ตอนที่ 19 : วิถีแห่งปรมาจารย์ และการหยั่งรากในถิ่นมรณะ
เสียงปริแตกของรังไหมสีแดงคล้ำดังก้องกังวานในความเงียบสงัด ราวกับเสียงมัจจุราชที่กำลังเคาะประตูเรียกิญญา ท่ามกลางม่านหมอกสีดำที่คละคลุ้งในสุสานกระบี่โบราณ ดวงตาสีแดงฉานนับสิบคู่เบิกโพลงขึ้นจากรอยแยกของเปลือกดักแด้ จ้องเขม็งมายังผู้บุกรุกทั้งสองด้วยจิตสังหารที่เยียบเย็นและหิวกระหาย
อวิ๋นเซียวหอบหายใจรวยริน รสชาติคาวเืคละคลุ้งอยู่ในลำคอ แขนซ้ายของเขายังคงประคองร่างอันไร้สติของพันซานที่ลมหายใจรวยรินลงทุกขณะ หากเขาเป็เพียงศิษย์สายนอกธรรมดา การเผชิญหน้ากับกองทัพมารที่กำลังฟักตัวในสภาพาเ็สาหัสเช่นนี้ คงไม่ต่างอะไรกับการรอคอยความตาย
ทว่าภายในดวงตาที่เหนื่อยล้าของเด็กหนุ่ม กลับไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวที่ลุกโชน
"ข้าผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน... แค่มดปลวกสกปรกพวกนี้ คิดจะพรากชีวิตข้าและสหายหรือ ฝันไปเถอะ!"
อวิ๋นเซียวกัดฟันกรอด กวาดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบด้านอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลดุจสายฟ้าแลบ แม้ไร้ซึ่งหินิญญา ทว่าภูมิปัญญาจากเจดีย์หมื่นวิถีที่สลักลึกอยู่ในห้วงจิติญญาคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดของเขา
สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับกระบี่หักนับร้อยเล่มที่ปักจมดินอยู่รอบบริเวณ แม้จะขึ้นสนิมและผุกร่อน ทว่าลวดลายอักขระมารที่สลักอยู่บนนั้นยังคงแผ่กลิ่นอายพลังงานออกมาจางๆ นอกจากนี้ ตามซอกหินยังมี 'หญ้ากลืนโลหิต' สมุนไพรพิษธาตุหยินที่เติบโตได้ดีในดินแดนที่มีซากศพทับถม งอกงามอยู่ประปราย
"วิถีค่ายกลพลิกแพลงตามดวงดาว วิถีโอสถหลอมรวมสรรพสิ่ง... ในเมื่อไม่มีหินิญญา ข้าก็จะใช้พวกเ้าเป็แกนพลังงาน!"
อวิ๋นเซียวไม่รอช้า เขาวางร่างของพันซานลงอย่างระมัดระวัง ก่อนจะฝืนดึงพลังปราณหลอมภพเฮือกสุดท้ายที่เหลือเพียงเส้นด้ายบางๆ ในจุดตันเถียน กระตุ้นวิชาตัวเบาพุ่งทะยานไปตามจุดต่างๆ รอบโขดหินใหญ่ มือขวาที่สั่นเทาออกแรงถอนกระบี่หักที่อาบอักขระมารขึ้นมาเจ็ดเล่ม นำมาปักเรียงล้อมรอบร่างของพันซานในตำแหน่งค่ายกลเจ็ดดาราเร้นเงา
จากนั้น เขากอบกำหญ้ากลืนโลหิตขึ้นมา บีบคั้นด้วยพละกำลังที่เหลืออยู่ จนได้หยาดน้ำเลี้ยงสีแดงคล้ำ กลิ่นเหม็นคาวชวนสะอิดสะเอียนลอยแตะจมูก ทว่าอวิ๋นเซียวกลับใช้ฟันกัดนิ้วชี้ของตนเองจนเืไหลริน นำโลหิตบริสุทธิ์ของตนผสมผสานเข้ากับน้ำเลี้ยงสมุนไพรพิษ ใช้มันต่างหมึกิญญา วาดลวดลายอักขระเต๋าโบราณลงบนโขดหินและด้ามกระบี่ทั้งเจ็ดอย่างรวดเร็วรุนแรง
กี๊ซซซ!
เสียงกรีดร้องแหลมเล็กดังขึ้น อสูรมารรูปร่างคล้ายสุนัขป่าตัวิัสีดำเมี่ยมที่หลุดรอดออกมาจากรังไหมตัวแรก พุ่งทะยานแหวกอากาศเข้าหาอวิ๋นเซียว กรงเล็บแหลมคมอาบด้วยไอหมอกพิษหมายจะตะปบศีรษะของเขาให้แหลกละเอียด
"จงตื่น!"
อวิ๋นเซียวตวาดลั่น ฝ่ามือทั้งสองข้างประกบเข้าหากัน กระแทกปราณหลอมภพหยดสุดท้ายในร่างอัดเข้าไปในกระบี่เล่มที่อยู่ตรงกลางเพื่อเป็ศูนย์กลางค่ายกล!
วูบ!
แสงสีแดงเืสาดกระจายออกมารอบทิศทาง อักขระมารบนกระบี่ทั้งเจ็ดเล่มถูกกระตุ้นให้ทำงานสวนทางกับวิถีเดิม กลายเป็ม่านพลังรูปครึ่งวงกลมครอบคลุมโขดหินใหญ่เอาไว้ อสูรมารที่พุ่งเข้ามาชนเข้ากับม่านพลังอย่างจัง ร่างของมันถูกสะท้อนกลับไปพร้อมกับเสียงฉ่าราวกับเนื้อสดตกลงบนกระทะร้อน ไอพิษจากหญ้ากลืนโลหิตที่แฝงอยู่ในค่ายกลกัดกร่อนิัของมันจนละลาย
ทว่า ราคาของการหยิบยืมพลังฟ้าดินโดยไร้ซึ่งทรัพยากรหนุนหลังนั้น แสนสาหัสเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะทานทน
ทันทีที่ค่ายกลเริ่มทำงาน ร่างของอวิ๋นเซียวก็ทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น เขาพ่นเืคำโตออกมาทะลักทลายราวกับเขื่อนแตก สีหน้าซีดเผือดไร้สีเื หยาดเหงื่อเย็นเฉียบชุ่มโชกไปทั้งร่าง
นี่คือสภาวะ 'ไร้ปราณ' อย่างสมบูรณ์แบบ จุดตันเถียนของเขาแห้งผากราวกับทะเลทราย เส้นลมปราณหดเกร็งจนสร้างความเ็ปร้าวลึกถึงกระดูก บัดนี้ แม้แต่มือที่ใช้กำกระบี่ก็ยังสั่นเทาจนแทบประคองไว้ไม่อยู่ หากมีศัตรูเล็ดลอดเข้ามาในระยะประชิด เขาจะไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงในการยกแขนขึ้นปัดป้อง
"แฮ่ก... แฮ่ก... ถ่วงเวลาได้... แค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น..." เด็กหนุ่มหอบหายใจหนักหน่วง พิงแผ่นหลังเข้ากับโขดหิน มองดูฝูงมารนับสิบตัวที่ทยอยฟักตัวออกมาและกำลังเดินวนเวียนโจมตีม่านค่ายกลจากภายนอก
ในขณะที่เขากำลังจับจ้องการเคลื่อนไหวของศัตรูเพื่อหาจุดอ่อน ดวงตาของเขาก็หรี่แคบลงเมื่อััได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
อสูรมารเหล่านี้ไม่ได้บ้าคลั่งโจมตีอย่างไร้สติปัญญาอย่างที่อสูรทั่วไปควรจะเป็ ดวงตาสีแดงฉานของพวกมันทอประกายวาบวับเป็จังหวะ... จังหวะที่สอดคล้องกับแรงสั่นะเืบางเบาที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าของเขา!
อวิ๋นเซียวแนบฝ่ามือลงบนพื้นดินเย็นเฉียบ ััิญญาอันแ่เบาของเขาพยายามแทรกซึมลงไปใต้พื้นผิว ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
ใต้ดินลึกลงไปหลายร้อยจั้ง ไม่ได้มีเพียงรากไม้ขุมพลังธรรมดา ทว่ามันมี 'ชีพจรโลหิต' ขนาดมหึมาที่กำลังสูบฉีดกระแสปราณมารขึ้นมาหล่อเลี้ยงรังไหมเหล่านี้ มันคือเครือข่ายค่ายกลระดับาที่ถูกสลักฝังไว้ใต้สุสานกระบี่ และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ค่ายกลนี้มี 'หัวใจ' ที่กำลังเต้นตุบๆ คอยควบคุมสั่งการมารร้ายทุกตัวอยู่เื้ั!
"นี่ไม่ใช่รังฟักตัวตามธรรมชาติ... นิกายเงากลืนดารากำลังควบคุมพวกมันจากใต้ดิน... ที่นี่คืออาวุธาที่พวกมันสร้างขึ้น!"
