บทที่ 2 ความหลังสกุลลู่และสกุลเสิ่น
ณ เมืองเจียงจู บ้านหลังเก่าซอมซ่อถูกปัดกวาดจนฝุ่นตลบ ฮูหยินลู่สั่งให้บ่าวไพร่เก็บกวาดเรือนหลังเล็กนี้เพื่อต้อนรับสะใภ้ที่กำลังจะย้ายเข้ามาพักอาศัย ทั้งนี้นางมีเจตนาชัดเจนว่า้ากลั่นแกล้งสะใภ้การเก็บกวาดเป็ไปอย่างลวกๆ ตามที่ฮูหยินลู่สั่ง
“คุณหนูตระกูลเสิ่น ข้าอยากจะเห็นสีหน้าเ้านักว่าหากเจอบ้านซอมซ่อนี้ เ้าจะอยู่เช่นไร”
ใบหน้าของฮูหยินลู่บิดเบี้ยวเมื่อนึกถึงวันเก่าๆ เมื่อหลายปีก่อนที่ตนประสบความทุกข์ทำให้รู้ถึงจิตใจคน โดยเฉพาะสกุลเสิ่นที่นางและสามีเคยให้ความช่วยเหลือเสมอมาแต่นึกไม่ถึงว่าไมตรีที่หยิบยื่นให้จะสูญหายไปกับชื่อเสียงนึกแล้วเป็นางเองที่ตาไม่ดี
ลู่หลงอี้เตร็ดเตร่ในอาภรณ์ชุดดำปักเลื่อมเงินสมกับเป็ผู้ดีมีภูมิฐานอยู่ไม่น้อยชายหนุ่มมองมารดาที่ชี้นิ้วสั่งบ่าวไพร่ ส่วนตัวเองปิดจมูกหนีละอองฝุ่น
“ท่านแม่ทำสิ่งใดหรือขอรับ”
“ปัดกวาดเรือนเพื่อต้อนรับสะใภ้อย่างไรเล่า”
“อ้อ! นี่ท่านแม่ยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะกลั่นแกล้งสะใภ้แบบเด็กๆอีกหรือขอรับ”
“ยอมรับกับเ้าตามตรง แม่ไม่อาจยอมรับคนพวกนั้นได้จริงๆ”
ชายหนุ่มเองก็จำไม่เคยลืม เื่ราวหนหลังยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของเขาเรื่อยมาจะว่าไม่คิดแค้นก็ไม่ใช่ ยามประสบความลำบากจะหันหน้าไปพึ่งพาใครก็มิได้ได้แต่ก้มหน้ายอมรับกับความผิดที่ไม่ได้ก่อ นั้นเพราะบิดาไว้ใจสหายมากจนเกินไปจนทำให้สกุลลู่เกือบสิ้นตระกูล ยังดีที่ฝ่าาพระองค์ใหม่มีใจเมตตาต่อพวกเขาและมารดาทำให้ลืมตาอ้าปากได้ถึงทุกวันนี้
สำหรับฮูหยินลู่แม้ว่าจะไม่เต็มใจรับสะใภ้ผู้นี้ แต่ก็ขัดบุตรชายไม่ได้ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ถึงคิดที่จะแต่งบุตรสาวสกุลเสิ่นเข้ามาสกุลลู่หรืออาจจะเป็เพราะความรักในวัยเยาว์อย่างนั้นหรือ
เสียงสาวใช้ร้องดังมาแต่ไกล เรียกความสนให้ฮูหยินหันกลับไปมอง
“ฮูหยิน บ่าวทำความสะอาดแค่นี้พอหรือไม่เ้าคะ”
“เอาละๆ พอแล้ว”
นางโบกมือไล่สาวใช้ออกไป แล้วหันมามองบุตรชายที่กำลังขบคิดเื่บางอย่างในขณะที่หลงอี้มองดูเรือนเก่ายากที่จะคาดเดา
“เ้าคิดสิ่งใดอยู่หรือ?” ชายหนุ่มมองไปที่เรือนหลังเล็กมอซอก่อนที่จะกล่าวเพื่อให้มารดาเห็นใจ
“ท่านแม่ ยามนี้สกุลเสิ่นเราไม่ได้อยู่เมืองหลวงเหมือนก่อนข้าเองก็ไม่แน่ใจว่า พวกเขาจะยินดีต้อนรับพวกเราอย่างเช่นวันวานอยู่อีกหรือไม่”
ลู่หลงอี้กล่าวเนิบช้า สีหน้าท่าทางไม่ได้มีความทุกข์ร้อนใดๆ
