“ทุ่งร้อยดอกยอดเขาไต้อวิ๋นแม่เฒ่าหงฮวา!”
ทันทีที่เซียวจิ่งหยวนได้ยินคำนั้นก็รู้ว่าที่นี่คือจุดหมายที่เขากำลังตามหาและเมื่อดูจากสถานการณ์แล้วคนที่กำลังต่อสู้กับสืออวี้น่าจะเกี่ยวข้องกับแม่เฒ่าหงฮวาเป็นแน่
ดังนั้นเขาจึงไม่คิดอะไรมากพุ่งตัวออกไปทันทีในขณะที่รุดบินไปนั้น ร่างกายของเขาก็มีลำแสงเจิดจ้าพวยพุ่งออกมาเปล่งประกายราววงล้อล้อมรอบทั่วทุกทิศทาง
“สืออวี้ ดูซะ...”
เขาลอยขึ้นบนท้องฟ้า กู่ร้องคำรามดุจสิงโตเสียงก้องกังวาลราวกับระฆังก็มิปาน
ไม่ใช่ว่าเขาซื่อสัตย์ไม่ลอบโจมตี หลักๆ ก็คือสืออวี้กับหญิงผู้นั้นกำลังต่อสู้กันอย่างสุดกำลังหากเขาไม่ออกปากเตือนไปก่อนแล้วโจมตีผิดคนจะทำเช่นไร
เป็นดังคาด หลังเสียงตะโกนของเขาสืออวี้ก็ชะงัก แล้วเหลือบตามองเขา
“ดีมาก ตอนนี้แหละ”
เซียวจิ่งหยวนฉวยโอกาสนี้ ลำแสงราวไฟฟ้าลอยไปตกลงบนศีรษะของสืออวี้
ตูม!
วงแสงนั้นตกลงไปลมอันรุนแรงก็โหมกระหน่ำพัดดุจพายุหมุนบ้าคลั่ง ภายใต้ลมพายุที่พัดโหมทั้งพื้นดินและก้อนหินต่างก็โดนพัดจนแตกสลาย ต้นไม้ใบหญ้าต่างล้มลงตามแรงลมกระพือดุจระลอกคลื่น
ที่น่ากลัวที่สุดก็คือระหว่างที่พายุโหมนั้นก็ซ่อนความแหลมคมของดาบลมเอาไว้ด้วยดาบลมแหลมคมราวกับหนาม น้ำหนักเบาแทบจะไร้ซึ่งร่องรอย
พลังทั้งสอง หนึ่งสว่างไสวหนึ่งซ่อนเร้นสอดประสานกันเป็นพลังอันน่าสะพรึงกลัว
เหมือนจะช้า แต่ก็เร็วกว่าที่คาด
เมื่อวงแสงนั้นเข้ามาประชิดสืออวี้ก็รู้สึกได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่กำลังเอ่อล้น ไม่ง่ายต่อการยั่วยุและต่อกรสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่แทนที่จะล่าถอยเขากลับเข้าปะทะฝ่ามือวาดเส้นแสงเป็นชั้นๆ สร้างกำแพงหนาในชั่วพริบตา
ปัง!
เมื่อวงแสงนั้นปะทะเข้ากับกำแพงก่อเกิดแรงปะทะที่บ้าคลั่งจนสลายพายุหมุนอันรุนแรงไปพริบตาทันใดนั้นอากาศก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นคลื่นอากาศปั่นป่วนซัดเข้าหากันราวกับทะเลที่โหมกระหน่ำแรงกดดันรอบข้างมากขึ้นเรื่อยๆ
ฟึบๆๆๆ ...
