แสงที่ส่องผ่านเรือนยอดต้นสนเปลี่ยนจากสีทองเป็สีส้มอ่อน ลมเย็นพัดขึ้นเป็ระยะตามธรรมชาติของบ่ายที่กำลังจะกลายเป็เย็น หลินเย่นั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนหินริมทางน้ำ หลับตา ลมหายใจออกช้าๆ
ภายนอกนิ่งสนิทราวกับหินที่จมอยู่ใต้น้ำ ไม่มีกล้ามเนื้อใดขยับ ไม่มีนิ้วมือใดสั่น เหลือเพียงลมหายใจที่เข้าออกช้าและเท่ากัน
หลินตงยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าว ตำราเปิดอยู่ในมือ สายตากวาดตามหน้ากระดาษอย่างเงียบเชียบ นางไม่พูดอะไร เพราะรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาของคำพูด
ทว่าข้างในร่างของหลินเย่นั้นไม่ได้เงียบอย่างที่ท่าทางภายนอกแสดงออกมาเลย
มันราวกับมีเส้นด้ายร้อนๆ ถูกร้อยทะลุผ่านเนื้อทีละเส้น ทีละส่วน จากกลางอกออกไปตามแนวแขน ตามแนวขาลง ตามกระดูกสันหลังขึ้น เส้นเล็กๆ เ่าั้แผ่ขยายออกทีละนิด ราวกับรากไม้ที่ค่อยๆ ชอนไชในดินแข็ง ไม่รวดเร็ว ไม่สวยงาม ทว่าไม่หยุด
ผิวหน้าของเขาตึงขึ้น กรามกำแน่นโดยไม่ได้ตั้งใจ ตรงปลายนิ้วมือทั้งสิบมีความรู้สึกแสบเล็กๆ ราวกับเข็มแทงจากข้างในออกมา ทีละจุด ทีละจุด ราวกับร่างกายกำลังลากเส้นวาดแผนที่ของตัวเองขึ้นใหม่อย่างไรอย่างนั้น
หลินตงเห็นสีหน้านั้น ทว่าไม่ขยับ ความเ็ปเช่นนี้ไม่ใช่สัญญาณให้หยุด มันคือสัญญาณว่ามีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้น ครู่ถัดมา เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามรูขุมขน
ทว่าไม่ใช่เหงื่อปกติ
สีดำ จางในบางจุด เข้มในบางจุด ไหลออกมาตามรอยเส้นที่ปราณฟื้นฟูเพิ่งผ่านไป กลิ่นของมันคาวคล้ายโคลนเน่าปนสนิมเหล็ก ลอยขึ้นมาในอากาศยามเย็นที่ไม่มีลมแรงพอจะพัดมันออกไป
หลินตงค่อยๆ ยกมือขึ้นปิดปาก กระบวนการทั้งหมดนั้นดำเนินไปนานกว่าสิบห้าลมหายใจ นานพอที่เหงื่อดำจะซึมจนชื้นถึงคอเสื้อ นานพอที่กลิ่นจะไม่จางไปเองแม้ลมเย็นจะพัดผ่านไปแล้วสองครั้ง
หลินตงยืนทนอยู่ที่นั่นตลอด ไม่ถอย ไม่หัน มือที่ปิดปากนั้นไม่ขยับแม้แต่ครั้งเดียว สายตายังคงจับอยู่ที่ร่างของหลินเย่
ภายในร่างนั้น เส้นรากของปราณฟื้นฟูค่อยๆ ครบทุกจุดทีละส่วน ราวกับถังที่กำลังถูกหล่อขึ้นทีละชั้น ไม่ใช่ถังที่รับน้ำ หากเป็ถังที่กำลังถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งใบจากข้างใน
ความแสบที่ปลายนิ้วมอดลง เส้นด้ายร้อนๆ ดับเงียบพร้อมกันทั้งหมด ทั่วร่างเหลือเพียงความอุ่นเบาๆ ที่แตกต่างจากความอุ่นของปราณปกติ มันนิ่งกว่า ลึกกว่า ราวกับไฟที่ลุกอยู่ก้นหลุมแทนที่จะลุกอยู่บนผิวดิน
หลินเย่ลืมตา
เขาหันไปหาหลินตง นางยืนอยู่กับมือที่ยังปิดปาก ใบหน้าเรียบจนแทบไม่แสดงอะไร ทว่าคิ้วขมวดเล็กน้อยด้วยกลิ่นที่ยังลอยอยู่ในอากาศ
"ท่านพี่เป็อะไรหรือขอรับ"
