บทที่ 142 เจตจำนงของซูหยาง
การบุกรุกครั้งนั้นจบลงไม่ได้งดงามอย่างที่ใครหลายคนปรารถนานัก ห้องโถงบัลลังก์เสียหายหนักเพราะการต่อสู้ของซูเฟิงกับชิว เหวินเจี้ยน คนของซูหยางตกตายไปหลายคนจากการต้านทานที่ปราการของปราสาทใหญ่ ทุกบริเวณเสียหายและคงใช้เวลาในการซ่อมแซมนานกว่าที่คิดเอาไว้
และมันเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่เมื่อทุกคนรู้ว่าซูหยางสิ้นใจไปเพราะซูเฟิงแล้ว
ชิว เหวินเจี้ยนนำร่างของซูหยางไว้ในโลงใสที่เขาสร้างขึ้นจากเวทมนตร์ของตนเอง ประคองนางอย่างเบามือราวกับกลัวว่าจอมมารลำดับที่หกจะบุบสลาย คนของนางร่ำไห้ เมื่อเห็นว่าดอกไม้ขาวรอบลำคอนั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อปกปิดร่องรอยอันโหดร้าย พวกเขาก็อดที่จะโกรธแค้นซูเฟิงไม่ได้เลย แต่ชิว เหวินเจี้ยนทำหน้าที่นั้นให้แล้ว เขาสังหารซูเฟิงต่อหน้าต่อตาคนของนาง
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะได้นายเหนือหัวคืนมา
ชิว เหวินเจี้ยนปลอบใจใครไม่เป็นนัก เขาเห็นแววตาโศกเศร้ารายล้อมรอบโลงศพนั้น ร่างของซูหยางนอนแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหว เลือดสีแดงฉานหรือร่องรอยใดๆ นั้นซูเหยียนเป็นคนจัดการให้ ชิว เหวินเจี้ยนไม่ได้บอกกล่าวอะไร เพียงแค่เดินไปปลดเวทย์คุ้มครองตรงตีนบันไดและพานางมาที่ห้องโถงบัลลังก์ รู้ดีเหลือเกินว่าซูเหยียนนั้นจะคาดการณ์ทุกอย่างเอาไว้จนหมดแล้ว
นางร้องไห้ ไม่มีเสียงทว่าเจือไปด้วยความเจ็บปวด ชิว เหวินเจี้ยนรู้ดีว่าซูเหยียนนั้นแม้จะไม่ได้สนิทสนมกับซูหยางมากนักแต่ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะไม่เสียใจ
เสียอย่างไร...พวกนางก็เป็นพี่น้องกันและรวมถึงซูเฟิงด้วย
“ร้องออกมาเสียเถิดซูเหยียน” ชิว เหวินเจี้ยนกล่าวเสียงราบเรียบทว่าแฝงไปด้วยความอ่อนโยนในน้ำเสียง ซูเหยียนหันมามองด้วยน้ำตานองหน้า หญิงสาวพยายามฝืนยิ้มแต่ก็ยากเหลือเกิน จนสุดท้ายแล้วนางก็เป็นคนที่ร้องไห้ดังที่สุดในห้องโถงที่พังทลายนั่น ร่างของเธอสั่นระริกอย่างช่วยไม่ได้ ชิว เหวินเจี้ยนไม่ได้ก้มลงไปปลอบ เพียงแต่แตะมือลงที่ไหล่บอบบาง “ร้องวันนี้ให้พอใจแล้วมิต้องร่ำไห้อีก”
เมื่อคนของซูหยางเห็นซูเหยียนเจ็บปวดเช่นนั้น พวกเขาก็เอาแต่ปาดน้ำตา บัลลังก์ที่ไร้ผู้ครอบครองนั้นทำให้ผู้คนต่างหวาดหวั่น จอมมารลำดับอื่นๆ ยังมีพลังอีกมากและคงไม่ยากเลยที่จะทำลายดินแดนแห่งนี้
“ขะ ข้ารักษานางไม่ได้...” หญิงสาวกัดริมฝีปาก ชิว เหวินเจี้ยนรู้ดีว่าซูเหยียนมีเวทมนตร์มากมาย เป็นแพทย์อัจฉริยะประจำดินแดนแห่งนี้ ฝีมือนั้นก็เก่งกาจแต่ไม่เคยมีใครพาคนตายกลับมาได้ พวกเขามิใช่ชิว เหวินเจี้ยน...ไม่สิ ในตอนนั้นเขามิได้ตกตายหากแต่สละวิญญาณออกจากร่างเพียงชั่วคราวเท่านั้น
