เวลาล่วงเลยมาถึงบ่ายสามโมง
ณ ลานกลางของสถาบันชิงหลง
เหล่านักเรียนใหม่และอาจารย์ประจำชั้นต่างมารวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมพิธีปฐมนิเทศประจำปี
เสียงปืนใหญ่ต้อนรับดังกึกก้องพิธีเปิดงานจึงเริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการ
เซี่ยวซิงอวี่ยืนปะปนอยู่ในกลุ่มคนแหงนหน้ามองไปยังเวทีหลัก
หัวหน้าฝ่ายวิชาการหลินชางยิ้มแย้มอยู่บนเวที
“สวัสดีนักเรียนทุกคนยินดีต้อนรับสู่สถาบันชิงหลง!”
หลินชางเป็คนพูดเก่งหลังจากแนะนำประวัติความเป็มาของสถาบันชิงหลงเสร็จก็เริ่มสาธยายถึงศิษย์เก่าดีเด่นแต่ละรุ่น
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปเซี่ยวซิงอวี่หาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาแทบจะปรบมือตามคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
หลินชางกระแอมไอ
“เอ่อ... สิ่งที่ผมควรจะพูดก็พูดไปหมดแล้ว”
“ต่อไปขอเรียนเชิญท่านผู้อำนวยการของเรามากล่าวอวยพรแก่นักเรียนใหม่!”
ทันทีที่หลินชางกล่าวจบก็มีเสียงคำรามของสิงโตดังกึกก้องมาจากท้องฟ้า เสียงนั้นดังจนเมฆบนฟ้าแทบแตกกระจาย
ร่างของหญิงสาวสะพรั่งในชุดเกราะขี่สิงโตมีปีกบินลงมาจากฟากฟ้า
“ผู้อำนวยการซูมาแล้ว!”
“สมกับที่เป็ผู้อำนวยการที่สวยที่สุดอันดับหนึ่งของหลงกั๋วสวยจริงๆ เลย!”
“ได้ยินมาว่าผู้อำนวยการซูอายุสี่สิบกว่าแล้วแต่ดูแลตัวเองได้ดีขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!”
“ผู้อำนวยการซูเป็ผู้ควบคุมสัตว์อสูรระดับเจ็ดดาวสุดยอดจริงๆ ไอดอลของผมเลย!”
สายตาของเซี่ยวซิงอวี่จับจ้องไปที่สัตว์อสูรประเภทสิงโตเป็อันดับแรก
มันคือสิงโตตัวผู้ที่ดูสง่างามมีขนาดใหญ่พอๆ กับบ้านสามชั้น กรงเล็บของมันถูกห่อหุ้มด้วยเปลวไฟสีม่วง
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือบนแผ่นหลังของมันกลับมีปีกคริสตัลสีม่วงงอกออกมา
สิงโตบินได้เซี่ยวซิงอวี่เพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรก
“ราชสีห์ปีกเปลวเพลิงทมิฬ ระดับราชันอสูรประเภทอสูรธาตุไฟ...”
เซี่ยวซิงอวี่พึมพำเนตรปีศาจของเขาสามารถมองเห็นข้อมูลทั้งหมดของราชสีห์ปีกเปลวเพลิงทมิฬ
เ้าของราชสีห์ปีกเปลวเพลิงทมิฬคือสาวงามที่สวยสะพรั่งผมยาวสีแดงเพลิงสยายเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าคมคาย สื่อถึงเสน่ห์แบบชาวต่างชาติ
นี่คือผู้อำนวยการสถาบันชิงหลง ซูหรูเยียน
ซูหรูเยียนสวมชุดคลุมผู้ควบคุมสัตว์อสูรสีม่วงบนหน้าอกประดับด้วยเข็มกลัดดาวเจ็ดดวง
นั่นคือสัญลักษณ์ของจ้าวอสูรระดับเจ็ดดารา
“โดยปกติแล้วการที่จะเลื่อนขั้นเป็ผู้ควบคุมสัตว์อสูรระดับเจ็ดดาวได้ต้องมีสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิอสูรอยู่ใน”
“ราชสีห์ปีกเปลวเพลิงทมิฬเป็เพียงสัตว์อสูรระดับราชันอสูรดังนั้น...”
