'พิชิต... วินาทีที่คิดว่าชีวิตตัวเองมีคุณค่าหรือไม่ ก็ตอนที่ลงไปนอนแอ้งแม้งใกล้ตายนั่นแหละ' เป็คำพูดที่ตาลุงหนวดแข็งคนหนึ่งกล่าวไว้กับผมก่อนตาย ความร้อนจากฝ่ามือ แววตาสีฟ้าใสที่เลื่อนลอย เขาเห็นผมเป็คนสุดท้ายแล้วก็ตายไปทั้งอย่างนั้น ชีวิตเขามีคุณค่ารึเปล่า แล้วชีวิตผมมีคุณค่าหรือไม่... ยังไงซะผมก็รอดมาได้เพราะเขา
จากคอนโดไปที่ท่าเรือก็ไกลพอตัวอยู่ ผมขับมอไซขึ้นมอเตอร์เวย์ที่ตอนนี้กลายเป็หลุมบ่อมากมายจากมิสไซล์ที่ยิงถล่มเข้ามาเมื่อหลายปีก่อน เพราะพังซะจนซ่อมไม่คุ้ม ประกอบกับการที่ย้ายเมืองหลวง มันจึงถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่เร่งแก้ไข ด้วยว่าโครงการซ่อมที่ยังมาไม่ถึงเสียที ฝั่งที่พอวิ่งรถได้จึงกลายเป็แหล่งลองของของนักซิ่งรถยามค่ำคืน และช่องสัญจรแสนสะดวกของรถเล็กยามแดดส่อง
"หือ.. ไอ้รถเก๋งกึ่งไฟฟ้านี่มัน..." ผ่านกระจกมองหลัง มีรถเก๋งสีเทาคันนึงที่ขับตามมาั้แ่ก่อนขึ้นมอเตอร์เวย์ ที่ผิดไปจากปกติก็คือสภาพรถที่เหมือนพึ่งล้างมา แต่ป้ายทะเบียนติดเอียงลงราวๆ 1 นิ้ว แถมเลอะขี้ดิน
ขับห่างจากผมราวๆ 3 ่คันรถมาตลอด ทิ้งระยะสม่ำเสมอทั้งที่ผมปล่อยช่องให้รถใหญ่เบี่ยงซ้ายแซงไปได้เลย
"อ้าวไอ้จ่า หมื่นห้าอาจไม่คุ้มนะเนี่ย" ผมแสยะยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวขณะที่ลดความเร็วลงเพื่อเข้าประชิด
โอ้โฮ มันลดความเร็วเพื่อคงระยะห่างพร้อมเปลี่ยนเลนมาต่อตูดผม งานนี้หมดข้อสงสัยซะแล้ว...
"กันะุรึเปล่านะ" ผมคว้าเอาลูกเหล็กที่เหน็บไว้ตรงช่องเก็บของข้างแฮนเดิล ความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าขว้างลูกเหล็กหนักๆ สวนกลับไปได้ทะลุหน้าต่างอัดหน้าจนหัวยุบแน่
"เอาล่ะ ถึงไม่ทะลุก็..." ผมเล็งผ่านกระจกมองหลัง แล้วง้างแขนเหวี่ยงลูกเหล็กกลับไปเต็มแรง
กึง! เสียงที่ดังออกมาไม่ใช่เสียงกระจกแตก กันะุจริงๆ ด้วย แต่ทว่า... เอี้ยดดดดดด เสียงหักรถออกข้างดังลั่น
เพราะเป็กระจกกันะุราคาถูก พอโดนอัดหน้าต่างอย่างแรงด้วยลูกเหล็กขนาดเท่ากำมือจึงทำให้รอยแตกฝ้ากระจายไปทั่วทั้งกระจกหน้า บังสายตาจนมิด
รถมันเสียหลักชนเข้าข้างทางจนหยุดสนิท ผมเหยียบคันเร่งจนสุดฤทธิ์เพื่อสะบัดตัวออกทันที
แต่อะไรๆ ก็ไม่มีทางง่ายดาย มีรถตู้อีกคันวิ่งตัดเส้นทางตรงเข้าใส่ผมทันที ลดกระจกลงทุกช่องต่ออีกต่างหาก
"อ้าวๆ จะระห่ำใส่กันกลางวันแสกๆ เลยเหรอ!"