“ไม่มีผู้ใดพาคนตายกลับมาได้หรอกซูเหยียน เจ้าทำในสิ่งที่เจ้าทำได้แล้ว” ชิว เหวินเจี้ยนพูดแผ่วเบา คนของซูหยางที่เห็นแบบนั้นก็พากันหมดอะไรตายอยาก ชิว เหวินเจี้ยนมองภาพเหล่านั้นด้วยความหดหู่ในหัวใจ ไม่คาดคิดว่าตนจะไม่สามารถช่วยนางเอาไว้ได้ อาจเพราะประมาทเกินไป...หรือสุดความสามารถแล้วก็เป็นได้
หนี่เหยาเดินเข้ามาหาชายผู้ครอบครองดาบสีดำอย่างเงียบงัน ค้อมหัวให้กับแพทย์อัจฉริยะด้วยแววตาเจ็บปวด
“พวกเราจะทำอย่างไรกันต่อไปดีขอรับท่านชิว เหวินเจี้ยน ข้าขออภัย...” หนี่เหยากระซิบเสียงเบา เขาสอดส่องไปทั่วห้องโถงแสนเศร้านั้นก่อนจะว่าต่อ “ข้าไม่เห็นหนทางที่จะช่วยดินแดนแห่งนี้ไว้ได้เลย”
ชิว เหวินเจี้ยนครุ่นคิด ร่างกายของเขาไม่ได้รับบาดเจ็บมากนักแม้แต่แผลถลอกเล็กน้อยซูเหยียนก็จัดการรักษาให้หมดแล้ว นางคิดว่าหลังจากนี้จะทำการรักษาคนของซูหยางที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด แต่ทว่าจิตใจของนางยังคงไม่แข็งแกร่งพอ นางอาจจะต้องรวบรวมสติให้ได้มากกว่านี้
“ดินแดนแห่งนี้เคยปกครองร่วมกับจอมมารตนอื่นใช่หรือไม่” ชิว เหวินเจี้ยนหันไปถามหนี่เหยา ชายหนุ่มเก็บความเศร้าไว้ในส่วนลึกสุดของจิตใจ หากเขาไม่เข้มแข็งพอดูท่าทุกอย่างคงพังทลายลงโดยง่าย
“ขอรับ ตั้งแต่จอมมารลำดับที่สองถึงจอมมารลำดับที่หกล้วนปกครองดินแดนแห่งนี้ซึ่งเป็นส่วนกลางของทั้งแดนใหญ่ แต่แบ่งส่วนกันไปขอรับ” หนี่เหยาตอบ
“ตอนนี้ซูหยางสิ้นใจไปแล้วรวมทั้งซูเฟิงใครจะขึ้นเป็นผู้นำแทน” ชิว เหวินเจี้ยนลูบคางของตนไปมา ฉุกคิดถึงเรื่องการปกครองมากกว่าความเศร้าที่อบอวลอยู่โดยรอบ เขาหันไปมองโลงใส เห็นร่างของหญิงสาวภายใน ไม่รู้เหตุใดนางจึงขึ้นเป็นผู้นำเหนือกว่าจอมมารลำดับที่สอง
ซูเหยียนปาดน้ำตา นางลุกขึ้นยืนและเดินเข้ามาใกล้ชิว เหวินเจี้ยน
“ตามกฎแล้วจอมมารลำดับที่สองจะขึ้นแทน”
ชิว เหวินเจี้ยนพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วตอนนี้อยู่ที่ใดจอมมารลำดับที่สองที่เจ้าว่า”
“ข้าไม่รู้เลย ข้าไม่ค่อยเห็นเขาออกงานเท่าใดนัก อันที่จริงพวกจอมมารก็ต่างแยกกันโดยชัดเจน” หญิงสาวยังคงสะอื้นแต่ก็พยายามที่จะบอกสิ่งที่นางรู้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชิว เหวินเจี้ยนยังคงคิด เขารู้สึกสมองไม่ค่อยทำงานเท่าใดนัก ไม่รู้ว่าใช้พลังมากไปหรือว่าปริศนาของดินแดนแห่งนี้ยังมีอีกมากกันแน่
“ถ้าเป็นดั่งคำที่ซูเฟิงว่า จอมมารลำดับอื่นๆ ก็กำลังคิดการมายึดครองที่นี่” ชิว เหวินเจี้ยนเปรย “ข้าเเค่ไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องทำเช่นนั้นอีกแล้ว ซูหยางตายแล้ว ตอนนี้บัลลังก์แห่งนี้ก็ว่างเปล่า ถึงจะได้ดินแดนนี้ไปแล้วจะเป็นอย่างไรเล่า สู้อยู่เฉยๆ ไม่ให้เหนื่อยไม่ดีกว่าหรือไร”