และขณะเดียวกันนั้นเองคมดาบลมที่ซ่อนอยู่ก็ระเบิดออกมา
ใบมีดอันแหลมคมนั้นตัดผ่านกำแพงหนานั้นอย่างต่อเนื่องทว่าพลังงานลบจากแกนโลกไม่ธรรมดาสมคำร่ำรือไม่ว่าคมดาบลมจะตัดผ่านมากเท่าใดก็ไม่อาจทำอะไรได้เลยแม้สักนิด
การโจมตีของเซียวจิ่งหยวนถือว่าเปล่าประโยชน์ทว่าความยากลำบากนี้ของเขาก็ไม่ถือว่าไร้ประโยชน์เสียทีเดียว
เพราะการโจมตีของเขาทำให้สืออวี้เข้าสู่สภาวะป้องกันตัวและอีกด้านหนึ่งสตรีผู้รายล้อมไปด้วยเมฆหลากสีก็อาศัยจังหวะนี้รวบรวมท่าไม้ตายและลงมืออย่างโหดเหี้ยม
ทันใดนั้นลำแสงหลากสีบนตัวนางก็พวยพุ่งราวกับสายน้ำที่ไหลทะลักหลอมรวมอยู่ในอากาศกลายเป็นม่านเมฆหลากสีที่งดงามราวบุปผาถักทอเป็นแพรพรรณงดงามเกินบรรยาย
“เกราะดอกท้อเบญจเมฆา!”
หลี่ว์โฮ่วราวกับเป็นวิญญาณสิงสู่ปรากฏตัวอยู่ข้างกายเซียวจิ่งหยวนพลางเอ่ยว่า “ที่แท้นางก็คือศิษย์แห่งสำนักแม่เฒ่านี่เองมีอาวุธวิเศษที่แม่เฒ่าหงฮวามอบให้ไว้ป้องกันตัว
“เกราะดอกท้อเบญจเมฆานี้ควรจะเรียกว่าพิษดอกท้อเบญจเมฆามากกว่าเพราะเป็นอากาศพิษ!”
หลี่ว์โฮ่กล่าวจริงจัง “เท่าที่ข้ารู้อากาศพิษนี้เป็นสิ่งที่มีเฉพาะในหนานเจียง และถูกทำขึ้นในเขาท้อเน่าเท่านั้น”
“เหตุที่ชื่อเขาท้อเน่านี้เพราะมีต้นท้อเกิดขึ้นเองอยู่เต็มเขาทั้งลูกผลท้อใหญ่เท่าจาน แต่เพราะอยู่ลึกในหุบเขาและป่าดิบชื้นที่ห่างไกลจากหนานเจียงนัก จึงไร้ผู้คนเข้าไปเด็ดดึงเมื่อวันเวลาผ่านไปนานวันเข้า ลูกท้อร่วงหล่นจากที่สูง เจอะเจอลมฝนและธารน้ำไหลจึงไหลลงไปด้านล่างสะสมเป็นเวลานานจนเน่ากลายเป็นโคลนเปลี่ยนที่ราบใจกลางเขากลายเป็นบ่อโคลน
“เมื่อถึงฤดูดอกท้อบานโคลนท้อในหนองน้ำก็รับแสงแดดจนระเหยกลายเป็นเมฆหมอกห้าสีที่แม้ลมแรงก็มิอาจพัดพาให้สลายได้ จึงถูกเรียกว่าพิษดอกท้อเพราะเป็นการกลายสภาพจากดอกท้อและผลท้อมา”
หลี่ว์โฮ่วกล่าวด้วยความทึ่งว่า “จะว่าไปพระผู้เป็นเจ้าก็ช่างน่าทึ่งยิ่งนัก ใกล้กับเขาท้อเน่าที่กลายเป็นพิษดอกท้อนั้นยังมีภูเขาไฟที่ยังคุกกรุ่นอยู่อีกลูกปะทุลาวาไหลออกมาทุกปี ขอเพียงภูเขาไฟประทุออกมาพิษดอกท้อจะได้รับการสั่นสะเทือนจากพื้นดินจนพิษเบญจเมฆาที่สั่งสมมานับพันปีลอยขึ้นมาจากใต้พื้นดินอย่างเนืองแน่นคละคลุ้งไปทั่วท้องฟ้า และครอบคลุมพิสัยบริเวณโดยรอบนับพันลี้