“ผู้หญิงคนนี้ยังมีสัตว์อสูรตัวอื่นอีก”
ผู้ควบคุมสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งพลังิญญามักจะสูงเสมอ พวกเขาจะไม่ทำสัญญากับสัตว์อสูรเพียงแค่ตัวเดียว
สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดมักจะเป็ไพ่ตาย จะไม่ถูกเรียกออกมา เว้นแต่จะถึงคราวคับขันจริงๆ
เซี่ยวซิงอวี่มั่นใจว่าราชสีห์ปีกเปลวเพลิงทมิฬเป็แค่สัตว์อสูรตัวที่สองหรือไม่ก็ตัวที่สามของซูหรูเยียน
สัตว์อสูรตัวแรกของซูหรูเยียนจะต้องมีระดับสูงกว่าระดับจักรพรรดิอสูรอย่างแน่นอน
ซูหรูเยียนยืนอยู่บนเวทีหลักมองลงไปยังนักเรียนใหม่รุ่นนี้
“นักเรียนทุกคนยินดีด้วยที่ได้เข้าสู่สถาบันชิงหลงของเรา”
“ณ ที่แห่งนี้ฉันขอเตือนพวกเธอไว้ประโยคหนึ่ง”
“เมื่อเข้ามาในสถาบันชิงหลงแล้วไม่ว่าพวกเธอจะเป็ลูกหลานตระกูลใหญ่โต หรือมาจากครอบครัวยากจน”
“ก็ต้องปฏิบัติตามกฎของสถาบันชิงหลง”
ในมือของเซี่ยวซิงอวี่และนักเรียนใหม่ทุกคนต่างถือ“กฎระเบียบสถาบัน” ที่ทางสถาบันแจกให้
กฎระเบียบสถาบันข้อที่ 8นั้นดูขัดหูขัดตาเป็พิเศษ
กฎระเบียบสถาบันข้อที่ 8:
[เมื่อนักเรียนมีความขัดแย้งเกิดขึ้นไม่ว่าจะผิดหรือถูก จะต้องแก้ไขด้วย “การประลองบนเวที”เท่านั้น]
[ผู้แพ้ จะต้องกล่าวคำขอโทษต่อผู้ชนะ]
กฎข้อนี้ดูเหมือนจะไม่ยุติธรรมเพราะมันปฏิเสธความสำคัญของการถูกผิดโดยสิ้นเชิงทำให้ในสถาบันอาจเกิดการที่คนแข็งแกร่งรังแกคนอ่อนแอได้
ทุกคนส่งเสียงฮือฮา ต่างบ่นพึมพำ
เซี่ยวซิงอวี่ยิ้มเล็กน้อยเขารู้ดีว่ากฎของสถาบันที่ดูเหมือนจะไม่ยุติธรรมนี้แท้จริงแล้วเป็ความหวังดีของซูหรูเยียน
“นักเรียนทุกคนต่อไปก็ขอให้สนุกกับชีวิตในสถาบันตลอดสามปีของพวกเธอ”
“สามปีต่อจากนี้พวกเธอจะเป็ัหรือเป็หนอน ก็ขึ้นอยู่กับว่าใน่สามปีนี้ เธอจะขยันฝึกฝนหรือปล่อยเวลาให้สูญเปล่า”
“สุดท้ายนี้ขอให้พวกเธอเป็ผู้ควบคุมสัตว์อสูรระดับสูงได้ในเร็ววัน!”
ซูหรูเยียนกล่าวสุนทรพจน์จบก็ขี่ราชสีห์ปีกเปลวเพลิงทมิฬหายลับสายตาไป
หลังจากพิธีปฐมนิเทศจบลงนักเรียนใหม่ทุกคนก็กลับไปยังห้องเรียนของตนเอง
ห้องเรียนปีหนึ่งห้องสาม
นี่คือห้องเรียนที่เซี่ยวซิงอวี่อยู่
เฉินฉี่เหนียนเป็อาจารย์ประจำชั้นของห้องสาม
“นักเรียนทุกคนนั่งตามหมายเลขที่กำหนดได้เลยนะ”
ที่นั่งของเซี่ยวซิงอวี่คือแถวสุดท้ายของห้องติดหน้าต่าง
และที่นั่งนี้ก็พิเศษมากเพราะมีเพียงโต๊ะเดียว
กล่าวคือ เซี่ยวซิงอวี่ไม่มีเพื่อนร่วมโต๊ะ
“นึกว่าจะได้นั่งกับสาวสวยประจำสถาบันซะอีกเวลาว่างจะได้จีบสาว”
“ช่างมันเถอะ คนเก่งมักจะอยู่คนเดียว”
“แถวหลังติดหน้าต่าง ถิ่นของาา”
เซี่ยวซิงอวี่รู้จักปลอบใจตัวเอง
“สวัสดีนักเรียนเซี่ยวฉันชื่ออู๋เซิงโหย่ว!”