นางยกนิ้วชี้ไปที่ร่างของเขา หลินเย่มองลงมาที่ตัวเอง เหงื่อดำเกาะอยู่ทั่วิั ชุ่มเสื้อ ซึมออกมาตามข้อนิ้วและข้อศอก เขาลองก้มลงดมดูเบาๆ
แล้วก็แทบอาเจียนออกมาตรงนั้น
ริมลำธารด้านล่าง แสงเย็นส่องลงมาเฉียง หลินเย่จุ่มตัวลงในน้ำ สายน้ำที่เคยใสกระจายวงออกเป็สีขุ่นมัวอยู่ชั่วขณะก่อนจะถูกกระแสพัดพาไป
ความเย็นจัดของน้ำที่ปะทะกับความร้อนรุ่มซึ่งยังค้างอยู่ในเส้นลมปราณทำให้รู้สึกราวกับเหล็กที่เพิ่งถูกตีจนแดงแล้วจุ่มลงในน้ำเย็นอย่างไรอย่างนั้น เสื้อเปียกจนแนบผิว ผมยังหยดน้ำ กลิ่นฉุนจางลงทีละน้อยตามแต่ละรอบที่ชำระล้าง
หลินตงมายืนอยู่ที่ขอบน้ำ้า มองลงมา "ผลเป็อย่างไรหลังจากได้ฝึก"
"สำเร็จขอรับ และผลมันก็เกินคาดด้วย ตอนนี้ข้าเข้าสู่รวมลมปราณขั้นห้าแล้ว"
หลินตงนิ่ง
"ตอนนี้เ้าเข้าสู่รวมลมปราณขั้นห้า"
หลินตงไม่ได้ถาม นางบอก ทว่าสายตากวาดจากศีรษะของหลินเย่ลงมาอย่างช้าๆ ราวกับคนนับของในคลัง
สามปีก่อน หลินเย่เริ่มต้นจากขั้นหนึ่ง ไม่มีตำรา ไม่มีพื้นฐานที่เป็แบบแผน มีแต่การสังเกตและการฝึกซ้อมด้วยวิธีที่นางไม่เคยเห็นผู้ใดทำมาก่อน แม้จะให้เวลาเขาร่วมสามปีเต็ม นางก็ยังไม่คิดว่าเขาจะไต่ขึ้นมาถึงจุดนี้ได้เร็วถึงเพียงนี้
เร็วกว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์บางคนเสียด้วยซ้ำ สายตาของนางจับอยู่ที่ไหล่ของเขาครู่หนึ่ง แล้วเลื่อนไปที่มือ แล้วจึงกลับขึ้นมาที่ใบหน้า
"ราวกับว่าข้าได้ทะลวงเส้นลมปราณที่อุดตันมานานขอรับ"
"ไม่ใช่เื่แปลก"
หลินตงมองไปที่รอยเหงื่อดำบนเสื้อของหลินเย่ "เส้นทางโล่งแล้ว" นางหยุด "เ้าพยายามฝ่ามันมาก่อน"
"ใช่ขอรับ ข้าพยายามทะลวงเข้าสู่ขั้นห้ามาหลายครั้ง ทว่าก็ไม่สำเร็จสักที"
นางหยิบตำราขึ้นมามองดูอยู่ครู่หนึ่ง "อาจเป็เพราะวิชานี้ช่วยเปิดเส้นทางที่อุดตันอยู่... แล้วผลเป็อย่างไร เ้าััได้ถึงปราณฟื้นฟูหรือไม่"
"ััได้ขอรับ" หลินเย่แตะที่หน้าอกของตัวเอง "ก้อนกลมๆ ที่นี่" เขาหยุด "มีเส้นเล็กๆ แผ่ออกไป"
เขาลดมือลง "ทว่าข้าจับมันไม่อยู่ ไม่เหมือนปราณปกติ"
หลินตงพยักหน้าช้าๆ แล้วล้วงมือลงไปที่เอว หยิบขวดเล็กๆ ขึ้นมา ข้างในมีเม็ดกลมสีเขียวจางวางอยู่สามเม็ด
"เอ้านี่" นางยื่นออกมาให้
เขารับมาดู กลิ่นอ่อนๆ ลอยขึ้นมาจากฝ่ามือ เขารู้ได้ทันทีจากกลิ่นนั้นว่าคืออะไร โอสถฟื้นฟูขั้นสี่ หลินเย่ยกมือขึ้นจะคืนกลับ
"เ้ามีแต่โอสถขั้นสองไม่ใช่หรือ" หลินตงชิงพูดเสียก่อน น้ำเสียงเรียบ "จะทดสอบด้วยของระดับนั้น ผลคงไม่ปรากฏให้เห็นมากนัก"
เขาลดมือลง "ขอบคุณขอรับ"
หลินเย่หลับตาลง กลืนเม็ดโอสถลงไป แล้วขัดสมาธิบนหินริมน้ำ ปรับลมหายใจให้ราบเรียบทีละจังหวะ เวลาไหลผ่านไปอย่างเงียบเชียบ นานราวหนึ่งก้านธูป