ฮูหยินลู่เคลื่อนสายตามาทางบุตรชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ‘นางอยากรู้เช่นกันว่าหากสกุลลู่ตกต่ำคิดไปทวงถามถึงสัญญาหมั้นหมายในอดีตถึงหน้าจวนคนสกุลเสิ่นจะมีสีหน้าเช่นไร พวกเขาจะยอมรักษาคำพูดที่ให้ไว้หรือไม่แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว พวกเขาคงไม่ยินดียกบุตรสาวของตนให้มาร่วมประสบเคราะห์กับสกุลลู่ได้แน่’ ฮูหยินลู่ได้คิด
“อี้เอ๋อร์เ้าว่าพวกเขาจะยอมรับเ้าเข้าไปเป็เขยหรือไม่ก็ช่างเถิดว่าแต่เ้ามีคนที่รู้ใจแล้วใช่หรือไม่”
“เื่นั้นเอาไว้ก่อนเถิดขอรับเื่ที่สำคัญในตอนนี้คือการทวงหนี้ต่อสกุลเสิ่น”
สองแม่ลูกประสานสายตากัน นึกถึง่เวลาที่ลำบากที่สุดในวันนั้นครอบครัวสกุลลู่ถูกริบทรัพย์เป็การชดใช้หนี้ที่ทำเขื่อนแตกแม้ว่าฝ่าาจะไม่เอาความแต่ทั้งนี้กฎก็คือกฎหรือนี่อาจจะเป็การกลั่นแกล้งทางการเมืองที่มีขึ้นในขณะนั้น
“เ้าว่าอย่างไรแม่ก็ว่าตามได้แต่หวังว่าสกุลเสิ่นยังคงมีคนดีเหลือรอดอยู่ว่าแต่เ้าคิดจะอยู่ที่เมืองหลวงนานเท่าใด”
“ได้ข่าวว่าจะมีการสอบขุนนางกรมโยธาลูกคิดว่าจะลองสอบดูขอรับ ส่วนเื่ที่ว่าจะอยู่นานเท่าใดคงต้องดูสถานการณ์อีกครั้ง”
“อืม เดี๋ยวแม่จะไปตรวจดูสัมภาระก่อนอีกไม่กี่วันเราก็ต้องออกเดินทางแล้ว” ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนที่จะประคองมารดาไป..
ในอดีตสกุลลู่และสกุลเสิ่นต่างไปมาหาสู่กันเป็ประจำจากข่าวลือวันที่บิดาสิ้นใจในวังหลวงเป็ที่เคลือบแคลงใจของใครหลายๆคนทุกคนต่างคาดเดาไปต่างๆนานาว่า บิดาถูกลอบสังหาร บ้างก็ว่าฆ่าตัวตายหนีความผิดแต่อันที่จริงแล้วบิดาป่วยไข้ด้วยโรคเก่า แม้ว่าจักรพรรดินีจะเรียกหมอหลวงแต่ก็ไม่อาจยื้อชีวิตอยู่ได้
ก่อนที่บิดาใกล้จะสิ้นใจ ได้สั่งให้เขาย้ายครอบครัวมาอยู่ที่เมืองเจียงจูทางทิศประจิมและดูแลทัพเสบียงให้แก่องค์จักรพรรดินี เพื่อเป็การไถ่โทษที่ทำให้เขื่อนแตกแต่นึกไม่ถึงว่าท่านพ่อจะเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า
ก่อนที่จะไปสิ้นใจต่อหน้าพระพักตร์ขององค์จักรพรรดินี ด้วยโรคเก่ากำเริบขึ้นที่วังหลวงนั้นคือสาเหตุของข่าวลือ
ท่ามกลางข่าวลือสกุลลู่ตกอับ ผู้คนที่เคยสนิทต่างตีตัวออกหากเขาเองก็เข้าใจดีว่าต่างคนต่างเอาตัวรอด และไม่อยากเดือดร้อนไปกับครอบครัวเขา ในวันนี้สกุลลู่ได้สร้างรากฐานมั่นคงพอสมควรจึงคิดที่จะทวงถามหนี้เก่า ที่สกุลเสิ่นได้ติดค้างเอาไว้ั้แ่เก่าก่อน
จากที่ฮูหยินใหญ่ได้ไปเยือนเรือนของอนุมู่ เพื่อแจ้งต่อคนทั้งสามให้มาพบนายท่านเสิ่นที่เรือนใหญ่แห่งนี้เสิ่นนั่วมองไปทางอนุภรรยาในวัยร่วงโรยทว่านางยังคงความงามอยู่ไม่น้อยแล้วสลับสายตามองที่บุตรสาวคนโต
“นายท่านเสิ่นมีเื่ใดหรือเ้าคะ?”