“ภายใต้การลุกปะทุของภูเขาไฟอากาศพิษก็เกิดการแปรผัน ปนเปไปกับเมฆหมอกและกลายเป็นพิษดอกท้อที่น่าอัศจรรย์”
หลี่ว์โฮ่วพรั่งพรูคำพูดต่อ “คนปกติธรรมดาสูดอากาศพิษนี้เข้าไป เกรงว่าจะตายในทันทีกระทั่งกระดูกก็จะสลายกลายเป็นแอ่งเลือด แม้แต่เซียนเทียมที่สำเร็จการบำเพ็ญมาแล้วก็มิกล้าล่วงล้ำอากาศพิษนี้ด้วยเกรงว่ารากฐานแห่งเต๋าของตนจะได้รับความเสียหาย
“แต่ไม่รู้แม่เฒ่าหงฮวาใช้วิธีใดแอบเข้าไปยังใจกลางพิษท้อและใช้เวลานานกว่าสิบปีจึงกลั่นพิษท้อออกมาได้หลังจากนั้นนางก็ใช้พิษท้อเป็นวัตถุดิบหลัก เสริมด้วยไหมหม่อน ไหมเงือกและไหมเมฆากลั่นออกมาเป็นเกราะเบญจเมฆา”
หลี่ว์โฮ่วกล่าวเสียงค่อย “เกราะเบญจเมฆานี้ลึกลับนักเจ้าก็เห็นแล้ว อาวุธวิเศษนี้เหมือนกับเมฆแต่ไม่ใช่เมฆเหมือนจะเป็นหมอกแต่ก็ไม่ใช่หมอก เป็นเมฆหลากสีแสนงดงามจะเป็นของจริงหรือของปลอมก็ย่อมได้ โจมตีได้ ป้องกันได้ และยังทำให้อีกฝ่ายสับสนได้ทำร้ายคนโดยปราศจากร่องรอย...”
“ทำร้ายคนโดยไร้ร่องรอยงั้นรึ”
เซียวจิ่งหยวนใจเต้น รีบเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า
ยามนี้พิษดอกท้อสีชมพูได้สลายกลายเป็นเมฆหลากสีขนาดใหญ่ที่สีสันงดงามจากนั้นท่ามกลางการขยับขึ้นลงของเมฆหลากสี กลิ่นหอมประหลาดชวนหลงไหลก็ถูกปลดปล่อยออกมา
กลิ่นหอมประหลาดนี้กระแทกจมูก สะอาดสดชื่นตราตรึงใจ
เซียวจิ่งหยวนดมกลิ่นไปเล็กน้อยก็รู้สึกจิตใจสดชื่นจึงอดไม่ได้ที่จะสูดดมเข้าไปอีก จากนั้นก็รู้สึกว่ากลิ่นแปลกๆนี้ได้ละลายเข้าไปในร่างกายของเขา ทำให้เขาเสพติด จิตใจกระวนกระวาย ตกอยู่ในภวังค์...
“ไม่ใช่สิ!”
ในขณะเดียวกันวงห่วงวิหคมังกรก็ถูกกระตุ้นลำแสงป้องกันสะท้อนออกมาจากหน้าอกปลุกเซียวจิ่งหยวนให้ได้สติกลับคืนมาในทันทีเขาตั้งสมาธิ รู้สึกได้ว่าทั้งร่างกายของเขาเหน็บชา ราวกับคนแก่หงำเหงือกที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าเลือดไหลเวียนไม่สะดวก
เพียงแค่ชั่วครู่เขาก็ตกใจกลัวจนเหงื่อท่วมทันใดนั้นอากาศเย็นบริสุทธิ์จากสะพานเชื่อมปราณของเขาก็เคลื่อนไหวประดุจสายฟ้าหมุนวนเวียนอยู่รอบตัวของเขาหลายรอบ ค่อยๆ ขจัดความไม่สบายนั้นให้หายไป
“น่ากลัว!”
