เื่ราวความยากลำบากของถังเทียน และ ถิงถิง ได้หลินเยว่อิงเป็คนช่วยเอาไว้ และได้รับพวกเขาทั้งสองไว้เป็บริวารเช้าวันรุ่งขึ้นต่อมา
“คุณหนูเ้าค่ะ ในตัวของชายผู้นั่นมีของสิ่งนี้อยู่เ้าค่ะ ตอนแรกข้าจะฝังไปกับศพ แต่ข้าคิดว่าควรเอามาให้คุณหนูดูก่อนเ้าค่ะ”เซียงหยางได้ส่งสมุดพับเล่มหนึ่งให้หลินเยว่อิง
“อืม รู้สึกว่าเราจะได้ในสิ่งที่ไม่ควรได้มาสะแล้ว”
“มันคืออะไรหรือครับ”
“เซียงหยางเ้าก็อ่านแล้วสินะ”
“เ้าค่ะ มันคือรายชื่อของขุนนางที่รับผลประโยชน์กับหอดอกเหมย แต่ไม่คิดว่าจะมีคนใหญ่คนโตอยู่ในนี้ด้วย จำนวนเงิน กับสถานที่ส่ง ก็ชัดเจนว่าเป็ใคร”
“ใช่ถูกแล้ว ถึงจะไม่ได้ระบุรายชื่อแบบตรงๆแต่รายชื่อคนที่มารับก็ต้องเป็คนใกล้ชิดของพวกขุนนางพวกนั่น เราเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้าแล้วพวกนั่นต้องสืบหาที่มาที่ไปอย่างหนักแน่ เป็แบบนี้ มีแต่รอเวลาที่พวกมันจะสืบหาเราพบ”
“แต่เราฆ่าเขาไปแล้วคงไม่มีใครตามสืบได้หรอกนะเ้าค่ะ”
“เซียงหยางมีใครที่เ้าคิดว่าจะรู้เื่ของเ้าที่ไปช่วยพวกเขาบ้าง”
“มีเ้าค่ะ แม่เล้าเผย กับคนใช้อีกสามคนที่เห็นข้าลงมือเ้าค่ะ”
“เช่นนั่นต้องกำจัดพวกมันให้หมด”
“คุณหนูเ้าค่ะข้ามีเื่ที่ต้องขอให้ท่านช่วยอีกเื่เ้าค่ะ”ถิงถิงพูดขึ้น
“มีเื่อะไร”
“ก่อนที่เซียงหยางจะช่วย ข้าน้อยออกมาแม่เล้าเผย บังคับให้ข้าลงลายมือสัญญาขายตัวหากว่านางยังมีสัญญาอยู่ข้าเกรงว่าจะมีปัญหา ถ้าหากนางเอาไปฟ้องร้องกับทางการ”
“เช่นนั่น วันนี้ข้าคงต้องออกไปจัดการเองแล้ว”
“คุณหนูนี้ท่าน จะออกไปเองหรือเ้าค่ะ”
“ใช่ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครรู้และสืบมาถึงพวกเราได้ เพราะตอนนี้พวกเรายังแข็งแกร่งไม่พอ”
คืนนั่น ณ หอดอกเหมยก็เกิดไฟไหม้ขึ้น ผู้คนหนีไฟไหม้กันอย่างวุ่นวาย จนตอนเช้า ก็สามารถควบคุมไฟได้ ซึ่งน่าแปลกที่เกิดเพลิงไหม้ไหม้เฉพาะหอดอกเหมยกับบริเวณข้างเคียงเท่านั่น ไม่เกิดไฟลุกลามไปมาก และมีคนของหอดอกเหมยหายตัวไปหลายคนแต่พบเพียงศพคนตาย 4 คนเท่านั่น 1 ในนั่นคือแม่เล้าเผย ส่วนคนที่หายไปก็เป็นางโลมหรือคนที่ถูกบังคับขายมาเป็ทาสหลินเยว่อิง กระทำการและวางแผนกับเซียงหยาง ถังเทียน และ ถิงถิง เป็อย่างดีทำให้ไม่มีผู้เคราะห์ร้ายเพิ่ม แต่การลงมือก็เหี้ยมโหดและออกจะใหญ่โตไปสักหน่อย
“คุณหนูเ้าค่ะ ท่านช่างวางแผนได้ดียิ่งนักทั้งวิธีควบคุมเพลิง การหนีของผู้คน ทำให้ไม่เกิดผลกระทบมากนักแต่มันจะไม่เป้นเื่ราวใหญ่โตเกิดไปหรือเ้าค่ะ แค่กำจัดพวกเขา 4 คนแบบเงียบๆก็น่าจะพอแล้ว”
“ยิ่งเื่ราววุ่นวายมากเท่าไรเบาะแสก็จะยิ่งกระจายตัวมากเท่านั่น เื่ไฟไหม้ก็แค่เื่กลบเกลื่อน แค่ทำให้คนที่ไม่รู้เื่รู้เหตุก่อนโดยการสร้างควันขึ้นมา เมื่อคนเห็นควัน แค่มีใครสักคนะโว่าไฟไหม้เพียงครั้งเดียวแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ผู้คนก็จะแตกตื่นหนีกันออกมาได้ หลังจากนั่นก็ทำให้ไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็วที่สุดเวลาที่คนหนีและไฟที่ไหม้ก็จะไม่ห่างกันมากจนคนคิดว่าเป็เื่โกหก ส่วนนายทหารรักษาเมืองข้าก็คำนวณเวลาที่ให้พวกเขารู้ไว้แล้ว ซึ่งถังเทียนเป็คนไปแจ้งตามเวลาที่ข้าวางไว้ทำให้พวกนั่นสามารถควบคุมไฟไว้ได้ทัน แต่ด้วยเชื้อไฟ ต่อให้อยากดับก็ดับไม่ได้ทำได้แค่ควบคุมไฟไม่ให้ ลุกลามมากขึ้น ซึ่งข้าก็พูดตรงๆนะว่า ถ้าเกิดผิดพลาดแล้วพวกทหารคุมไฟไม่ได้ ก็ถือว่าเป็เื่ของพวกเขาไป ต่อให้มีคนตาย ข้าก็ไม่สนใจขอเพียงแค่พวกนั่นไม่สามารถสืบมาถึงเราได้ก็พอ”
“ท่านช่างลงมือได้ โดยไม่ลังเลเลยจริงๆ”
“ยุทธภพโหดร้ายกว่าที่พวกเ้ารู้นักสำหรับข้า ในสายตาแล้ว พวกเ้าเหมือนเด็กทารกแรกเกิด ที่เพิ่งจะฝึกตนเข้าสู่ยุทธภพวันหน้าข้าจะค่อยๆบอกถึงความเป็มาของยุทธภพให้พวกเ้าได้ฟัง”
หลังจากนั่นเยี่ยนฟาง นายหญิงของหอดอกเหมย ก็กลับมา พบว่าหอนางโลมของตนนั่นกลายเป็เถ่าถ่านไปนางไม่ใช่คนโง่ เมื่อสืบที่เกิดเหตุดู ก็รู้ว่าโดนคนลอบวางเพลิง นางจึงโมโหมากและสัญญาว่าจะล่าตัวคนที่ทำเื่นี้ให้จงได้ แต่ก็ไร้เบาะแสใดที่จะสืบได้นางจึงเริ่มจากไล่ตามจับคนที่หายตัวไปจากหอดอกเหมยที่ไม่ได้ตายในกองเพลิงและไล่สืบไล่จับไปทีละคน แต่มันก็ยังไม่ใช่เื่ง่ายและเวลาผ่านไปหลายเดือนก็ไม่ได้ความ จากนั่นอีกไม่นานต่อมาหอดอกเหมยก็ถูกสร้างขึ้นกลับมาอีกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไป ก็เป็เพียงแค่เื่ราวที่ผู้คนลืมเลือนแต่สำหรับเยี่ยนฟางแล้วเป็เื่แค้นใจ และยังตามสืบต่อไปอย่างเงียบๆ
2ปีต่อมา.....