เซี่ยวซิงอวี่หันไปมองและได้รู้จักเพื่อนคนแรกของเขา
ตำแหน่งที่เซี่ยวซิงอวี่นั่งคือแถวสุดท้ายติดหน้าต่างด้านซ้าย
อู๋เซิงโหย่วนั่งอยู่แถวสุดท้ายติดประตูหลังด้านขวา
ทั้งสองคนต่างก็นั่งโต๊ะเดี่ยวดูเหมือนคู่หูที่น่าสงสาร
“สวัสดีนักเรียนอู๋”
“นักเรียนเซี่ยวฉันเคยได้ยินเื่ราวที่น่าประทับใจของคุณมาบ้างพลังิญญาเริ่มต้นของนายต่ำกว่าเย่ซวงหนิง รุ่นพี่อัจฉริยะแค่ 2 แต้มเอง!”
นี่เป็ครั้งที่ Nแล้วที่เซี่ยวซิงอวี่ได้ยินชื่อเย่ซวงหนิง
เพราะพลังิญญาเริ่มต้นชื่อของเซี่ยวซิงอวี่จึงมักจะถูกเชื่อมโยงกับเย่ซวงหนิงเสมอ
“เย่ซวงหนิงอีกแล้ว...”
“ฉันพอจะจำได้รางๆเหมือนเธอจะเป็นักเรียนของสถาบันชิงหลงเหมือนกัน แถมยังอยู่ปีสองเป็รุ่นพี่ของฉัน”
อู๋เซิงโหย่วเป็เด็กอ้วนร่างท้วมที่ร่าเริงคุยกับเซี่ยวซิงอวี่ได้ไม่นานก็กลายเป็เพื่อนสนิทกัน
“พี่อวี่ บังเอิญจัง หอพักของฉันก็ 312เหมือนกัน!”
“พวกเรามีนี่ดวงสมพงษ์กันจริงๆไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมชั้น แต่ยังเป็เพื่อนร่วมห้องอีกด้วย!”
เซี่ยวซิงอวี่เตือนว่า“เหล่าอู๋ อย่าเพิ่งพูด อาจารย์เฉินจ้องพวกเราแล้ว”
หลังจากแจกหนังสือเรียนเสร็จเสียงระฆังเข้าเรียนวิชาแรกก็ดังขึ้น
เฉินฉี่เหนียนยืนอยู่บนแท่นหน้าห้อง
“นักเรียนทุกคน ภาคเรียนนี้ใน่เรียนภาคทฤษฎี เราจะต้องเรียนหนังสือ 13 เล่มนี้ให้จบ”
“ทฤษฎีคือพื้นฐานของการปฏิบัติหาก้าเอาชนะสัตว์อสูร ต้องเข้าใจนิสัยและจุดอ่อนของสัตว์อสูร”
“ทุกคนเปิด ‘สารานุกรมสัตว์อสูร’เราจะเริ่มเรียนบทแรกกันก่อน...”
เซี่ยวซิงอวี่มองกองหนังสือเรียนหนาบนโต๊ะมุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มที่ยากจะสังเกตเห็น
เฉินฉี่เหนียนพูดช้าๆเซี่ยวซิงอวี่ก็เปิดหน้าหนังสืออย่างบ้าคลั่ง
เนตรปีศาจมาพร้อมกับความสามารถในการจดจำที่ไม่รู้ลืมไม่ถึงสามนาที เซี่ยวซิงอวี่ก็สามารถท่องหนังสือเรียนทั้ง 13เล่มได้อย่างขึ้นใจ
อู๋เซิงโหย่วเบื่อที่จะอ่านหนังสือจึงส่งกระดาษโน้ตให้เซี่ยวซิงอวี่
เนื้อหาในกระดาษโน้ต: [พี่อวี่เย็นนี้กินที่โรงอาหาร หรือออกไปกินข้างนอกดี ฉันเลี้ยงเอง!]
เซี่ยวซิงอวี่ตอบกลับในกระดาษโน้ต
[ไม่ล่ะพี่สาวฉันเตรียมข้าวกล่องไว้ให้แล้ว แค่อุ่นในไมโครเวฟก็กินได้]
[นายมีพี่สาวด้วยเหรอ อิจฉาจัง!]
ป้าบ~
ชอล์กปาลงบนหัวของอู๋เซิงโหย่ว
“อู๋เซิงโหย่ว เซี่ยวซิงอวี่พวกนายสองคนไม่ตั้งใจเรียน ส่งกระดาษโน้ตอะไรกัน!”
เฉินฉี่เหนียนแสดงท่าทีของอาจารย์ประจำชั้นที่เข้มงวดออกมาตวาดว่า“พวกนายเป็นักเรียนใหม่ที่แย่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยสอนมา!”