“อ้ายเหริน อายุเ้านับได้ว่าสมควรที่จะออกเรือนไปได้แล้วอีกอย่างพ่อจะได้สบายใจที่มีคนคอยดูแลเ้า เอ่อ!ไม่รู้ว่าเ้าหมายตาคุณชายจวนใดไว้หรือไม่”
เป็ที่รู้กันดีว่า จวนสกุลใหญ่มักมีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์และสกุลเสิ่นเองคงหนีไม่พ้นเื่พวกนี้ในสังคมที่แบ่งชนชั้นเช่นนี้ยากที่จะหลีกเลี่ยงการแต่งงานได้ อ้ายเหรินมองบิดา ที่มีท่าทีที่แปลกไปจากเดิมเป็ไปได้ว่าเขาได้มองหาคนที่เหมาะสมมาเพื่อแต่งกับนางแล้ว
“นายท่าน อ้ายเหรินอายุสิบเจ็ดปีเอง ข้ายังอยากจะให้นางอยู่กับข้าอีกสองปีได้หรือเ้าคะ”
“ตอนข้าอายุเท่านาง นายท่านก็มาสู่ขอข้าแล้วเ้าเองก็เลิกเป็กังวลเพราะไม่ช้าหรือเร็วอ้ายเหรินของพวกเราก็ต้องแต่งออกไปจริงหรือไม่อ้ายเหริน”
หญิงสาวกวาดสายตาไปโดยรอบโดยเฉพาะ อ้ายฉีที่เม้มปากสนิท ไม่แน่ว่าเื่นี้อาจจะเกี่ยวพันกับน้องสาวต่างมารดาเป็แน่มิเช่นนั้นฮูหยินเอกเสิ่นคงไม่ออกโรงเองเช่นนี้
“ดูท่าเื่นี้คงหนีไม่พ้นเื่ของน้องรองกระมัง?”
คำพูดนี้ช่างกระทบใจคนฟังอย่างเหลือล้น ทุกคนต่างหันไปทางอ้ายฉีที่เม้มริมฝีปากแน่นสำหรับอ้ายฉีมีนิสัยคล้ายมารดานั้นคือเกลียดชังอนุของบิดาตลอดจนพี่น้องที่ไม่ได้เกิดจากมารดาเดียวกันสิ่งนี้นับว่าเป็เื่ปกติสำหรับทุกจวน
ระหว่างอ้ายเหรินและอ้ายฉี หาได้มีความรักใคร่ปรองดองกันบ่อยครั้งที่ทั้งสองทะเลาะกัน ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอยู่เรื่อยมา
“เป็แค่ลูกอนุ อย่ามาเหิมเกริมกับข้า”
“หากรู้ว่าจะเกิดมาร่วมจวนกับเ้า ข้าคงไม่เกิดมาหรอก”
“เช่นนั้นแต่งๆออกไปเสีย จะอยู่ที่จวนสกุลเสิ่นด้วยเหตุใด”
ใจจริงนางอยากดุด่าเผื่อแผ่ไปถึงมารดาของพี่สาวด้วยซ้ำแต่เมื่อเห็นสีหน้าของท่านพ่อ ทำให้นางต้องสงบคำลงส่วนทั้งสามต่างเม้มริมฝีปากแน่น สำหรับอ้ายเหรินที่ไม่ยอมให้ใครมารังแกลุกขึ้นพรวดจ้องมองน้องสาวต่างมารดาอย่างไม่ลดละ
เมื่อเห็นท่าทีเกรี้ยวกราดของบุตรสาวคนโตมู่เหรินรีบเข้ากุมมือบุตรสาวเอาไว้ให้คลายโทสะลง ส่วนเสิ่นนั่วสลับมองทั้งสองไปมาไม่มีแม้จังหวะที่กล่าวตักเตือนด้วยซ้ำ
“หากข้าต้องแต่ง แต่ก็ไม่ใช่เป็ตัวแทนของเ้า!”
ฮูหยินใหญ่เสิ่นลุกขึ้น ก่อนที่หันไปตวัดมือลงใบหน้าของบุตรสาวของตนสร้างความตะลึงให้กับทุกคนอยู่ไม่น้อย การทำเช่นนี้ใช่ว่านางจะไม่เ็ปแต่ว่าเพื่ออนาคตของบุตรสาวแล้ว นางจำเป็ต้องทำ ฮูหยินใหญ่หันหน้ามาทางอ้ายเหรินที่เผยรอยยิ้มด้วยความพึงใจ
“อ้ายฉี ยังไม่ยอมขอโทษพี่สาวเ้าอีก”ฮูหยินเสิ่นตวาดขึ้น
“ท่านแม่!”
อ้ายฉีแม้จะอยู่ในวัยเดียวกันกับอ้ายเหรินแต่นางเกิดหลังอ้ายเหรินห่างกันเพียงเดือนเดียวดังนั้นนางจึงไม่ยอมรับพี่สาวผู้นี้มือเรียวกำแน่นเจ็บใจทว่าเมื่อเห็นสายตาของบิดาและมารดาทำให้นางต้องกล่าวคำขอโทษ
“อภัยพี่ใหญ่ ขออภัยแม่เล็กเ้าค่ะ”