“ยาาา... ทุบๆ...ปึกๆ”
เกิดอะไรขึ้นตอนนี้ที่เห็นคือ เซียงหยาง และ ถิงถิง กำลังทุบตีถังเทียนอย่างบ้าคลั่ง แต่แปลกที่ถังเทียนกลับไม่สะทกสะท้านหรือ าเ็ใดๆ
“คุณหนูเ้าค่ะตอนนี้พวกเราไม่สามารถทำอะไรเขาได้แล้วเ้าค่ะ พลังของข้าอยู่เพียงแค่ขั้นห้าระดับปลาย ตอนนี้ข้าทำอะไรเขาไม่ได้แล้ว ขนาดข้าน้อยใส่สุดกำลังแล้วเขาก็ไม่เป็อะไรเลยเ้าค่ะ
“ข้าเองก็เช่นกัน” ถิงถิงพูดขึ้น
“คุณหนูครับ ตอนนี้วิชากระดูกหยกกาย์ที่ข้าฝึก พวกนางไม่สามารถโจมตีข้าน้อยได้แล้วคงมีแต่ท่านที่สามารถทำให้ข้าน้อยาเ็ได้ ขอคุณหนูช่วยกรุณาข้าด้วย”
“ไม่ ข้าเหนื่อย การทุบตีเ้าไม่ใช่เื่ที่ข้าต้องลำบาก”
“แล้วข้าน้อยจะทำเช่นไร วิชานี้ข้าต้องาเ็ทุกวัน เพื่อให้พลังเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกาย ตลอด 2 ปีมานี้ได้ ถิงถิง เซียงหยางช่วยข้าฝึก จนพวกนางเองก็พัฒนาฝีมือกระบวนท่าโจมตีไปมากแต่จากนี้ต่อให้พวกนางแข็งแกร่งขึ้น ก็คงไม่สามารถช่วยข้าน้อยฝึกได้แล้ว”
“ก็แค่าเ็ภายนอก มีวิธีอื่นตั้งมากมายวิธีที่ง่ายที่สุด เ้าก็ไปะโูเาลงมากระแทกพื้นก็ได้แล้วหากความสูงหนึ่งไม่สามารถทำอะไรเ้าได้ ก็เพิ่มขึ้นความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่อย่าประมานตนเกินไปเริ่มโดดจากยอดเขาตกตายไปสะก่อนละ รู้จักประมานตนและค่อยๆเพิ่มความแข็งแกร่งไปเรื่อยๆ”
“ขอบคุณคุณหนูมาก ข้าขอออกไปฝึกวิชา ข้าน้อยจะไปหายอดเขาที่สูงที่สุดในระแวกนี้เมื่อข้าน้อยสามารถโดดจากยอดเขา แล้วไม่เป็อะไรเมื่อนั่นข้าน้อยจะกลับมา”
“อืม ไปเถอะ”
ในทุกๆวันหลังจากที่รับถังเทียนเข้ามาหลินเยว่อิงก็ให้เซียงหยาง และ ถิงถิง ช่วยเขาฝึกวิชา โดยการทุบตี ให้เขาบากเจ็บที่กระดูกและเนื้อและใช้วิชาหลอมกายกระดูกหยกกาย์รักษาหายในคืนเดียว ทำแบบนี้ไปทุกวันตลอดมา ่แรกๆถังเทียน ร้องเสียงดังทุกครั้งที่เ็ป คนในจวนก็ได้ยิน พอมากเข้าก็เริ่มมีข่าวไม่ดีถึงความโหดร้ายของหลินเยว่อิง จากในจวน ออกไปนอกจวน และไปทั่วเมือง คนต่างก็พูดกันว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลหลิน เป็คนโเี้ ทุบตีคนใช้ กลายเป็เื่สนุกปากของผู้ที่พูดคุยบ้างก็ว่าที่แม่ทัพหลิน สามารถปกป้องชายแดนได้ เป็แม่ทัพที่น่าเกรงขามของศัตรูเพราะขายลูกให้แก่ิญญาร้ายได้สิงสู่ บ้างก็ว่า แม่ทัพหลินเป็ปีศาจจึงแข็งแกร่งไม่เหมือนมนุษย์ ลูกจึงเป็ปีศาจเช่นกัน นานวันเข้าจากข่าวที่ทำาชนะบ้างปกป้องชายแดนไว้ได้บ้าง จากเื่น่ากลัวบ้างก็ปะปนผสมกันไปจากหวั่นเกรงก็กลายเป็ความเคารพ จากมารก็กลายเป็เทพ คนก็แต่งเื่ราวต่างออกไปจนเกินวิสัยของมนุษย์ จนศัตรูก็เกรงกลัวตามไปด้วยเมื่อได้ยินข่าวลือจนบ้างคนถึงขนาดวาดรูป แม่ทัพหลินติดไว้หน้าประตูบ้าน เพราะเชื่อว่าสามารถไล่ผีปีศาจได้ แม่ทัพหลินเมื่อรู้ข่าวที่กลายเป็เื่แต่งเติมใส่สีตีไข่ไปแล้วจนไม่เหลือเื่เริ่มต้นว่ามาจากลูกของตน ก็คิดไปว่าเป็เพราะเื่ของขวัญกำลังใจที่พูดเล่าให้ชาวบ้านได้สบายใจ ไม่กลัวต่อาหรือศัตรูจึงตั้งฉายาให้แม่ทัพหลินว่า แม่ทัพปีศาจ
เื่ราวในอดีตก็ผ่านไปเื่ราวในปัจจุบันก็ดำเนินต่อ ตอนนี้หลินเยว่อิงเดินทางมาถึงที่โรงเตี๊ยมเชิงเขา สาดส่องและได้เขาพัก และทานอาหารรอที่จะเข้าไปในงานประลองวันพรุ่งนี้
“ถังเทียน พรุ่งนี้เ้าจะทำอย่างไร”
“ข้าจะเข้าไปตรงๆครับ คุณหนู ข้าขอลงมือคนเดียวแค้นครั้งนี้ข้าน้อยอยากสะสางด้วยตัวเอง”