เซียวจิ่งหยวนกลั้นหายใจในฉับพลัน ราวกับเผชิญหน้าอยู่กับศัตรูที่น่าเกรงขามวงแสงที่ร่างกายแผ่ออกรอบทิศทางกั้นกลิ่นหอมประหลาดเหล่านั้นไว้ด้านนอกแต่กลิ่นหอมนั้นผสมรวมเข้ากับอากาศไปทั่วทุกสารทิศเสียแล้ว
แม้จะมีวงแสงคอยกั้นเอาไว้แต่กลิ่นหอมนั้นราวกับปรอท สามารถแทรกซึมไปได้ทุกที่ กัดกร่อนการป้องกันของวงแสง
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกว่าหากเขาปล่อยไว้เช่นนี้วงแสงคงเพียงป้องกันได้เพียงครู่เดียวเท่านั้นหลังจากนั้นเขาก็จะสลายหายตัวไปด้วยกลิ่นหอมนี้จนหมดสิ้น
“ตอนนี้รู้ถึงความร้ายกาจของเกราะดอกท้อเบญจเมฆานี้แล้วหรือยัง”
หลี่ว์โฮ่วที่อยู่ข้างๆ ร่างกายของปกคลุมไปด้วยแสงสีเขียวพูดอย่างน่าเศร้าว่า “ว่ากันว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดแม่เฒ่าหงฮวาถึงได้เป็นปฏิปักษ์กับนักพรตสายมารหลายคนอยู่มาวันหนึ่งมีนักพรตสายมารที่ร้ายกาจหลายคนบุกมาเพื่อกำราบแม่เฒ่าหงฮวาถึงสำนักแม่เฒ่าหงฮวาโกรธจัด จึงใช้พิษดอกท้อเบญจเมฆาปกคลุมไปทั่วทั้งภูเขาเปลี่ยนที่นี่เป็นป่าท้อจนสิ้น”
หลี่ว์โฮ่วส่ายศีรษะกล่าว “คนเหล่านั้นล้วนแต่เป็นเซียนเทียมสายมารที่โหดร้ายไร้ความปราณีมีชื่อเสียงในด้านของความชั่วร้าย ล้วนเป็นพวกหยิ่งยโสโอหังร่างกายมีทักษะพิเศษลึกลับ ทั้งยังมีอาวุธวิเศษมากมาย”
“นักพรตเต๋าฝ่ายธรรมะจำนวนมากต้องการนำพวกเขามารับโทษทำหน้าที่แทนสวรรค์เพื่อสั่งสมความดี ทว่าแม้จะปิดล้อมและปราบปรามซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเซียนเทียมสายมารต่างก็หลบหนีไปได้ทำให้พวกนักพรตฝ่ายธรรมะล้มเหลวไม่เป็นท่า”
“จากเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนเหล่านั้นมีความเชี่ยวชาญด้านการซ่อนตัวและหลบหนีไม่อาจจับพวกเขาได้ง่ายๆ”
หลี่ว์โฮ่วเดาะลิ้นแล้วเอ่ยต่อ “แต่แล้วหลังจากที่แม่เฒ่าหงฮวาใช้พิษดอกท้อเบญจเมฆาเปลี่ยนให้เป็นป่าดอกท้อเซียนเทียมสายมารเหล่านั้นก็ถูกจับขังไว้ในค่ายกล จะไปสวรรค์ก็ไร้ซึ่งหนทางจะลงนรกก็สิ้นไร้ไม้ต่อเป็นเวลาสามปีเต็มๆ”
หลี่ว์โฮ่วทั้งกลัวทั้งชื่นชม “คนเหล่านั้นที่ถูกขังอยู่ในค่ายกลดอกท้อถูกพิษไปเต็มๆสามปี สุดท้ายเมื่อทนความทรมานนี้ไม่ได้จึงเลือกที่จะระเบิดตนเอง...”
“ในยามนั้นมีคนเห็นกับตาว่านักพรตสายมารเหล่านั้นระเบิดตนเองทีละคนๆจนเลือดสาดกระเซ็นเป็นสายฝน ประดุจเสาหยกหลากสีพุ่งขึ้นไปบนท้องนภาวิญญาณแท้ดับสูญ ร่างและวิญญาณสูญสลายเป็นที่น่าอนาถแท้!”
หลี่ว์โฮ่วกลืนน้ำลายลงคอและกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “จากนั้นมาทุกคนก็รู้ว่าในใต้หล้านี้ยังมีเซียนหญิงที่ร้ายกาจผู้หนึ่งที่ไม่ควรไปหาเรื่องนาง...”
