท่ามีดนี้แล้ว เขาตัดสินใจงัดดินที่อยู่ใต้เท้าใส่มือมีด
แม้จะเป็ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่ ร่างกายทนทาน มีดดาบยากจะทำอันตราย แต่ดวงตากลับมิได้แข็งแกร่งตาม มือมีดที่โดนเซิ่งมู่ใช้วิธีสกปรกสาดเศษดินเข้าดวงตา ร้องะโด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะรีบถอยฉากออกไป ด้วยความหวั่นเกรงการลอบโจมตีจากเด็กหนุ่ม
“มารดาเ้าเถอะ! ผู้ฝึกยุทธชิงอวิ๋นไม่มีซึ่งศักดิ์ศรีแล้วหรืออย่างไร?! เ้าหมดสิ้นหนทางจนถึงกับใช้วิธีของนักเลงกระจอกพวกนี้เลยรึ!” ชายชุดดำกล่าวสบถด้วยความเดือดดาล
“วิถียุทธมีเพียงตัดสินเป็ตาย ไม่เกี่ยงวิธีเ้าจะบ่นทำไม… อาจารย์เ้าไม่เคยสอนรึอย่างไร? สู้ก็สู้ อยากคุยนักทำไมไม่ชงชามาให้ข้าล่ะ” เซิ่งมู่ตอบกลับ
“เ้าชาติสุนัข!” มือมีดที่ปิดตาลงข้างหนึ่งชี้อาวุธในมือมาทางเด็กหนุ่ม พร้อมพุ่งตัวเข้ามาหาด้วยอาการเดือดดาล
เซิ่งมู่ถอนหายใจยาวพลางคิดในใจ “สุยอู๋ซินหนอสุยอู๋ซิน ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสามแค่สามคน เ้าจะใช้เวลาเป็ชั่วยามเลยหรืออย่างไร? ผ่านไปจะสองก้านธูปแล้ว เหตุใดยังไม่โผล่มาอีก…”
…
“วิชาดาบปราบกบฎ… พวกเ้าเป็ใครกัน?” หลังใช้ดาบแคบยาวสังหารชายชุดดำไปอีกหนึ่งคน สุยอู๋ซินได้สั่งให้ทุกคนตั้งค่ายกลรอบชายชุดดำที่เหลือรอดคนสุดท้าย พร้อมเปิดปากเอ่ยถาม “แม้พวกข้าจะจับตัวเ้าได้ แต่พวกเ้ากลับมิได้พยายามจะปลิดชีพตนเอง อีกทั้งการต่อสู้ของพวกเ้าก็มิได้เหมือนมือสังหาร พวกเ้ามาจากกลุ่มใดกันแน่?”
มือดาบที่เป็ขอบเขตสามคนสุดท้าย มองดูร่างไร้ิญญาของสหายรอบกายด้วยความโกรธแค้น พยายามรวบรวมพลังชีวิตของผู้ฝึกยุทธที่เหลือเอาไว้ ะเิพลังเหนือขอบเขตสามได้ชั่วคราว
สุยอู๋ซินคาดว่าชายชุดดำจะเข้ามาโจมตีจึงตั้งใจต้านรับ แต่การกระทำของเขากลับไม่เป็ไปตามที่คาดหมาย
มือดาบชุดดำฝ่าวงล้อมในส่วนที่ค่ายกลอ่อนแอที่สุด พุ่งไปยังเด็กหนุ่มสวมชุดคลุมสีครามที่กำลังทำมุทราร่ายอาคมอย่างลนลาน
สุยอู๋ซินเห็นดังนั้นรู้สึกว่าท่าไม่ดีรีบรวบรวมพลังปราณไว้ที่ใบดาบ ก่อนฟันดาบออกไปยังชายชุดดำที่อยู่ห่างออกไปสองจั้ง
ปั้ง!