“ด้วยความแข็งแกร่งของเ้าตอนนี้ยอดฝีมือระดับ 6 ก็ไม่อาจจะทำอะไรเ้าได้ แต่เ้าก็อย่าประมาท หากถึงตาจนข้ากับถิงถิงจะลงมือช่วยเ้าอีกแรง”
“ขอบคุณครับ”
ตอนนั่นเองที่พวกของหลินเยว่อิง กำลังนั่งทานอาหารและคุยกันตามปรกติ ก็มีคนของสำนักต้าหลี่เดินเข้ามา
“เถ้าแก่ ข้าขอห้องพักสองห้อง”
“ใต้เท้า วันนี้มีคนมาร่วมงานประลองยุทธของสำนักกระบี่สาดส่องเป็จำนวนมากห้องจึงเหลือเพียงแค่ 1 ห้อง พวกท่านคงเข้าพักได้แค่ห้องเดียว”
“หลิงเซียง ข้าว่าวันนี้เราสองคนคงต้อง….”
“เถ้าแก่ข้าพักเองส่วนเขาให้ไปนอนที่ห้องเก็บของ ส่วนเ้าฝันไปเถอะ”
“ได้ๆ ค่าห้อง 1 ตำลึงครับ”
“อะไรนะ! 1 ตำลึงนี้ค่าที่พักขึ้นเป็ห้าเท่า เ้ามันหน้าเืเกินไปหรือเปล่า”
“นายท่าน ่นี้เป็งานประลองของสำนักกระบี่สาดส่องคนในเมืองหลวงก็ต่างมาชมกัน ตอนนี้ที่พักในเชิงเขามีที่ไหนว่างบ้างข้าเตรียมห้องไว้พิเศษ เพียงแค่ 5 ห้องที่ราคานี้ เพราะจะมีคนแบบพวกท่านที่มาช้าหาที่พักไม่ได้ท่านจะบอกว่าแพงก็ไม่ถูกเพราะถ้าข้าปล่อยห้องออกไปหมด ก็ไม่มีที่ให้ท่านพักแล้วดูอย่างคุณหนูท่านนั่น นางยินดีจ่ายถึง 3 ห้องโดยไม่บ่นเลย ถ้าพวกท่านไม่มีจ่ายท่านก็ไปหาที่อื่นเถอะถ้าท่านหาได้นะ”
“นี้เ้า!”
“ช่างเถอะ ไปหลี่ เราไปกับเถอะ”
“เดี๋ยวก่อนท่านทั้งสอง”
“เ้าเป็ใคร มีอะไรกับพวกข้า” ถังเทียนเดินเข้ามา
“เถ้าแก่ ห้องที่เหลือข้าเช่าให้พวกเขาเอง”
“ได้ ได้ ขอบคุณคุณชาย”
“นี้ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“คุณหนูของข้าเชิญท่านทั้งสอง” ถังเทียนเชิญ ไปหลี่และหลิงเซียงไปที่โต๊ะของหลินเยว่อิง
“ข้าทั้งสองขอบคุณท่านมา แต่ไม่ทราบว่าท่าน้าสิ่งใดถึงได้ใจดีกับพวกข้านัก”
“ตงฟางส่งพวกเ้ามาสินะ”
“ท่าน!” ทั้งสองต่างก็ใเมื่อหลินเยว่อิง พูดถึงชื่อตงฟางขึ้นมา
“ไม่ทราบว่าท่านเป็ใคร ทำไมถึงรู้จักกับท่านรองตงฟาง”
“พวกท่านนั่งลงก่อนเถอะ แล้วเราค่อยคุยกัน” แล้วทั้งสองก็มองหน้ากัน และค่อยๆนั่งลงกับโต๊ะ
“พวกเ้าเป็คนของหอสดับพิรุณสินะ” เมื่อสองคนได้ยิน ก็ตาเบิกกว้าง พร้อมกับถืออาวุธไว้แน่นเตรียมที่จะชักออกได้ตลอดเวลา
“ข้าเป็พวกเดียวกับพวกท่าน ไม่ต้องกังวลไปข้าเพียงแค่รู้สึกถึงพวกเดียวกัน ก็เลยเรียกพวกท่านมา”
“ที่แท้ท่านก็เป็หนึ่งในพวกเราไม่ทราบว่าท่านสังกัดคนผู้ใด”
“ข้ารู้จักแต่ตงฟาง คนอื่นข้าไม่รู้จักข้าอิงอิง แค่ชาวยุทธธรรมดา” หลินเยว่อิง จงใจไม่บอกชื่อจริงออกไป
“ที่แท้ก็คนของท่านตงฟาง ข้าไปหลี่”
“ข้าหลิงเซียง”
“พวกเราสองคน เป็คนของท่านตงฟางโดยตรง”
“พวกท่านมาที่นี้มีเื่อันใดอย่างนั่นหรือ ข้าว่าเื่ของสำนักในยุทธภพไม่น่าจะเกี่ยวกับราชสำนัก”
“ในเมื่อเป็พวกเดียวกัน ข้าก็จะบอกท่านแต่ว่าเราต้องพูดกันเบาๆ มันเป็ความลับ คือเื่คดีที่มี หญิงสาว หายตัวไปเมื่อหลายเดือนก่อน พวกข้าตามเบาะแสมา จนรู้ว่า มีความเกี่ยวข้องกับสำนักนี้”
“โฮ่! ช่างน่าสนใจแล้วตงฟางรู้เื่นี้หรือไม่”
“เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเขาจากการปิดคดีครั้งก่อน พวกเราเห็นว่ามีเื่ที่น่าสงสัยอยู่อีกหลายจุดเราสองคนจึงสงสัยว่าจะต้องมีคนอยู่เื้ัอีกจึงได้ค่อยๆตามสืบและเกาะรอยมาหลายเดือน ่แรกก็ยังไม่พบอะไร แต่แล้วก็เกิดคดีคนหายขึ้นอีกซึ่งรอบนี้เกิดขึ้นกับพวกขอทาน และหญิงยากจน ทำให้ คดีไม่มีคนสนใจเมื่อตามสืบไปแล้ว พบว่า 7 วันจะต้องมีผู้หญิงหายตัวไป จึงได้เฝ้าติดตามและในคืนหนึ่ง พวกเราก็พบกับคนชุดดำผู้หนึ่งฝีเท้าของเขาเป็วิชาตัวเบาคล้ายกับที่พวกเราฝึกมาก ท่านเองก็น่าจะรู้ เราเลยตามเขามาจนมาถึงที่นี้และพบว่า คนชุดดำได้พาหญิงสาวเข้าไปในสำนักกระบี่สาดส่อง เราจึงคิดว่าคนร้ายต้องเป็คนของที่นี้แน่นอน เพียงแต่เราก็ยังไม่รู้ว่าจะสืบต่อจากไหนเพราะไม่สามารถเข้าไปในสำนักได้ อีกทั้งแค่ข้าสองคนคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา เลยคิดว่าพรุ่งนี้จะเข้าไปในงานประลองขอเพียงมีคนใช้ท่าก้าววิชาตัวเบานั่นเพียงเล็กน้อย เราก็จะรู้ได้ทันที ก็หวังว่าคนผู้นั่นจะใช้วิชาเผยตัวออกมาในการประลองแต่ถ้าหากไม่ละก็ คงต้องเอาเื่นี้กลับไปรายงานที่สำนักต้าหลี่แล้วให้ทางพวกหัวหน้าตัดสินใจอีกที”
“อืม เื่ก็เป็เช่นนี้ เช่นนั่นพรุ่งนี้พวกท่านจะเข้าไปในงานประลองพวกข้าสองคน ขอเข้าไปพร้อมกับพวกท่านได้หรือไม่”
“ไม่มีปัญหาในเมื่อท่านเป็คนของท่านตงฟางข้าก็ไม่ขัดข้องเพียงแต่ข้าขอถามว่าทำไมข้าถึงไม่รู้สึกถึงอะไรบ้างอย่างเหมือนพวกเราเลยนี้ท่าน...”
“ท่านไม่ต้องสงสัยให้มาก เมื่อท่านกลับไปแล้วก็บอกถึงการพบเจอของเราให้ตงฟางฟัง ตงฟางจะอธิบายให้ท่านทั้งสองฟังเอง”
“เช่นนั่นก็ได้ จากสิ่งที่ท่านพูดข้าเชื่อว่าท่านมิใช่คนนอก”
“งันคืนนี้ ถิงถิง เ้ามานอนกับข้าให้ห้องของเ้ากับพี่สาวหลิงเซียงไป”
“ท่านเกรงใจไปแล้ว ข้ากับเขาสามารถนอนห้องเดียวกันได้ ไม่ขอให้ท่านต้องลำบาก”
“ใช่ๆๆๆ พวกท่านไม่ต้องลำบากข้ากับนางเป็สหายที่สนิทกันมาก เื่พักห้องเดียวกันไม่ใช่ปัญหาแค่พวกท่านจ่ายค่าห้องให้ ข้าก็ขอบพระคุณมากแล้ว”
“เช่นนั่นก็เอาตามที่ท่านสองคนสบายใจ หากมีอะไรพวกท่านสามารถบอกพวกข้าให้ช่วยเหลือได้เลยท่านไม่ต้องเกรงใจ”
“มิกล้า มิกล้า”
แล้วทั้งหมดก็แยกย้ายกัน
“ไปหลี่ทำไมเ้าถึงเชื่อใจ คนผู้นี้ถึงขนาดเล่าทุกอย่างที่นางอยากรู้”
“ข้าเกรงว่า จะสงสัยว่านางจะไม่ใช่คนธรรมดาหรืออยู่ในระดับเดียวกับพวกเรา”
“เื่นั่นข้าก็พอเห็นอยู่นางต้องเป็คุณหนูตระกูลสูงแน่นอน ดูจากชุดแต่งกาย การใช้เงิน และท่าทาง อีกทั้งข้ายังไม่สามารถััพลังยุทธของพวกเขาได้เลย”
“ไม่เพียงแค่นั่น นางเรียกท่านเ้าหอด้วยชื่อเฉยๆ เหมือนว่า นางไม่ได้เกรงกลัวเ้าหอ และเอ่ยปาก หอสดับพิรุณออกมาได้เหมือนว่ารู้ทุกอย่าง อีกเื่คือ นางบอกว่าััได้ถึงพวกเรา”
“หนอนสินะ”
“ใช่แล้ว เราสองคนสามารถรับรู้กันได้ว่ามีหนอนอยู่ในตนและคนที่มีหนอนเหมือนกันก็รู้กันได้เพียงแค่มองตา แต่ข้ามองนางข้าไม่สามารถััได้ถึงหนอนที่อยู่ในตัวนางข้าเกรงว่าหากนางไม่มีหนอนก็ต้องเป็คนที่อยู่สูงกว่า ท่านเ้าหอ เพราะท่านเ้าหอเคยบอกไว้เรายังมีนายใหญ่อยู่อีก เขาจะพาเราไปพบ เมื่อเขาพร้อมซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่แน่ว่าอาจจะเป็คนของนายใหญ่ของเ้าหอก็ได้”
“เ้าพูดมาก็มีเหตุผล”
“อีกอย่างเื่ที่เรามาก็ไม่ได้เกี่ยวกับหอสดับพิรุณ แค่มาสืบคดีปรกติไม่ได้มุ่งร้ายกับพวกเขา และยังเป็พวกเดียวกันอีก แม้เราจะไม่รู้ว่าพวกเขาเป็ใครแต่ตอนนี้เขาไม่ใช่ศัตรูแน่นอน และจากที่นางพูดก็เหมือนจะช่วยพวกเราด้วยถ้าเรา้า”
“งันก็ดี” ปึก!หลิงเซียง ได้ถีบไปหลี่ ลงไปนอนกองกับพื้น และโยนผ้าห่มไปให้หนึ่งผืนพร้อมหมอน
“เ้านอนข้างล่าง ห้ามขึ้นมาบนเตียงข้าอีก”
“โอย! นี้เ้าสักวันข้าจะให้เ้านอนข้างกายข้าไปชั่วชีวิต ค่อยดู”
“ทำไม่ได้ก็อย่าพูด” แล้วทั้งสองก็หลับผักผ่อนไปหลี่ก็แอบยิ้มในคำพูดเป็ในของหลิงเซียง
ในสำนักกระบี่สาดส่องส่วนลึกของหุบเขาด้านหลัง ในถ้ำแห่งหนึ่ง