เซียวจิ่งหยวนฟังแล้วอกสั่นขวัญแขวนเล็กน้อยแต่ก็ยังแปลกใจ “เหมือนเจ้าจะรู้ทุกอย่างเลยนะ!”
รู้จักผู้ทรงอิทธิพลของทุกฝ่ายโดยเฉพาะอาวุธวิเศษที่โด่งดัง ทักษะ กลยุทธ์การต่อสู้แม้แต่รายละเอียดของอาวุธวิเศษก็รู้อย่างชัดเจนราวกับเป็นสมบัติในบ้านตน นี่จะไม่เกินไปหน่อยหรือ
“แหะๆ ...”
หลี่ว์โฮ่วหัวเราะ พร้อมกล่าวกระซิบ “สหายเอ๋ย งูมีทางของมันหนูก็มีทางของมัน ออกไปดูโลกภายนอกบ้างทำความเข้าใจกับความลับและเรื่องแปลกประหลาดทั้งหลายมักจะมีประโยชน์เสมอ”
เซียวจิ่งหยวนจ้องเขา ไม่พูดสิ่งใดเพียงจ้องมองอยู่อย่างนั้น
ตอนนี้สืออวี้ดูเหมือนจะเข้าใจถึงความร้ายกาจของพิษดอกท้อเบญจเมฆาแล้วเมื่อท้องฟ้าเต็มไปด้วยพิษร้าย พลังงานลบที่ชั่วร้ายก็พวยพุ่งออกมาจากตัวเขา
พลังงานลบสีดำปะทุราวกับเปลวไฟพวยพุ่งออกมาดุจจะแผดเผาภูเขาต้มทะเล
แม้จะมีคำกล่าวที่ว่าใช้ไฟทำลายพิษแต่ต้องจำไว้ว่าการก่อตัวของพิษดอกท้อนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการประทุของภูเขาไฟอย่างมากดังนั้นเมื่อเปลวเพลิงสีดำลุกโชนราวกับไฟพิษดอกท้อเบญจเมฆาอันลึกลับบนท้องนภาไม่เพียงแต่ไม่ได้รับความเสียหายกลับแสดงสีสันอันน่าตกตะลึงแสนน่าสะพรึงอยู่ในเปลวเพลิง
สตรีที่อยู่ข้างๆ ไม่พลาดโอกาสอันดีนี้ นางรีบร่ายอาคมเพื่อควบคุมพิษเบญจเมฆาให้แผ่กระจายราวกับม่านฟ้าที่ปกคลุมไปทั่วเพื่อปิดกั้นทางหนีของสืออวี้
พิษดอกท้อบางเบาร่วงหล่นราวกับฝนดอกไม้หลากสีที่กำลังเปล่งแสงระยิบระยับเป็นประกายให้ผู้คนมึนงงสูญเสียสติสัมปชัญญะทั้งห้า
ในชั่วพริบตา สืออวี้ก็ตกอยู่ภายใต้ห้วงแห่งภาพฝันจิตใจกระวนกระวายงุนงงราวกับสิ้นสติ พลังงานลบอันแสนชั่วร้ายน่ารังเกียจก็สลายหายไปทีละนิดหากพลังงานลบนี้หายไปจนหมดสิ้น ก็คงเป็นยามที่เขาพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
กลิ่นหอมของพิษดอกท้อแทรกซึมผ่านอวัยวะทั้งห้าและทวารทั้งเจ็ดแม้แต่รูขุมขนก็ถูกแทรกผ่านเข้าไปทีละน้อยเมื่อร่างกายของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นหอมนี้ เลือดเนื้อของเขาก็จะละลายกลายเป็นเพียงแอ่งเลือดเท่านั้น
ในฐานะผู้ชม เซียวจิ่งหยวนเห็นกับตาว่าร่างกายของสืออวี้กำลังสั่นสะท้านโซซัดโซเซจวนจะล้มลง แต่ไม่รู้เหตุใดเขาถึงรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ...