หลังจากพูดคุยกันอยู่นานกงกงคนสนิทก็แจ้งว่าถึงเวลาที่ฮ่องเต้นั้นควรเสด็จกลับวังแล้ว อวี้หลันและหยาง อู๋เสินจึงได้เดินมาส่งฮ่องเต้กลับวังอยู่หน้าตำหนักเมื่อรถม้าวิ่งออกไปไกลแล้วอวี้หลันก็รีบหันหลังกลับทันที
“เดี๋ยวสิเป็นอะไรไป” หยาง อู๋เสินกล่าวพลันจับแขนนางไว้
“เปล่าข้าไม่ได้เป็นอะไร”
หยาง อู๋เสินดูจากท่าทางเช่นนั้นแล้วรู้ว่านางต้องมีอะไรในใจแน่จึงได้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าทั้งโน้มตัวยื่นใบหน้ามาใกล้
“ปลาในน้ำยังมองออกว่าเจ้ามีอะไรในใจแน่ๆ ไหนว่ามาสิ”
อวี้หลันเห็นเหล่าสาวใช้ต่างจ้องมองจึงได้รีบผลักตัวเขาออกห่างแล้วรีบเดินกลับเข้าไปข้างใน หยาง อู๋เสินยิ้มออกมาอย่างพอใจแล้วรีบเดินตามไปทันที
อวี้หลันเดินใบหน้าบูดบึ้งมาจนถึงศาลาเมื่อครู่เห็นเหล่าสาวใช้ต่างเก็บกวาดเรียบร้อยทั้งหมดแต่ยังมีสาวใช้อีกสองคนที่ยืนรอรับใช้อยู่ หยาง อู๋เสินยกมือไล่ให้ทั้งสองออกไปก่อนเขาและอวี้หลันจะได้พูดคุยกันดีๆ เสียที
“เป็นอะไรเมื่อครู่ยังดีๆอยู่ เมื่อคืนก็ยังดีๆอยู่”
อวี้หลันได้ยินว่าเมื่อคืนก็กลัวผู้อื่นได้ยินรีบยกมือปิดปากเขาไว้ทั้งมองซ้ายขวา
“พูดเบาๆ ไม่ได้หรือคุณชาย”
หยาง อู๋เสินมองนางอย่างสงสัยก่อนเข้าใจว่านางนั้นคงเขินอายจึงได้คิดหยอกเย้านาง มือหนึ่งดึงมือนางออกอีกมือหนึ่งก็โอบเอวนางดึงตัวของอวี้หลันมานั่งบนตัก
“หากอยากให้ข้าพูดเบาๆ เจ้าก็ต้องนั่งใกล้ๆ รู้มั้ย”
“คุณชายปล่อย”
“ไม่ปล่อยจนกว่าเจ้าจะพูดออกมาว่าตกลงเจ้าเป็นอะไร”
อวี้หลันหลับตาลงอย่างเหนื่อยใจแล้วถอนหายใจออกมาก่อนเอ่ยกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง
“คุณชายหยาง...เรื่องเมื่อคืนตกลงเกิดอะไรขึ้น”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าจำไม่ได้หรือ” เขาเล่อคิ้วเอ่ยถามอย่างสงสัย
อวี้หลันส่ายหน้าออกมาอย่างทันที หยาง อู๋เสินยังไม่อยากเชื่อว่านางจะจำเรื่องทั้งหมดนั้นไม่ได้แต่น้อยจึงถามย้ำอยู่หลายครั้งแต่นางก็ยังยืนยันว่านางนั้นจำไม่ได้ทั้งตื่นมาร่างกายก็รู้สึกแปลกๆ ว่าต่อด้วยใบหน้าใส่ซื่อว่าให้ดื่มสุรามากเพียงใดก็ไม่เคยปวดตามร่างกายหรือแม้เป็นช่วงที่มีสตรีแดงก็ไม่เคยปวดหน่วงเช่นนี้สักครั้ง
หยาง อู๋เสินอมยิ้มออกมาก่อนหัวเราะออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่านางจะจำอะไรไม่ได้เลย
“อวี้หลันข้าร้องขอเจ้าวันหลังอย่าได้ดื่มอีกเลยเข้าใจมั้ย”
อวี้หลันได้ยินก็เข้าใจทันทีว่าสิ่งที่คิดนั้นเป็นเรื่องจริงเห็นเขาหัวเราะคิกคักจึงเกิดหมั่นไส้ขึ้นมา ใช้มือขวาต่อยเข้าที่อกเขาอย่างแรงแล้วลุกออกมาจากตักเขา
“ข้าเป็นห่วงเจ้าจริงๆ นะเย็นนี้เราดื่มสุรากันดีหรือไม่ท่านหญิง” หยาง อู๋เสินกล่าวยียวนนางเล่น
“ยังไม่หยุดอีก”
“ข้าเพียงหยอกเจ้าเล่นเท่านั้น เจ้าหนักใจเรื่องนี้เองงั้นหรือ” เขาเปลี่ยนจากหยอกเย้าเป็นจริงจัง
“คุณชาย” อวี้หลันลังเลว่าควรกล่าวต่อหรือไม่
“เรื่องของหวัง หนี่เหลียนกับข้า เจ้ารู้แล้วใช่มั้ยถึงได้หนักใจเช่นนี้”
อวี้หลันเลือกที่จะไม่เอ่ยกล่าวแต่พยักหน้าออกมาเท่านั้น
“เรื่องนี้ข้าคิดไว้อยู่แล้วเจ้าวางใจเถอะ”
“คุณชายท่านคิดทำยังไง”
“ข้าจะถอนหมั้นนาง”
อวี้หลันพอได้ยินว่าเขานั้นจะถอนหมั้น ก็เกิดสงสารคุณหนูหวังขึ้นมานางนั้นไม่ได้ทำอะไรผิดหากมองตามความจริงแล้วเป็นตัวนางที่มาทีหลังทั้งทำเรื่องที่ไม่ถูกเช่นนี้ การถูกถอนหมั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ของสตรีทุกคนไม่ต้องพูดถึงฐานะของคุณหนูหวังสำหรับนางคงยากยิ่งกว่า
หยาง อู๋เสินใช้นิ้วชี้จิ้มลงที่กลางหน้าผากของนางเบาๆ ก่อนกล่าวให้นางเบาใจ
“เจ้าวางใจเถอะข้าจะไม่ให้นางต้องเสื่อมเสีย สองคิ้วเจ้าจะผูกกันเป็นปมแล้ว”
หยาง อู๋เสินเป็นคนตรงไปตรงมาบางครั้งก็ดูเป็นคนใจร้อนไปบ้างแต่สำหรับการประพฤติต่อสตรีนั้นนับได้ว่าให้เกียรติอยู่มาก อวี้หลันพอคิดได้เช่นนั้นก็เพียงยิ้มออกมาอย่างเหนื่อยใจกับเรื่องราวที่ยุ่งยากเหล่านี้
วันนี้ทั้งวันหยาง อู๋เสินยังคงอยู่ที่ตำหนักของอวี้หลันจนดึกดื่นกว่าจะกลับคฤหาสน์ของตน เมื่อมาถึงพ่อบ้านหวงก็มีสีหน้าเคร่งเครียดยืนรอรับเขาอยู่
“เป็นอะไรไปพ่อบ้านหวง”
“ท่านชายเข้าไปก็ทราบเองขอรับ”
หยาง อู๋เสินจากใบหน้ายิ้มแย้มกลายเป็นหนักอึ้งในใจทั้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาก่อนเดินเข้าไป
“เจ้าตามข้ามา” ฮูหยินหยางออกมายืนรอบุตรชายหน้าเรือนรับรองทั้งเอ่ยกล่าวน้ำเสียงจริงจังสีหน้าดุด่า
“เจ้าคิดอะไรอยู่วันๆ ขลุกตัวอยู่แต่กับนาง งานการกิจการตระกูลหยางนี้ไม่เอาแล้วหรือ” ฮูหยินเอ่ยอย่างไม่พอใจนักออกมา
“ท่านแม่เห็นว่ากิจการส่วนใดของตระกูลที่ข้าไม่จัดการหรือ”
“นี่เจ้า” ฮูหยินหยางตบลงบนโต๊ะเสียงดังก้องทั่วเรือนเหล่าสาวใช้รู้สึกหวาดกลัว แต่หยาง อู๋เสินกลับกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉย
“ข้าจะถอนหมั้น”
“เจ้ากล้าหรือ”
หยาง อู๋เสินได้ยินมารดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงรุนแรงเขาจึงได้หันไปสบตามารดาอย่างมั่นคงและยืนยันในคำตอบของเขาแต่นั้นกลับทำให้ฮูหยินหยางยิ่งมีโทสะมากขึ้นอีก
“หากเจ้ากล้าก็ออกจากตระกูลหยางไป เงินแม้แต่ตำลึงเดียวเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์”
หยาง อู๋เสินนิ่งไปชั่วครู่ก่อนลุกขึ้นด้วยท่าทางเคร่งขรึมมือซ้ายล้วงหยิบตราหยกประจำตระกูลออกมาวางลงตรงหน้าของฮูหยินหยาง
“ตั้งแต่ท่านพ่อจากไปไม่ว่าสิ่งใดที่ท่านให้ข้าแบกรับข้าล้วนยินดี เรื่องหมั้นหมายท่านไม่เคยถามว่าข้าเต็มใจหรือไม่ท่านแม่หากให้ข้าออกจากตระกูลเช่นนั้นหยกนี้ช้าคืนให้ท่าน” หยาง อู๋เสินคุกเข่าคำนับมารดาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนลุกขึ้นคิดเดินหนีไป
หยาง ว่านสิงที่เดินเข้ามาพบสถานการณ์ตรงหน้าพอดีจึงรีบรั้งตัวของพี่ชายเอาไว้
“ท่านพี่ท่านบ้าไปแล้วหรือเพียงผู้หญิงคนเดียวท่านจะทิ้งตระกูลไปเช่นนี้”
“ข้าไม่ได้อยากทิ้งทุกอย่างที่ท่านพ่อสร้างขึ้นแต่ข้าเองก็อยากมีชีวิตที่ข้าเลือกเอง นางไม่ได้เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งแต่นางเป็นคนที่ข้าอยู่ด้วยแล้วสบายใจเราสองสามารถคุยกันทุกเรื่อง ยิ้มได้อย่างสัตย์จริงไม่ใช่แสร้งทำ อ่อนแอหรือแม้แต่ร้องไห้ข้าก็ทำได้” หยาง อู๋เสินหันหน้าเพียงเล็กน้อยเอ่ยถามอย่างจริงใจต่อน้องชาย
“ฮูหยินที่ท่านแม่เลือกให้เจ้า เจ้าสามารถทำอย่างเช่นที่ข้าสามารถทำกับนางได้หรือไม่”
หยาง ว่านสิงเมื่อตระหนักในใจได้ว่าสิ่งที่พี่ชายและอวี้หลันนั้นมีต่อกันทั้งการกระทำเหล่านั้น เขาเองและฮูหยินที่กินข้าวด้วยกันทุกวันกลับไม่เคยมีเลยแม้แต่น้อยทุกวันหลังจากกลับถึงจวนนางก็นอนหลับไปเสียแล้ว เขาตื่นเช้าเพื่อไปค่ายทหารนางเองก็ไม่เคยตื่นมาทำหน้าที่ภรรยาสักครั้งทุกวันที่อยู่ด้วยกันล้วนคล้ายฟ้าครึ้มเมฆฝนบดบัง หยาง ว่านสิงปล่อยมือตนจากพี่ชายให้เขาได้ไปตามทางที่เลือกเอง
“หยาง อู๋เสินเจ้ากล้าก้าวออกไปจริงหรือ” ฮูหยินหยางที่ตะโกนตามหลังมาทำท่าจะล้มลงด้วยความโกรธที่มีคิดว่าหากบุตรชายเห็นเช่นนั้นจะหันหลังกลับมา
แต่หยาง อู๋เสินกลับก็ยึดมั่นในเจตนาของตนเขาไม่ได้มองว่าสิ่งที่ทำมันผิดจึงไม่เสียใจ ไม่เสียใจจึงเดินหน้าออกไปไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมา ฮูหยินหยางหมดสติไปด้วยความโกรธหยาง ว่านสิงรีบเข้าพยุงมารดาเข้าห้องพักแล้วตามหมอมาดูอาการ
หยาง อู๋เสินเดินเท้าออกมาไกลจากคฤหาสน์เรื่อยๆ สองขามั่นคงสายตามุ่งมั่นจนไปหยุดที่หน้าตำหนักเหยียนหลง ด้วยความคุ้นชินต่อสาวใช้และทหารยามเขาจึงสามารถเข้าออกได้อย่างอิสระเขาเดินเข้ามาเรื่อยๆ จนหยุดที่หน้าห้องของอวี้หลัน
เขาลังเลที่จะเคาะห้องเรียกนางในตอนแรกเป็นนางที่ไม่มีอะไรเลยตอนนี้กลับกลายเป็นเขาที่ไม่มีอะไรเลยจึงรู้สึกละอายที่จะเอ่ยเรียกนาง อวี้หลันที่กำลังดับเทียนในห้องเตรียมเข้านอนเมื่อแสงในห้องดับลงแสงจากภายนอกสว่างกระทบเงาร่างของเขาให้นางได้เห็น
อวี้หลันเดินมาเปิดประตูอย่างสงสัยเห็นหยาง อู๋เสินยืนอยู่ทั้งฝืนยิ้มออกมาให้นาง แม้ยังไม่รู้ว่าเรื่องอะไรแต่ก็มองออกว่าเขานั้นกำลังมีทุกข์ในใจอวี้หลันจับมือเขาเข้าห้องมาให้นั่งลงแล้วรินชาให้เขาดื่ม สายตาของเขาตอนนี้ความอดทนที่มีกำลังจะหมดลงนางรู้ดีก่อนจะกอดเขาไว้ในอ้อมแขนหยาง อู๋เสินค่อยๆ ปล่อยให้น้ำตาของตนไหลออกมาอย่างไม่อายต่อนางแล้วซบลงที่อกของอวี้หลัน
เพียงสามวันต่อมาตระกูลหยางประกาศว่าบุตรชายคนโตหยาง อู๋เสินนั้นถูกวางยาพิษในอาหารรักษาอย่างไรก็ไม่สามารถรั้งชีวิตไม่ได้จนสิ้นใจในที่สุด เรื่องราวของกิจการนายหญิงใหญ่เป็นคนดูแลเรื่องเล็กน้อยทั่วไปอาจูคนสนิทที่ติดตามหยาง อู๋เสินมานานเป็นคนจัดการ ส่วนเรื่องหมั้นหมายต่อสกุลหวังให้แล้วกันไป
สระบัวตำหนักเหยียนหลง
“ท่านไม่ได้คิดใช้วิธีนี้จัดการเรื่องถอนหมั้นใช่มั้ย” อวี้หลันเดินมานั่งข้างๆ หยาง อู๋เสินแล้วเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
“เรื่องเช่นนี้ข้างคงไม่เอามาล้อเล่นหรอกอวี้หลัน” เขาเอ่ยพลางมองไปยังพื้นน้ำที่เงียบสงบเบื้องหน้าเขา
“แล้วท่านจะเอาอย่างไรต่อ”
“ทำไมรังเกียจที่ข้ามีแต่ตัวหรือ” เขาเอ่ยแล้วจึงหันมามองหน้านาง
“นั้นสิตอนนี้ท่านอะไรก็ไม่มีแล้วจะมีประโยชน์อะไร”
ใบหน้าของนางหยาง อู๋เสินเองก็มองไม่ออกว่านางพูดจริงหรือเพียงเย้าเล่นเพราะในใจมีเรื่องให้คิดอยู่เต็มไปหมด อวี้หลันยิ้มออกมาก่อนสวมกอดเขาจากด้านหลัง
“ข้าเองเคยลำบากมากกว่านี้มากต่อให้ท่านมีแต่ตัวแล้วข้าไม่ได้เป็นท่านหญิง ข้าก็ยังสามารถหาของป่าประทังชีวิตของเราทั้งสองได้”
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ท่านเก่งเรื่องการค้าข้าจะให้ท่านยืมเงินส่วนท่านจะเอาไปทำอะไรอันนี้ก็แล้วแต่ท่าน”
หยาง อู๋เสินเผยยิ้มอย่างอุ่นใจต่อคำพูดนางทั้งจับแขนของอวี้หลันอย่างนิ่มนวลแล้วดึงตัวนางหันหน้ามาหาตัวเขา
“เจ้ามีเงินสักเท่าใดกันเชียว”
ทั้งสองมองหน้ากันอยู่ครู่ใหญ่ก่อนหัวเราะออกมาอย่างไร้กังวล
ฟงอี้ที่เพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวงได้ไม่นานคิดรีบกลับมาหานางก็ได้เห็นภาพของทั้งสองในใจเขาได้คำตอบของเรื่องทั้งหมดเสียที
“เจ้าเลือกแล้วอวี้หลันเป็นเขาจริงๆ เป็นเขามาตั้งแต่ต้น”