ในถ้ำปรากฏบุคคลหนึ่ง กำลังนั่งเดินพลังปราณอยู่ โดยรอบกายเป็มีพลังสีแดงตัวมีเหงื่อไหลออกท่วมตัว ดูเหมือนจะทรมานกับการฝึก
“เ้าสำนักถัง ดูเหมือนท่าน้าผู้หญิงเพิ่มนะ ข้านำมาให้ท่านคนหนึ่ง”
คนชุดดำก็ได้โยนผู้หญิงคนหนึ่งไปให้กับเ้าสำนักถังทันทีที่เห็นกายของผู้หญิง เ้าสำนักถังก็ไม่รอช้าทำการกัดเข้าที่คอของหญิงที่สลบอยู่นางนั่น ไม่นาน ร่างของนางก็แห้งเหือดตายโดยที่ยังสลบอยู่
แล้วเ้าสำนักถังก็เดินพลังปราณต่อ หน้าตาเขาเริ่มดูดีขึ้น เหมือนสิ่งที่ทรมานได้หายไปในขณะนั่นก็มีคนชุดดำอีกคนเดินเข้ามา
“คารวะอาจาร์ย คารวะท่านเยี่ยนฟางข้าไม่ทราบว่าเป็ท่านเยี่ยนฟางบุกเข้ามา เช่นนั่นข้าน้อยขอตัว”
“ไปเถอะ อย่าให้ใครเข้ามา”
“ค่ะ อาจาร์ย”
“ศิษย์รักคนนี้สินะที่ค่อยไปหาผู้หญิงมาให้เ้า แต่เลือกใช้คุณนางบ้ากามนั่น ก็ดูจะเขลาไปนิดนะ”
“เ้านั่นมันโง่เง่า ตายไปก็ดีแล้วโชคดีที่ไม่สืบมาถึงพวกเรา ซินอี๋ถือว่านางจัดการได้ดีเ้ามาหาข้ามีเื่อะไร คงไม่ได้แค่เอาผู้หญิงมาให้ข้าอย่างเดียวกระมัง”
“หญิงที่เ้ากินไปเมื่อครู่ ข้าสืบพบว่าเมื่อ 3 ปีก่อนนางบอกว่า มีคนช่วยถังเทียนออกไป หลานรักของท่านยังไงละ”
“ว่าไงนะ หลายปีนี้มันไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เ้าบอกมาข้าจะไปฆ่ามัน”
“ตอนนั่นข้าบอกเ้าแล้วว่าให้ฆ่ามันไปให้จบๆเื่แต่เ้ากลับไปเชื่อลูกชายลับๆของเ้า อย่างเ้าถังเฉิน เก็บมันไว้เพื่อเล่นสนุกตอนนี้กลับกลายเป็หอกกลับมาแทงเ้า”
“หึ แล้วยังไง ถึงมันจะกลับมาขยะอย่างมันข้าก็ฆ่ามันได้อยู่ดี”
“จะเป็แบบนั่นจริงหรือ” แล้วเยี่ยนฟางก็ส่งบันทึกบ้างอย่างให้ถังจงหนาน
“นี้คืออะไร”
“รายชื่อลำดับยอดยุทธในตอนนี้ท่านเปิดไปหน้า อาวุธิญญาที่ออกสู่ยุทธภพ แล้วท่านจะเข้าใจ”
“พลองยมราช ผู้ ถังเทียนเ้าหอคุมกฎ” เมื่อถังจงหนานได้เห็นชื่อถังเทียนในชื่อผู้อาวุธิญญา ก็ทำให้ ใไม่น้อย
“หึ เป็ไปไม่ได้ มันเป็แค่คนพิการไร้พลังยุทธไปแล้วมันจะเป็ผู้อาวุธิญญาจาก สุสานผนึกศาสตราได้อย่างไรข้าว่าต้องไม่ใช่คนเดียวกันแน่ๆ แล้วยังเป็เ้าหอคุมกฎอะไรนี้อีกไม่รู้ว่าเป็ชื่อสำนักไหน”
“ข้าเองก็ไม่อยากเชื่อแต่ในนั่นมีชื่อของผู้หญิงที่หนีหายไปพร้อมกับถังเทียนในวันนั่นอยู่ด้วยนางชื่อว่า ถิงถิง ข้าจำนางได้ การที่มีชื่อ ของคนสองคนเหมือนกันได้รับอาวุธพร้อมกัน ข้าว่ามันคงไม่ใช่เื่บังเอิญหรอกมังข้าว่าท่านระวังตัวไว้ดีกว่า ข้าเกรงว่า วันพรุ่งนี้เขาอาจจะมาก็ได้”
“หากเป็จริงอย่างที่เ้าพูด ก็ให้มันมามันจะได้รู้ถึงวิชาฝ่ามือไฟพิษของข้า วิชาที่นายท่านให้ข้ามา ช่างร้ายกาจกว่าทุกวิชาที่มีในสำนักของข้าเสียอีกตอนนี้ข้าอยู่ในระดับหกขั้นสูงสุดแล้ว ข้าไม่จำเป็ต้องกลัวเด็กอย่างมันต่อให้มันมีอาวุธิญญาข้าก็ฆ่ามันได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“ถึงจะเป็อย่างนั่นแต่ก็ใช่ว่าเ้าจะใช้วิชานี้ได้ตลอด ข้าเคยเตือนเ้าแล้วว่าอย่ารีบร้อนฝึกวิชาตอนนี้เ้าถูกพิษไฟ เข้ากัดกิน จนต้องใช้เืพลังหยินของผู้หญิงเป็ตัวหยุดยังพิษยิ่งเ้าฝึกมากเท่าไร ก็ยิ่งเกิดพิษมากขึ้นเท่านั่น ถ้าเป็แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆข้าเกรงว่าคนของทางการ หรือ พวกสำนักธรรมมะคงรู้เข้า ที่นี้เ้าได้เดือดร้อนแน่”
“แล้วจะให้ข้าทำยังไง ข้าฝึกมาก็หลายปีหากไม่ใช่เพราะวิชาที่นายท่านให้มา ข้าคงไม่สามารถพัฒนามาได้ถึงขั้นนี้ในเ้าสำนักที่มีวรยุทธระดับหก เมื่อก่อนข้าไม่เคยอยู่ในสายตาของผู้ใดแม้กระทั่งสำนักระดับเดียวกัน ชุมนุนยุทธภพทุกครั้งเป็ได้แค่คนที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ตอนนี้ข้าไม่เกรงกลัวผู้ใดอีกแล้วและถ้าข้ายังฝึกต่อไปเรื่อยๆ ข้ามั่นใจว่าจะเข้าสู่ขั้นที่เจ็ดได้ในอีกไม่เกิน 20ปีแน่ๆ และเมื่อนั่นข้าจะมีชื่อเสียงไม่ต่างจากพวกเ้าสำนักระดับสูงในยุทธภพ”
“หากเ้ายังฝึกแบบนี้ ต้องมีคนตายอีกเท่าไรเ้าจะปิดบังไปได้นานแค่ไหน หากเ้าทำให้สำนักเงาทมิฬของเราเดือดร้อน นายท่านจะต้องกำจัดเ้าอย่างแน่นอน”
“ไม่ต้องห่วง ข้าสืบพบที่อยู่ของบัวเพลิงเหมันต์ แล้ว มันอยู่ที่สำนักกระบี่เทพธิดา หากข้าจบงานประลองครั้งนี้แล้วข้าจะไปหาพวกนางเสียหน่อย ด้วยวิชาของพวกนางคงไม่มีใครขัดขวางข้าได้”
“บัวเพลิงเหมันต์ ที่เป็าาแห่งพิษเย็นของล้ำค่าแบบนั่นกลับอยู่ในสำนักตกต่ำแบบนั่น นี้เ้าไปรู้มาได้อย่างไรหากรู้กันไปทั่ว แค่สำนักนี้คงถูกชาวยุทธเข้าแย่งชิงไปแล้ว”
“เพราะมีสำนักที่เป็ศัตรูกันมาช้านาน ทั้งสองสำนักฝึกวิชาที่เป็ดาวข่มกันมาตลอดกระบี่เทพธิดา ใช้ไอเย็นจากบัวเพลิงเหมันต์ในการฝึกเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ปราณของตนส่วนสำนักดาบอัคคีโลหิต ก็ใช้ ดอกเพลิงสีชาด ที่เป็าาแห่งพิษร้อน ในการฝึกพวกเขานั่น สู้กันมาหลายปี ต่างก็มีความแค้นกันมานาน แต่ไม่นานมานี้การที่กระบี่นทีพิรุณโปรยปลาย ได้ออกจากสุสาน ทำให้พวกเขานั่นนั่งกันไม่ติดที่เพราะทางดาบอัคคีโลหิตเองก็ยังไม่มีคนที่จะสืบทอด ดาบอัคคีโลหิตได้การที่กระบี่นทีพิรุณ มีผู้ถือครอง หากทางสำนักกระบี่เทพธิดา ได้ตัวคนนั่นไปละก็ทางสำนักดาบอัคคีคงอยู่ไม่สุขแน่ พวกมันก็เลยมาขอความร่วมมือกับข้าเพื่อทำร้ายสำนักกระบี่เทพธิดาและได้บอกถึงการมีอยู่ของบัวเพลิงเหมันต์ และตกลงกันว่าจะให้ข้าได้ยืมใช้ดอกบัวเพลิงเหมันห์แต่พวกมันไม่รู้เลยว่า ของมีค่าอย่างดอกเพลิงสีชาด และดอกบัวเพลิงเหมันต์มันมีค่ามากแค่ไหน ดอกบัวเพียง 1 กลีบก็เพียงพอที่ให้ข้าหายจากพิษแล้วและ 1 กลีบจาก ดอกเพลิงสีชาด ก็เพิ่มพลังวิชาฝ่ามือไฟพิษของข้าไปได้อีกขั้นและที่เหลือข้าจะนำมันไปเป็ของขวัญให้กับนายท่าน ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“ที่แท้เ้าก็เป็ ชาวประมงคอยรอรับผลประโยชน์สินะ”
“ใช่แล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“แต่จะยังไงก็เถอะข้าว่าเ้าก็ระวังตัวไว้ก็ดี ที่ข้ามาเพราะข้า้าตัวของถังเทียน และ ถิงถิงข้าอยากรู้ว่าใครมันเป็คนวางเพลิงหอดอกเหมยของข้า และมู่หยางหายไปไหน”
“หากมีเ้ากับข้าร่วมมือกันใครจะสู้กับพวกเราได้ พรุ่งนี้หากมันมาจริงๆ ข้าจะตีขามันให้หักดูสิว่ามันจะหนีไปได้อีกไหม”
“เช่นนั่นก็ดีให้ศิษย์รักของเ้าเตรียมห้องพักให้ข้าด้วย คืนนี้ข้าจะพักที่นี้”
“ซินอี๋ เ้าพานางไปห้องพัก ดูแลท่านเยี่ยนฟางให้ดี”
“ซินอี๋เ้าสินะ ที่เป็คนติดต่อให้คนจับผู้หญิงมาให้อาจาร์ยของเ้าดูเ้าจะมีพร์กว่าอาจาร์ยของเ้าอีกนะ มาติดตามข้าไหม และข้าจะทำให้เ้าไปได้ไกลมากกว่านี้”
“อาจาร์ยเป็ผู้มีพระคุณของข้าน้อยรับใช้อาจาร์ย ก็เหมือนรับใช้ เงาทมิฬ ไม่ว่าจะติดตามท่านหรืออาจาร์ยก็ไม่ต่างกันเชิญท่านเยี่ยนฟาง”
“ศิษย์ของเ้าคนนี้ เข้าใจพูดดี ช่างเถอะข้าไปพักก่อนก็ได้ วันใดที่อาจาร์ยเ้าตาย มาหาข้าได้ทุกเมื่อ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“นางหญิงแพศยา หากข้าไม่ได้ใช้เ้าเพื่อเข้าหานายท่านละก็ข้าจะฆ่าเ้าสะ” ถังจงหนาน พูดเบาๆ หลังจากที่ เยี่ยนฟางออกไป