ตามปกติโอสถจะกระจายตัวออกไปยังจุดที่าเ็เองโดยไม่ต้องสั่ง ทว่าครั้งนี้เขาััได้ถึงความต่าง มันไม่กระจาย มันไหล และมันรอการสั่ง ราวกับกระแสน้ำที่มีทิศทางทว่ายังไม่ถูกปล่อยไป
เขาค่อยๆ นำมันเข้าสู่ก้อนกลมที่กลางอก ทีละส่วน ทีละส่วน จนกระแสนั้นหยุดนิ่งอยู่ที่นั่น ราวกับน้ำที่ถูกกักไว้ในถัง
"ข้าััได้ขอรับ เหมือนกับผลของโอสถถูกเก็บเอาไว้ในส่วนกลางอกของข้า"
"จะลองทดสอบดูหรือไม่"
"ได้ขอรับ"
หลินตงล้วงมีดขนาดเล็กออกมาจากข้างเอว ยื่นให้โดยจับที่ปลายคม หลินเย่รับมา มือหยุดนิ่งอยู่กับมีดครู่หนึ่ง ความเย็นของโลหะซึมผ่านฝ่ามือ เขาหายใจออกเบาๆ หนึ่งครั้งก่อนจะยกมีดขึ้น แล้วใช้คมปาดเบาๆ ลงที่ฝ่ามือซ้าย
แผลยาวสองนิ้ว เืสีแดงเข้มซึมออกมาช้าๆ
"ลองเคลื่อนปราณฟื้นฟูทั้งหมดที่อยู่ในอกเข้ามาที่มือ"
หลินเย่หลับตา ส่งความสนใจลงไปที่ก้อนกลมกลางอก แตะมันเบาๆ ราวกับปลายนิ้วแตะผิวน้ำ แล้วค่อยๆ เปิดทางให้มันไหล ผ่านเส้นที่เพิ่งสร้างขึ้น ผ่านข้อมือ ลงมาที่ฝ่ามือ
เขาลืมตา
แผลบนฝ่ามือหายไปแล้ว ไม่มีรอย ไม่มีรอยแดง เหลือเพียงเืแห้งบางๆ ที่ยังค้างอยู่บนผิว
"สำเร็จแล้วหรือขอรับ"
หลินตงพยักหน้า "าแของเ้าไม่ใหญ่นัก โอสถขั้นสี่จึงเกินพอจะปิดมันได้" สายตาเลื่อนจากมือของเขาขึ้นมาที่ใบหน้า "ทว่าหากาแใหญ่ขึ้น ก็เหมือนหลุมที่กว้างขึ้น น้ำในถังก็ต้องมีมากขึ้นตาม ระหว่างนี้เ้าต้องสะสมมันไปเรื่อยๆ เมื่อถึงคราวอันตรายจึงค่อยดึงมันออกมาใช้"
"เป็วิชาที่ค่อนข้างใช้เวลาขอรับ"
"ใช่ จึงเป็เหตุผลที่คนส่วนใหญ่ไม่เลือกฝึกมัน"
"แล้วหากข้ากินหลายเม็ดพร้อมกัน มันจะเต็มทันทีหรือไม่ขอรับ"
หลินตงมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง "เ้าวิ่งมาทั้งวัน ผลเป็อย่างไร"
"เหนื่อยขอรับ"
"ถูกต้อง"
หลินตงหยิบถังน้ำขึ้นมาอีกครั้ง "กักเก็บได้ตามปริมาณที่เทลงไป" นางเทน้ำลงถังที่ว่างอย่างช้าๆ "ทว่ายิ่งเทเร็ว น้ำก็ยิ่งกระฉอกออกนอกถัง"
นางหยุด มองถังน้ำ
"เหมือนคนหมดแรงที่ฝืนวิ่ง" นางหยุดอีกครั้ง "ขาก้าวได้ ทว่าไม่มีประโยชน์"
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"
แสงสุดท้ายของบ่ายทอดยาวออกไปตามแนวน้ำ สีส้มอ่อนๆ ตกลงมาบนผิวลำธารทำให้น้ำดูอุ่นกว่าที่มันเป็จริง
"เย็นแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ" หลินตงพูดขณะปิดตำราลง "ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าพวกเราจะเริ่มออกเดินทาง"
นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ เสียงเบาลงเล็กน้อย ถ่วงน้ำหนักเกินกว่าจะเป็เพียงคำเตือน
"เ้าเองก็อย่าชะล่าใจนัก"
หลินเย่ลุกขึ้น ประสานมือคารวะ นางหันหลังเดินออกไปตามทางที่แสงเย็นส่องลงมาเป็แนว เงาของนางทอดยาวออกไปข้างหน้าก่อนจะลับหายไปในทิศที่ต้นสนหนาขึ้น
หลินเย่ยืนอยู่ที่ริมลำธารอีกครู่หนึ่งหลังจากเสียงฝีเท้าของนางจางหายไป