ไอ้โม่งหลายหัวโผล่ออกมาจากช่องกระจกพร้อมแท่งสีดำซึ่งไม่ต้องคิดเป็อย่างอื่นนอกจากปืน
ปังๆๆๆๆๆๆๆๆ ห่าะุสาดเข้ามาโดยไม่สนใจว่ารอบข้างจะเป็ยังไง ทำเอารถที่วิ่งตามกันมาหักหลบเละเทะ
ผมเกร็งข้อมือซ้ายสะบัดรถโยกหลบสุดแรง แล้วชักปืนแบ่งปันะุคืนมันไปด้วยมือที่เหลือ ความแม่นไม่มี แต่ก็ยังดีกว่าโดนข้างเดียว
เป๊ง! เข้าให้ที่ข้างหมวกกันน็อค "โอ๊ย! หน้าหันเลยบัดซบ!" ผมเสียหลักรถตะแคงข้างซ้ายลงไถถนน แต่ด้วยความมีฝีมือเหนือล้ำและหล่อเหลา ผมใช้เข่าติดสนับเหล็กดันพยุงให้รถไถลไปต่อ
เสียงแสบแก้วหูและความร้อนที่แผ่ซ่านตรงหัวเข่าบวกกับรถคันอื่นที่เสียหลักหลบะุจนเฉี่ยวเข้าใกล้ ทำให้หัวใจเต้นรัว อดรีนาลีนสูบฉีดจนเห็นทุกอย่างเป็ภาพช้า สุดปลายสายตา ไอ้รถตู้แซงหน้าไปแต่หยุดยิงแล้วจอดขวางชี้ปืนมาทางผม
อ่อนหัด! ผมดันตัวรถขึ้นแล้วหักซ้ายพุ่งตรงตัดเส้นทางเดินถนนเข้าหารูจากะเิซากาตรงผนังกั้นมอเตอร์เวย์ พุ่งออกไปทั้งอย่างนั้น
"เหินฟร้าาาาาาาาาาาาาา" ผมแหกปากลั่นท่ามกลางแสงตะวันที่ส่องไล่หลัง ความสูงจากจุดที่โดดหนีจนถึงพื้นคือคือ 3 เมตรกว่าๆ ข้างหน้าเป็ถนนตัดเข้าซอยพอดี
"เชี่ย! กูก็คิดว่าจะตกลงบนหลังคา" โช้คอัพจะทนไหวมั้ยวะเนี่ยยยยยยย
โครมเข้าให้ ล้อหน้ากดพื้นโช้คยุบจนชนตอ ต่อด้วยล้อหลังกระแทกมุมเอียงเล็กน้อยจนรถสะบัด คุมรถไม่อยู่แล้วงานนี้!
ผมดีดตัวลอยละล่องเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ กระจกร้านอันบางเบาไม่อาจขวางกั้นความรักที่ผมมีให้กับชีวิต เพล้ง! เข้าให้แล้วต่อด้วยอีกหนึ่งโครมเข้าไปในชั้นวางขนมปังอบใหม่
"โอย เจ็บก็เจ็บ แต่กลิ่นหนมปังหอมดีจัง" ผมชันตัวลุกขึ้นยืนแล้วถอดหมวกกันน็อคหันไปยิ้มให้กับพนักงานร้านสาวผู้กรีดร้องสนั่นลั่นร้าน ลูกค้าทั้งร้านยืนอึ้งจับจ้องสายตามาทางผม
"ไม่มีใครเป็อะไรนะ" ผมถามพร้อมรอยยิ้มปากแตกเืซึม ประกอบกับใบหน้าโทรมๆ หนวดเครารุงรังผมเผ้าไม่ตัดของผมต้องทำให้ทุกคนอบอุ่นหัวใจอย่างแน่นอน
พนักงานสาวน้อยผมดำตาเป็ปื้นจากหยาดน้ำที่อาบแก้มมือสั่นงันงกเหมือนจะทำอะไรต่อไม่ถูก ก็ตั้งสติได้หยุดร้องแล้วทำท่าจะหยิบโทรศัพท์มือถือ ผมจึงหยิบขนมปังถุงใหญ่ที่พื้นขว้างใส่มือจนโทรศัพท์หล่น และ "กรี้ดดดดดด" อีกรอบ
ด้วยร่างกายที่เจ็บระบมผมเดินเข้าไปหาเธอพร้อมกวาดปืนใส่ลูกค้ารอบๆ ร้าน ส่งสัญญาณว่า "ไม่เอานะมือถือ" แล้วเช็คกล้องวงจรปิด
"เอ... Seeing Eyes รุ่น CV320 เช็คแป๊บนะ" ด้วยมือที่ยังว่าง ผมหยิบเบียร์กระป๋องจากลูกค้าที่เคยยืนรอคิวจ่ายเงินมาเปิดกระดก และกดโทรศัพท์ตรวจสเปคของตัวปัญหา
"ชื่นใจดีจริงๆ" รสขมปนหวานช่วยกลบคาวเืในปากทิ้งไปจนหมด