งานประลองที่จะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้จะต้องมีการต่อสู้ที่ดุเดือนเกิดขึ้นแน่นอน ทางถังจงหนาน ก็กลายเป็ผู้ฝึกวิชามารทั้งที่สำนักตนนั่นเป็สำนักฝ่ายธรรมมะแต่กลับสวามิภักดิ์กลายเป็คนของสำนักเงาทมิฬ แต่ตัวเองไม่รู้เลยว่าผู้ที่กำลังจะมาในวันพรุ่ง ไม่ใช่หลานชายที่อ่อนแออีกต่อไปแล้วแต่วิชามารของถังจงหนานก็ร้ายกาจ การต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นยากที่จะคาดเดาได้ว่าผู้ใดจะชนะ
ก่อนที่ทางถังเทียนจะเริ่มการต่อสู้เพื่อทวงคืนทุกสิ่งของเขา ทางเซียงหยางเองก็เริ่มการสืบหาคนร้ายที่เป็คนบ่งการการลอบทำสังหารครอบครัวสกุลหลิน
ณโรงเตี๊ยมจองยุทธ
“น้องเซียงหยางเราก็รอที่นี้มาก็หลายวันแล้ว ตอนนี้ ทางพวกคุณหนูก็ใกล้จะเข้าเมืองมาแล้วหากพ้นคืนนี้ไปข้าเกรงว่าเราจะไม่สามารถสืบต่อได้แล้ว”
“ใจเย็นๆ หากวันนี้พวกมันไม่มาเราก็ถอนตัวรายงานคุณหนูไปตามจริง เราก็ทำตามที่คุณหนูว่ามาให้ดีก็พอ”
“เช่นนั่นก็ได้”
ทันใดนั่นก็มีชายชุดดำปิดหน้าผู้หนึ่ง เดินเข้ามาแล้วนั่งลงโต๊ะเดียวกับที่ตงฟางนั่งอยู่กับเซียงหยาง ตอนนี้ตงฟางได้ปลอมตัวเป็เหลินฉาง และเซียงหยางก็ใส่หมวกที่มีผ้าปิดใบหน้าโดยรอบอยู่
“ของละ”ทันทีที่ชายชุดดำพูดขึ้น ตงฟาง และ เซียงหยางรู้ได้ทันทีเลยว่า หมายถึงสิ่งใด
“ข้าจัดการตามที่ท่านสั่งเรียบร้อยแล้วเงินของข้าละ” ตงฟาง นำตราการค้าประจำตระกูลหลินออกมาและวางไว้บนโต๊ะ
“นี้ตั๋วเงินของเ้า” เมื่อชายชุดดำมอบตั๋วเงินให้แล้วก็รีบเก็บตราการค้าสกุลหลินไป และรีบเดินออกไป
ปึก! “ข้าขอโทษด้วยข้าขอโทษด้วย”
ในขณะที่ชายชุดดำกำลังจะเดินออกจากโรงเตี๊ยมเมื่อเดินกำลังจะพ้นหน้าประตูก็มีชายผู้หนึ่งเดินชนกระทบกับชายชุดดำเล็กน้อยและขอโทษเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชายชุดดำรีบเดินออกไปโดยไม่คิดจะเอาความอะไร แต่หารู้ไม่ว่าคนที่เดินชนนั่น เป็หลี่ไถ ลูกน้องของตงฟาง
หลี่ไถได้นำตรงประทับประจำการค้าตระกูลหลินมาส่งคืนให้กับตงฟางและตงฟางก็ส่งคืนให้กับเซียงหยาง และทั้งสามก็รีบออกจาก โรงเตี๊ยมตามชายชุดดำไปในทันที
ชายชุดดำถูกทั้งสามติดตาม โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิด เพราะวิชาตัวเบาที่หลินเยว่อิงมอบให้บวกกับวิชาการลบการมีตัวตนแบบนายพรานของตงฟาง ทำให้พวกเขาเหมือนกับอากาศที่บุคคลทั่วไป ก็ไม่อาจรู้ตัวได้
ทางชายชุดดำแม้จะเป็ยอดฝีมือแต่ก็ไม่อาจที่จะััถึงได้ และเมื่อชายชุดดำมาถึงจวนหลังใหญ่ที่หนึ่งเขาก็เปิดหน้าออก และทหารหน้าจวนก็ทำการคำนับเขา และชายชุดดำก็เดินเข้าจวนไป
“นั่นมันจวนจิ้นกั๋วกง นั่นเขา เหอจางทหารคนสนิทของกั๋วกง”
“เท่านี้เราก็พอจะรู้แล้วว่าใครที่เป็ศัตรูกับเราไปออกไปจากที่นี้กันก่อน”
แล้วทั้งสามก็ออกห่างจากจวนจิ้นกั๋วกงจนมาหยุดอยู่ในที่ลับตาคน ตงฟางก็ถอดหน้ากากออก และเริ่มพูดคุยกัน
“ตอนนี้เรารู้แล้วว่า สกุลจิ้นที่คุมกองทัพฝ่ายตะวันออก เป็คนอยู่เื้ั แต่เรายังไม่รู้จุดประสงค์ที่แน่ชัดท่านพี่ตงฟาง หวังว่าท่านจะรวบรวมข้อมูลเมื่อคุณหนูกลับมา จะได้รายงานให้นางทราบ”
“ได้ ข้าจะทำตามนั่น แต่เหตุใดทางสกุลจิ้นถึงคิดจะกำจัดพวกท่าน พวกท่านไม่เคยมีเื่บาดหมางกัน”
“ท่านเ้าหอ ข้าพอจะทราบเื่อยู่บ้างหากท่านอยากฟังข้าจะบอกให้ท่านกับ ท่านเซียงหยางทราบ”
“เ้าพูดมา พวกมันทำไมต้องทำร้ายคุณหนูด้วย”