น่าเสียดายที่คลื่นดาบนั้นช้าเกินไป ชายชุดดำที่ยืมพลังของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่มาชั่วคราว สามารถหนีฝ่าวงล้อมของผู้ฝึกตนขอบเขตสี่ได้อย่างง่ายดาย
“หวังฟา จางฮวา ตามข้ามา!” สุยอู๋ซินออกคำสั่งพร้อมทะยานตัวออกตามด้วยความรวดเร็ว
หากเป็ตามที่ไป๋เซียวเฟิงคิด ศัตรูกลุ่มนี้คงมิใช่กลุ่มจู่โจมหลัก หากชายชุดดำคนนั้นสามารถเรียกพวกพ้องของตนมาได้ สถานการณ์คงจะยุ่งยากมิใช่น้อย
เมื่อตามศัตรูเข้ามาใกล้ได้ประมาณสองจั้ง จางฮวาเรียกยันต์เพิ่มความเร็วไปแปะตัวนายน้อยตระกูลสุย
สุยอู๋ซินที่ได้รับความเร็วเพิ่มขึ้น จึงคว้าดาบยาวฟันลงที่คอของมือดาบทันที “ตรวจสอบร่างของศัตรู ระวังอย่าเข้าไปใกล้นัก… นี่เป็คนที่เก้าแล้ว ที่มีวิชาประหลาดเพิ่มขอบเขต” สุยอู๋ซินกล่าวพลางเอามือปาดเหงื่อของตน
หวังฟาพยักหน้ารับ พลางเรียกใช้พลังปราณยกร่างที่ไร้ิญญาขึ้นมา ตรวจสอบอาวุธลับและศพอย่างละเอียด
“คุณชายสุย ศัตรูถือพลุสัญญาณไว้ในมือ โชคดีที่คุณชายปลิดชีพได้ทัน มิเช่นนั้นคงไม่ทันการ” หวังฟายื่นพลุสัญญาณให้สุยอู๋ซินตรวจสอบ ชายหนุ่มพยักหน้าพลางรับพลุสัญญาณไว้ในแขนเสื้อ
“ข้าค่อยให้ไป๋เซียวเฟิงตรวจสอบอีกที” กล่าวจบ ก็รีบพุ่งกลับไปทางที่ตั้งสนามรบ
“หวังฟา ตรวจสอบความเสียหาย” เมื่อมาถึงสุยอู๋ซินหันไปออกคำสั่งกับสมาชิกหน่วยย่อยตระกูลเฉินที่อายุน้อยกว่าตนไม่กี่ปี
เด็กหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงรีบวิ่งออกไปตรวจสอบสมาชิกในกลุ่มขบวนพ่อค้า
“เรียนคุณชายสุย มีผู้าเ็สี่คน าเ็สาหัสสามคน” หวังฟารีบวิ่งมารายงาน
“ผู้ที่ได้รับาเ็สาหัส มีผู้คุ้มกันรับจ้างสองคน ถังเห่อกับเถิงไห่ อีกคนคือสมาชิกตระกูลเฉิน หลี่ซิ่วขอรับ”
สุยอู๋ซินถามต่อ “ท่านอาจ้าวยังเหลือพลังปราณหรือไม่?”
เด็กหนุ่มรีบวิ่งออกไปตรวจสอบอีกครา ก่อนจะกลับมาอย่างรวดเร็ว “เหลือขอรับ”
“อืม… เช่นนั้นให้เ้า อาจ้าว อาจางหนิวกับผู้คุ้มกันอยู่ที่นี่ดูแลคนเจ็บ อย่าลดการป้องกัน เราไม่รู้ว่าจะมีศัตรูอีกหรือไม่ ระหว่างนี้ข้าจะพาจางฮวาไปคุ้มครองเฉินจื้อเยว่” สุยอู๋ซินออกคำสั่ง
หวังฟาพยักหน้ารับสั่ง พร้อมเดินไปกระจายคำสั่งของคุณชายสุย
…
“แม่นางเฉิน! เ้าพอจะมีอาวุธป้องกันดีๆ ให้ข้าหรือไม่?” เซิ่งมู่ที่กำลังหลบหลีก ปัดป้องมีดคู่ไปพลาง ก็ะโถามเฉินจื้อเยว่ที่อยู่ห่างไปไม่ไกล
“ไม่ได้! ข้าใช้อยู่!” เฉินจื้อเยว่ะโตอบ พลางควบคุมจานแปดเหลี่ยมไปคุ้มกันเฉินชิงชิงที่โดนดาบใหญ่ฟันตรงมาจากข้างหลัง
“หลิวจื่ออี้ ข้าขอโอสถรักษาหน่อย!” ครานี้เขาะโถามแม่นางชุดเขียวแทน
“หากมีข้าก็ใช้ไปแล้ว!” นางะโตอบ พลางทำมุทราร่ายวิชาโจมตีขัดจังหวะมือดาบอีกคนที่พยายามลอบโจมตีเฉินจื้อเยว่
“เฉินชิงชิง… ข้ามิสนิทกับเ้า! อีกทั้งเ้าดูไม่ได้มีอาวุธเยอะ ข้าจะมิถามเ้าก็แล้วกัน!” เซิ่งมู่ะโบอกแม่นางชุดแดง
เฉินชิงชิงที่ได้ยินก็ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนแทงทวนสีเพลิงใส่มือดาบที่พยายามลอบโจมตีตน “ปกติเ้าพูดมากเช่นนี้เลยหรือ?” เฉินชิงชิงถามด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก
เซิ่งมู่หัวเราะออกมา พลางปัดป้องการโจมตีมีดคู่จากศัตรูไปด้วย
“หากข้าจัดการเ้านี่ได้ แล้วรีบไปผนึกกำลังช่วยหลิวจื่ออี้ เช่นนี้คงมีความหวังกว่ารอสุยอู๋ซินกระมัง?”
ในคราแรกเซิ่งมู่ก็คิดจะป้องกันการโจมตีไปเรื่อยๆ จนกว่าสุยอู๋ซินจะมาช่วยเหลือ แต่ดูจากภาพการณ์แล้ว เกรงว่าเืเขาคงไหลหมดตัวก่อนกระมัง
ถึงมือมีดจะโจมตีโดนเซิ่งมู่นับครั้งได้ แต่ด้วยความแปลกประหลาดของอาวุธที่ถือ ทำให้ผ่านไปหลายลมหายใจแล้ว าแเซิ่งมู่ก็มิอาจสมานได้เสียที สำหรับผู้ฝึกยุทธขอบเขตสามที่มีพื้นฐานแข็งแรง สิ่งที่เซิ่งมู่พบเจอตอนนี้ช่างแปลกประหลาดนัก
คิดได้เช่นนั้น เซิ่งมู่จึงถีบตัวถอยออกมาสามจั้ง ขณะที่กำลังตั้งท่าจะโจมตีสวนเต็มกำลัง คิดจะใช้กายแลกกายตัดสิน ชั่วขณะนั้นก็ได้ยินเสียงสวบสาบดังมาจากป่าด้านซ้าย
ทั้งเด็กหนุ่มและมือมีดชุดดำต่างหันไปมองอย่างสงสัย หากคนที่โผล่มาไม่ได้สวมใส่ที่ปิดหน้าสีดำเขาก็คงมีหวัง แต่หากเป็ชายชุดดำปิดหน้าอีกคน คงทำให้สมดุลการรบ ณ ตอนนี้พังทลายเป็แน่
ทันทีที่คิดเสร็จ ก็ปรากฏชายสวมชุดดำที่ไม่ได้สวมผ้าคลุมหน้าคนหนึ่ง พร้อมสตรีชื่อจางฮวา ออกมาจากป่าด้านข้าง