ปัง ปัง ปัง สามนัดใส่กล้องวงจรปิด ทำเอาสาวพนักงานตรงหน้าและทุกคนในร้านล้มตัวลงนอนหนีมือกุมหัว
จากข้อมูลผู้ผลิต โชคดีที่กล้องรุ่นนี้ไม่บันทึกข้อมูลขึ้น cloud อัตโนมัติ แค่พังเซิฟเวอร์ในร้านทิ้งก็พอ
"อีกเดี๋ยวมันคงขึ้นรถแห่ตามลงมายิงเราต่อแน่ๆ" กว่ารถจะอ้อมลงจากมอเตอร์เวย์ยังพอมีเวลา ผมเช็คแผนที่ในจอโทรศัพท์ ต่อให้ซิ่งเต็มที่ก็ใช้เวลาราวๆ 6-7 นาที ขอให้มันคิดว่าผมตกลงมาคอหักตายไปแล้วด้วยเถิด
"ทุกคนในร้านครับ จะไม่มีใครเป็อะไร และไม่มีใครโทรแจ้งความด้วย" ด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น และปืนที่ยื่นออกไปรอบตัว "ผมทำงานให้ตำรวจ" ไม่ได้โกหกนะ ฮ่าฮ่า "ต่อให้โทรไปแจ้ง ก็ไม่มีใครมาช่วยหรอกครับ และผมจะฆ่าคุณทิ้งด้วย" โคตรจะย้อนแย้งเลยแฮะ เอาเหอะ
เสียงซุบซิบอื้ออึงปนน้ำตาดังมากขึ้น ผมยื่นมือไปจิกคอเสื้อพนักงานสาวแล้วดึงตัวเธอขึ้นมา แก้มเป็กระน้อยๆ ถึงจะอวบไปหน่อยแต่ก็น่ารัก ที่บัตรพนักงานตรงเสื้อมีชื่อเล่นต่อท้ายชื่อตัวให้ด้วย "เอาล่ะนะน้องจูนคนสวย พี่อยากให้น้องไปสับเบรกเกอร์ดับไฟร้านนะครับ" ไม่รู้ว่ากล้องมีกี่ตัว และคนหลังร้านเริ่มอัพโหลดรึยัง ตัดไฟก่อน
น้องจูนพยักหน้าหงึกๆ แล้ววิ่งออกไปจากเคาน์เตอร์คิดเงินเข้าประตูด้านหลัง ไม่ถึงสิบวินาทีไฟในร้านก็ดับลง พร้อมกับที่ไฟสำรองส่องแสง โอเคใช้ได้ ต่อไปคือจะสวนมันไอ้พวกเปรตนั่นกลับยังไง
ผมยกเบียร์ขึ้นซดอีกหนึ่งอึกใหญ่ให้โล่งสมอง "ซู่ซ่าดีจริงๆ" อ๊ะจริงสิ! ซู่ซ่าไง ซู่ซ่า!
คนนอกร้านเริ่มแตกตื่นออกมามากแล้ว และในร้านก็เริ่มแอบหยิบโทรศัพท์กันขึ้นมาด้วย ผมจึงโยกตัวไปหาซากมอเตอร์ไซ เปิดเบาะหลังหยิบไอ้โม่งมาสวมใส่กันสายตา และคว้าเอากระเป๋าเ้าปัญหาขึ้นมา "ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วยเลย เป็ไปได้ไงเนี่ย"
เอาเป็ว่าช่างมันก่อนแล้วกัน เหลือเวลาราวๆ 3 นาที ผมลากรถมอไซสภาพน่าสงสารออกไปกลางถนน รอบข้างเองผู้คนก็เริ่มสวมิญญาไทยมุงออกมาชะเง้อแลชะแง้มอง แต่ช่างมัน ผมกลับเข้าไปในร้านเดินผ่านเหล่าพยานคดีไปคว้าเอาถังดับเพลิงเคมีสีแดงออกมา
"น้องจูนครับ!" ผมะโเข้าไปหลังร้าน "หลังร้านมีค้อนมั้ยครับ ผมขอยืมหน่อยยยยย" เสียงสบถใปนก่นด่าดังออกมา น้องจูนคงคิดว่าผมลืมเธอไปแล้ว
น้องพนักงานสาววิ่งออกมาพร้อมค้อนปอนด์ด้ามยาว ท่าวิ่งเงอะงะถือค้อนที่หนักจนแทบหลุดมือชวนให้ชื่นใจไม่น้อย ว่าแต่ว่าเป็ร้านสะดวกซื้อแต่มีค้อนปอนด์อันขนาดนั้นไว้ทำไมวะ
ผมลากถังดับเพลิงมาวางพาดมอเตอร์ไซให้มุมเงย 30 องศา แล้วล็อคตัวถังเข้ากับรถด้วยเข็มขัดหนังแท้ที่เคยคาดเอว
"ซู่ซ่าาาาา กันดีกว่านะจ๊ะ" ต่อด้วยเบียร์หมดกระป๋อง ฮ่าาาาา ชื่นจายหายเหนื่อย