หลังจากระบายความโกรธเฉินฉี่เหนียนก็เริ่มถามคำถาม
“อู๋เซิงโหย่ว นายมาตอบคำถามนี้”
“จุดอ่อนของกิ้งก่าปีศาจ์คืออะไร?”
อู๋เซิงโหย่วอ้ำอึ้งอยู่นาน สุดท้ายก็ตอบว่า“แสดงถึงความคิดถึงบ้านเกิดของผู้เขียน”
ทั้งห้องหัวเราะลั่น
เฉินฉี่เหนียนทุบโต๊ะด้วยความโกรธ
“บ้าหรือไงกันนึกว่าสอบอ่านจับใจความภาษาจีนตอนมัธยมปลายรึไง!”
“ยืนเข้ามุมไปสามคาบ!”
“เซี่ยวซิงอวี่ นายยิ้มอะไรลุกขึ้นมาตอบคำถาม!”
เฉินฉี่เหนียนตั้งใจที่จะเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อให้นักเรียนรู้ถึงผลของการไม่ตั้งใจเรียน
“จุดอ่อนของกิ้งก่าปีศาจ์คืออะไร?”
“ถุงพิษใต้ท้อง”
เฉินฉี่เหนียนชะงักไป
“ใช้ได้นี่ ไม่ตั้งใจเรียนยังตอบถูก”
“อย่าเพิ่งนั่ง ตอบคำถามต่อไป”
“จระเข้เหมันต์เยือกแข็งมักจะอาศัยอยู่ในบริเวณใด?”
เซี่ยวซิงอวี่ตอบโดยไม่ลังเล“บริเวณทะเลสาบซวงเจียงทางตอนใต้ของหลงกั๋วและน้ำตกในสระน้ำเย็นใต้ธารน้ำแข็งคุนหลุน”
สีหน้าของเฉินฉี่เหนียนเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“บ้าน่า... คำถามต่อไป!”
“หากเผชิญหน้ากับพยัคฆ์อสูรกลืน์ในป่าควรรับมือยังไง?”
เซี่ยวซิงอวี่พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า“คาบบัตรประจำตัวไว้ในปาก แล้วหาที่ร่มๆ นอนลง”
เฉินฉี่เหนียนขมวดคิ้ว“ทำไม?”
“เพราะพยัคฆ์อสูรกลืน์เป็อสูรระดับราชันอสูรประเภทกลายพันธุ์มีเพียงผู้ควบคุมสัตว์อสูรระดับหกดาวขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีพลังต่อกรได้”
“พวกเราที่เป็มือใหม่หากเผชิญหน้ากับพยัคฆ์อสูรกลืน์ในป่า ก็มีแต่ตายเท่านั้น”
“ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะคาบบัตรประจำตัวไว้ในปากเพื่อให้ญาติมารับศพผมได้ง่ายขึ้น”
“หาที่ร่มๆ นอนลงจะได้ไม่ทำให้ศพส่งกลิ่นเหม็น”
หลังจากเซี่ยวซิงอวี่ตอบคำถามจบทั้งห้องก็เงียบกริบ ทุกคนมองไปที่เฉินฉี่เหนียนบนเวที
มุมปากของเฉินฉี่เหนียนกระตุกเขาเงียบไปนานจึงพูดว่า
“คำตอบนี้ เต็มสิบ”
“เซี่ยวซิงอวี่ คำถามที่ฉันถามนายเมื่อกี้เป็ความรู้จากบทสุดท้ายของหนังสือเรียนทั้งนั้น”
“ฉันเพิ่งจะเริ่มสอนความรู้บทแรกทำไมนายถึง...”
เซี่ยวซิงอวี่พูดอย่างเรียบๆ ว่า“ผมเรียนเนื้อหาของหนังสือเรียนทั้ง 13 เล่มจบแล้ว”
“หา?”
“วิชาแรกเพิ่งจะสอนไปได้ 20 นาที นายเรียนจบหลักสูตรทั้งเทอมแล้วเหรอเนี่ย?”
“เหลือเชื่อจริงๆ นายมันอัจฉริยะชัดๆ!”
“เซี่ยวซิงอวี่ คุ้นๆ นะ...”
“นึกออกแล้วเขาคือเซี่ยวซิงอวี่ที่เป็ข่าวฮอต พลังิญญาเริ่มต้นต่ำกว่าเย่ซวงหนิงแค่ 2แต้ม!”
จนถึงตอนนี้เซี่ยวซิงอวี่และเย่ซวงหนิงยังไม่เคยเจอหน้ากันเลย
แต่ตราบใดที่มีคนพูดถึงชื่อใครคนหนึ่งอีกคนก็จะถูกกล่าวถึงไปด้วยเสมอ