ชายชุดดำทั้งสามคนที่เห็นสุยอู๋ซินโผล่ออกมา รู้ตัวว่าการล้อมโจมตีครั้งนี้คงเสียท่าพลาดเสียแล้ว จึงพยายามล่าถอย
“อย่าให้พวกมันส่งสัญญาณได้!” สุยอู๋ซินะโเตือนด้วยเสียงดังลั่น
เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้น รีบถีบกายพุ่งตัวเข้าไปขัดขวางมือมีดที่กำลังหนี
มือมีดชุดดำััได้ถึงอันตรายจากข้างหลังตน จึงหมุนตัวกลับพร้อมแทงมีดลงไปที่หัวไหล่ขวาของเซิ่งมู่
เด็กหนุ่มใช้แขนขวารับการโจมตีของมือมีด พร้อมคว้าจับตัวศัตรูไว้ ชายชุดดำถึงกับผงะมิทันตั้งตัว เพราะไม่ได้คิดว่าเด็กหนุ่มจะยอมใช้ร่างกายรับมีด เพื่อแลกกับการรั้งตัวเขาเอาไว้
เซิ่งมู่ตัดสินใจรวบรวมพลังทั้งหมดไปไว้ที่มือซ้าย ะเิพลังทำลายที่เทียบได้กับขอบเขตห้าครึ่งก้าว พุ่งโจมตีไปยังซี่โครงของชายเบื้องหน้าอย่างจัง
ในขณะที่ชายชุดดำกำลังจะกระเด็นออกไป เซิ่งมู่พลันใช้มือขวาจับให้แน่นขึ้นยิ่งกว่าเดิม ตามด้วยการปล่อยหมัดซ้ายเข้าซ้ำที่ชายโครง ทำให้มือมีดชุดดำถึงกับสติดับวูบไป
เมื่อชายชุดดำอีกสองคนเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี จึงมีคนหนึ่งรั้งอยู่ต่อเพื่อถ่วงเวลา ส่วนอีกคนไม่รอช้ารีบถอยหนีไปส่งสัญญาณทันที เพื่อไม่ให้ชีวิตของคนในกลุ่มตนเสียเปล่า
คนที่ถ่วงเวลาเป็ชายที่เคยคุยกับมือมีด ชายคนนั้นโยนดาบในมือทิ้งเหมือนกับมือมีด ก่อนจะเรียกทวนยาวออกมา พร้อมรวบรวมพลังชีวิตของตน ะเิพลังของผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าครึ่งก้าวออกมา
“ยังไหวหรือไม่?” สุยอู๋ซินหันมาถาม
เซิ่งมู่ก้มมองาแยาวที่ได้จากการพยายามหลบหนีของมือมีด โลหิตยังคงไหลรินออกมาไม่ขาดสาย แม้เขาแทบไม่รู้สึกถึงแขนขวาของตนแล้ว แต่เซิ่งมู่ก็ยังพยักหน้าตอบกลับ “สบายมาก”
สิ้นคำของเซิ่งมู่ ทั้งคู่ก็พลันทะยานเข้าไปโรมรันกับชายถือทวน
อาวุธทวนรับมือได้ง่ายกว่ามีดมากนัก ระหว่างเดินทางนอกจากวิชาดาบ ก็มีวิชาทวนที่เซิ่งมู่คอยศึกษาเพื่อรับมือรองลงมา เพราะในยุทธภพนอกจากดาบแล้ว ทวนก็คืออาวุธที่ผู้คนชอบใช้มากที่สุด ส่วนผู้ฝึกยุทธกระบี่นั้นหายากนัก กระบี่เป็สัญลักษณ์ของฐานันดร ผู้ฝึกยุทธที่ใช้กระบี่จึงล้วนเป็ลูกหลานผู้มีตระกูลหรือศิษย์สำนักใหญ่ทั้งนั้น
ผู้ใช้ทวนจะมีจุดเด่นที่ระยะการโจมตี เหมาะใช้รับมือกับศัตรูในวงกว้าง อีกทั้งยังสามารถทำให้คู่ต่อสู้เข้าประชิดได้ยาก ฉะนั้นสาเหตุที่ชายคนนี้เลือกจะรั้งอยู่ต่อ คงเป็เพราะ้าถ่วงเวลาให้สหายของตนส่งสัญญาณเป็แน่
เมื่อเห็นคนทั้งสองพุ่งมาใกล้ มือทวนตัดสินใจฟาดทวนยาวในมือไปยังเด็กหนุ่มทางซ้ายที่แขนขวาห้อยลงมา
เซิ่งมู่เห็นดังนั้นแทนที่จะหลบกลับยืนปักหลักมั่นคง ใช้หัวไหล่ขวาที่าเ็ของตนต้านรับด้ามทวนของศัตรู มือซ้ายจับทวนยาวไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เปิดโอกาสให้สุยอู๋ซินและคนอื่นๆ ได้ลงมือ
มือทวนที่ปล่อยอาวุธของตนออกจากมือ พยายามใช้ดาบสั้นมารับมือ
การที่ต้องทนรับทั้งการโจมตีประสานระหว่างสตรีทั้งสาม หากโจมตีก็จะมีเซิ่งมู่เข้ามาขัดจังหวะ หากจะหนีก็มิพ้นโดนคมดาบของสุยอู๋ซินและวิชาอาคมของจางฮวา ถึงจะมีวิชาลับฝืนใช้พลังของขอบเขตที่ห้าครึ่งก้าว ก็มิอาจยื้อการประสานของคนทั้งหกได้นาน
ท้ายที่สุดผ่านไปเพียงครึ่งเค่อ มือทวนที่ขอบเขตตกลงมาเหลือเพียงขอบเขตสี่แล้ว ก็ถูกดาบยาวของสุยอู๋ซินฟันคอขาดสะบั้น สิ้นใจตายในทันที
หลังจบศึกหนักที่กินเวลาไปหลายชั่วยาม สติเซิ่งมู่ก็แทบจะดับวูบแล้ว เด็กหนุ่มล้มตัวนอนหอบหายใจแรงอยู่กลางหญ้าและดิน
“ข้าจะห้ามเืให้เ้าก่อน” หลิวจื่ออี้ที่รีบวิ่งเข้ามาอย่างลุกลี้ลุกลน พลางเรียกสมุนไพรจากกำไลเก็บสมบัติของนางออกมาเคี้ยวให้ละเอียด แล้วค่อยเอามาปิดปากแผลบนตัวของเซิ่งมู่
“แบบนี้มันจะไม่สกปรกน้ำลายเ้าเอาหรือ?” เซิ่งมู่ถาม
หลิวจื่ออี้ทำหน้าไม่พอใจ พร้อมกล่าวตอบ “หรือจะให้ข้าปล่อยเ้าตายไปเสียเลย?”
เซิ่งมู่ขำออกมาเบาๆ ก่อนเห็นสุยอู๋ซินเดินมาหาหลังตรวจสอบร่างของศัตรู
“ข้าจะนำจางฮวาไปหาผู้าุโ ข้าแนะนำให้พวกเ้าทั้งสามกลับทางเดิมไปรวมกลุ่มกับคนที่เหลือ ท่านอาจ้าวน่าจะมีโอสถเหลืออยู่ ยิ่งหากได้แม่นางหลิวช่วยเหลือ การรักษาผู้าเ็คงเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว” สุยอู๋ซินกล่าวจบ ก็ประสานมือขอบคุณหลิวจื่ออี้ แล้วค่อยทะยานตัวพุ่งไปทางผู้าุโเฉินต่ออย่างไม่รีรอ
“พวกเรารีบไปกันเถอะ” เฉินจื้อเยว่หันมากล่าวกับทั้งสาม ก่อนจะช่วยประคองเฉินชิงชิง ออกเดินนำไปยังทางที่ขบวนพ่อค้ารออยู่
เซิ่งมู่ที่ได้หลิวจื่ออี้ประคอง ฝืนเดินมาจนถึงกลุ่มของสมาชิกขบวนพ่อค้าก็รู้สึกโล่งอก
ออกจากเมืองเล็กมาไม่กี่สิบวันก็เจอเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว โลกภายนอกช่างอันตรายจริงๆ เมื่อรู้สึกเช่นนั้นเขาคิดว่าตนควรอ่านหนังสือและศึกษาวิธีรับมือกับคู่ต่อสู้ไว้หลายๆ แบบจะดีกว่ากระมัง?