“จากข้อมูลที่สืบมาหลายปีคงเป็เื่ทางการเมือง สกุลหลินของคุณหนู มีแม่ทัพหลินควบคุมกองกำลังทหารแดนเหนือเพื่อปกป้องจาก ชนเผ่าทางเหนือ แคว้นต้าเหลียง
ส่วนสกุนจิ้น จิ้นกั๋วกงควบคุมทหารทางฝั่งตะวันออก ปกป้องจากทางฝั่งแคว้นต้าฉู่
และทางใต้ มีสกุลโจว ควบคุมทหารเรือปกป้องภัยจากทะเลทั้งหมด ร่วมถึงดูแลการค้าทางน้ำของแคว้น
ส่วนทางฝั่งตะวันตกมีท่านอ๋องจอมยุทธ และชายาเซียนกระบี่ อยู่ที่เมือง หลินจือ
ทั้งสี่ทิศต่างก็มีกองกำลังอยู่ในการดูแลของตนและค้านอำนาจกันมาตลอด แต่หากมีใครสามารถรวมอำนาจหนึ่งเข้ามาได้ ฝ่ายนั่นก็จะมีอำนาจมากที่สุดทันทีซึ่งในราชสำนัก ก็มี 2 สกุลที่แย่งชิงกันมาตลอด ทั้งฝ่ายใน วังหลัง และขุนนาง คือสกุลจิ้น และสกุลโจว
ท่านอ๋องจอมยุทธนั่นเป็เชื้อพระวงศ์คอยปกป้องราชวงศ์มาตลอด ประกอบกับมีฝีมือที่อยู่ในระดับเซียนขั้น 7 ทั้ง ท่านอ๋องและ ชายา จึงไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับบันลังก์ แต่ก็รักษาที่มั่นไว้ที่เมืองหลินจือทำให้ 2 สกุลไม่กล้าที่จะก่อฏ หากก่อฏต่อราชวงศ์ ท่านอ๋องจองยุทธคงเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อนั่นคงไม่มีใครที่จะต่อต้านท่านทั้งสองได้
ส่วนทางแม่ทัพหลินเองก็ไม่มีท่าทีสนใจในเื่ของราชสำนัก จึงเป็ที่มาว่า หากสกุลจิ้น หรือ สกุลโจวได้ควบรวมกับกองทัพสกุลหลิน สกุลนั่นก็จะมีอำนาจมากขึ้นทันที อย่างที่รู้กันว่าองค์ชายใหญ่มาจากสกุลโจว องค์ชายรองมาจากสกุลจิ้นหากพวกเขาจะลงมือเพื่อที่จะได้อำนาจมาครองก็ไม่ใช่เื่แปลกเพราะตอนนี้ถึงฮ่องเต้จะมีพระโอรสหลายพระองค์แต่ก็ยังไม่มีใคร ได้เป็องค์รัชทายาทหากใครมีอำนาจมากที่สุด ก็สามารถที่จะครองตำแหน่งองค์รัชทายาทได้ข่าวสารในสำนักต้าหลี่ที่เราแอบเก็บไว้ ก็มีเื่ของพวกเขามากมาย หลายปีมานี้ ก็มีกระทบกระทั่งกันบ่อยครั้งข้าคิดว่าไม่ใช่แค่สกุลจิ้นที่จะลงมือกับสกุลหลินเท่านั่นแต่สกุลโจวก็น่าจะหาโอกาสอยู่”
“แบบนี้คงไม่ใช่เื่ดีสักเท่าไรพวกเ้ารวบรวมข้อมูลและรายงานคุณหนูเมื่อกลับมา และจากนี้ดูแลคนในจวนสกุลหลินให้ดี อย่าให้เกิดอะไรขึ้นได้ ถึงจะอยู่ในเมืองหลวงแต่ก็ไม่แน่ว่าพวกมันจะไม่ลงมือ ส่วนข้าจะรีบไปสมทบกับฮูหยินรอง พรุ่งนี้น่าจะเข้าเขตเมืองหลวง หากพวกมันเห็นเขา คงต้องโกรธมากและอาจจะคิดแผนร้ายอะไรอีกก็ได้”
ภายในจวนจิ้นกั๋วกง
“กลุ่มโจรที่ข้าจ้างไปจัดการจัดการเรียบร้อยแล้วครับ นี้คือหลักฐาน....หาย...หายไปแล้ว” เหอจางคลำที่เสื้อผ้าเพื่อหา ตราการค้าตระกูลหลินออกมาให้นายของตน แต่ก็ไม่พบกับของนั่นเสียแล้ว
“นี้มันอะไรกัน เ้าอย่าบอกนะว่าเ้าทำหาย”
“ไม่นะครับ ชายารองข้าเห็นมันกับตาและเอามันกลับมาแล้ว แต่ตอนนี้ข้าไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ข้า...”
“ข้าคิดว่าเ้าจะได้เื่มากกว่านี้แต่เ้ากลับทำงานไม่ได้เื่แบบนี้ ข้าจะเก็บเ้าไว้ทำไมกันส่งเ้าให้ตาแก่จัดการเลยดีหรือไม่”
“ชายารองได้โปรดไว้ชีวิต ถึงอย่างไรสกุลหลินก็โดนกำจัดไปแล้ว ไม่อย่างนั่นโจรพวกนั่นคงเอาตราการค้ามาไม่ได้”
“เอาเถอะ ถึงจะผิดพลาดสกุลหลินรอดกลับมาได้แต่พวกมันก็ต้องคิดว่าเป็ฝีมือของตาแก่จิ้นกั๋วกงอยู่ดี เพราะเ้าเป็คนของเขาแต่ใครจะรู้ว่าจริงๆแล้วเ้าเป็คนของข้า สกุลโจวต่างหาก หึ หึ หึ” โจวหลานเฟินพูดขึ้น
แผนการอันชั่วร้ายการสร้างความบาดหมางให้แก่สองสกุล ระหว่าง สกุลจิ้นและสกุลหลิน กลับมีสกุลโจวอยู่เื้ัหลินเยว่อิงจะรู้ทันหรือไม่ จะจัดการอย่างไร ในอนาคต คนพวกนี้จะรู้ถึงชะตากรรมนั่น