ความจริงที่ค้นพบทำให้อวิ๋นเซียวหนาวเยือกไปทั้งหัวใจ แดนลับแห่งนี้ไม่ใช่แค่ที่ทดสอบศิษย์ แต่มันคือะเิเวลาที่ถูกวางไว้ใต้รากฐานของสำนัก รอเพียงวันที่หัวใจค่ายกลสูบฉีดพลังจนเต็มเปี่ยม กองทัพมารเหล่านี้นับหมื่นนับแสนจะทะลักออกไปกลืนกินทุกชีวิตเบื้องบน!
ตึง!! แครก...
เสียงกัมปนาทดังสนั่นจนโสตประสาทอื้ออึง ดึงสติของอวิ๋นเซียวกลับสู่ความเป็จริงตรงหน้า รอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนม่านพลังค่ายกลชั่วคราวของเขา
เบื้องหน้าม่านพลัง รังไหมขนาดั์สีดำทมึนที่อยู่ลึกเข้าไปในดงกระบี่ได้ปริแตกออก เผยให้เห็นร่างของมารร้ายร่างั์สูงกว่าสามจั้ง ิัของมันห่อหุ้มด้วยเกราะกระดูกหนาเตอะ แขนสี่ข้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามกำลังทุบทำลายม่านค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นอายของมันเทียบเท่าได้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อตั้งรากฐานขั้นสมบูรณ์!
ค่ายกลที่สร้างจากกระบี่ขึ้นสนิมและสมุนไพรชั้นต่ำ ไม่มีทางทนรับพลังทำลายระดับนี้ได้
เพล้ง!!
กระบี่เล่มหนึ่งที่เป็แกนค่ายกลหักสะบั้น ม่านพลังสีเืแตกสลายกลายเป็ละอองแสงทันที ฝูงมารร้ายนับสิบพร้อมใจกันพุ่งทะยานเข้าหาโขดหินที่อวิ๋นเซียวและพันซานซ่อนตัวอยู่ ราวกับฝูงแร้งที่เห็นซากศพ
ลมหายใจของอวิ๋นเซียวสะดุด ร่างกายที่ไร้ซึ่งปราณของเขาหนักอึ้งดุจขุนเขา ไม่สามารถแม้แต่จะขยับตัวหลบหนี ความตายคืบคลานเข้ามาใกล้จนััได้ถึงกลิ่นเน่าเหม็นจากลมหายใจของมารอสูร
ในวินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเอง หางตาของเด็กหนุ่มเหลือบไปเห็น 'กระบี่โบราณเล่มหนึ่ง' ที่ปักอยู่ห่างออกไปเพียงเอื้อมมือ มันต่างจากกระบี่เล่มอื่นในสุสาน ตัวใบดาบดำสนิทไร้เงา สนิมเกรอะกรังปิดบังลวดลาย ทว่าสิ่งที่แผ่ออกมาจากมันกลับไม่ใช่กลิ่นอายมาร แต่เป็ 'ไอสังหาร' อันบริสุทธิ์และเก่าแก่ที่หลับใหลมาเนิ่นนาน
เมื่อไร้ซึ่งทางเลือก อวิ๋นเซียวกัดฟันรีดเค้นพละกำลังทางกายที่เหลืออยู่ พุ่งตัวถลาไปข้างหน้าพร้อมกับยื่นมือขวาออกไปคว้าด้ามกระบี่เล่มนั้นหมายจะใช้เป็อาวุธชิ้นสุดท้ายเพื่อปกป้องสหาย
หมับ!
ทันทีที่ฝ่ามือของเขาัักับด้ามกระบี่เย็นเฉียบ โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน ไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวะเิทะลักเข้าสู่สมองของเขาราวกับคลื่นั์สึนามิ ภาพนิมิตแห่งการนองเืนับล้านชีวิตไหลบ่าเข้ามาในห้วงสำนึก
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ิญญาของเขากำลังจะถูกไอสังหารกลืนกิน เสียงสตรีผู้หนึ่งที่เต็มไปด้วยความโอ่อ่า ศักดิ์สิทธิ์ และเ็าอย่างถึงที่สุด พลันดังก้องขึ้นในส่วนลึกของเจดีย์หมื่นวิถีที่ซ่อนอยู่ในจิติญญา
"เ้าเด็กโง่เขลา! ปล่อยมือเดี๋ยวนี้!"
เสียงของจิตจำแลงเซวียนหยวนิเยว่ตวาดลั่นจนห้วงิญญาของอวิ๋นเซียวสั่นะเื น้ำเสียงของนางแฝงไว้ด้วยความตระหนกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
"หากเ้ายกกระบี่เล่มนั้นขึ้นมา สิ่งที่ตื่นขึ้นจากใต้ธรณีจะไม่ใช่แค่มดปลวกสีเืพวกนี้... แต่เป็ 'ตัวตน' ที่แม้แต่์ยังต้องหลั่งน้ำตา!!"