ซูเหยียนนิ่งเงียบไปเช่นเดียวกันกับหนี่เหยา ชิว เหวินเจี้ยนเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจ ชายหนุ่มเดินไปหาคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเหล่าทหารของซูหยาง ชายหนุ่มร่างใหญ่น่าเกรงขามทั้งยังสามารถออกคำสั่งกับคนอื่นๆ ใต้บัญชาได้ ดูอย่างไรก็คงเป็นหัวหน้าอย่างแน่แท้
ชิว เหวินเจี้ยนสะกิดชายในชุดเกราะ เขาหันมาหาพร้อมทั้งทำสีหน้าตกใจเมื่อเห็นชิว เหวินเจี้ยนเข้ามาใกล้ ชายคนนั้นค้อมหัวเคารพทั้งยังนั่งลงคุกเข่าที่พื้น อากัปกิริยาเช่นนี้คงเป็นเพราะเขาเป้นคนช่วยคนทั้งปราสาทเอาไว้ไม่ให้โดนซูเฟิงทำร้าย แม้จำไม่สามารถปกป้องซูหยางไว้ได้ก็เถอะ
“ท่านชิว เหวินเจี้ยน พวกข้าติดหนี่บุญคุณท่านครั้งใหญ่ พวกเราที่ยังรอดมาได้เป็นเพราะท่าน”
ชิว เหวินเจี้ยนยกมือขึ้นปราม “เป็นเพราะซูหยาง...ข้าอยากให้เจ้าคิดเช่นนั้น”
ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองชิว เหวินเจี้ยน แววตาฉายความรู้สึกขอบคุณเต็มประดา ทหารคนอื่นๆ ทำเช่นเดียวกัน น้อมคำนับอย่างยำเกรงด้วยน้ำตาเพราะรู้ว่าบัดนี้ซูหยางนั้นจากไปแล้ว เหลือเพียงแต่ชายผู้นี้ และหากไม่มีเขาทั้งสองดินแดนแห่งนี้คงลุกเป็นเปลวเพลิง
“ข้าไม่อยากออกคำสั่งนัก ข้าไม่มีสิทธิเลย” ชิว เหวินเจี้ยนพูดกับเขา “แต่มันคงเป็นการดีถ้าจะเร่งฟื้นฟูปราสาท ชาวเมืองของเจ้าคงเสียขวัญจากการบุกรุกครั้งนี้ แบ่งกันออกไปทำหน้าที่และช่วยดูแลเมืองคงไม่หนักหนานัก” ชิว เหวินเจี้ยนนั่งลงระดับเดียวกันกับหัวหน้าทหารคนนั้น “ส่วนร่างของจอมมารลำดับที่สามเราจะจัดพิธีกันอย่างสมเกียรติ แค่เพียงมิใช่ตอนนี้”
ซูเหยียนพยักหน้าสมทบความคิดนั้น “ถ้าเป็นดังท่านชิว เหวินเจี้ยนว่า จอมมารลำดับอื่นคงคิดหาทางบุกรุกอีกถ้าข่าวการตายของซูหยางกระจายออกไป”
หัวหน้าทหารเข้าใจในทันที เขารีบลุกและสั่งการลูกน้องของตนให้ไปทำหน้าที่โดยเร็ว ชิว เหวินเจี้ยนนับถือพวกเขาเหล่านั้น มีจิตใจแข็งแกร่งเหมือนกับจอมมารของพวกเขาไม่มีผิด ห้องโถงนั้นหยุดนิ่งไปเพียงครู่หนึ่งแต่หลังจากที่ชิว เหวินเจี้ยนเสนอความคิดเห็น ทุกคนก็รีบกระจายกันไปทำหน้าที่ของตน เก็บงำความเศร้าเอาไว้และเดินต่อไปแม้หนทางข้างหน้าจะเจ็บปวดก็ตามที
หนี่เหยาลอบมองผู้คนก่อนจะหันมาถามชิว เหวินเจี้ยน
“แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปดีขอรับ”
ชิว เหวินเจี้ยนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหนี่เหยา มือของเขาลูบไล้ใบดาบสีดำด้วยความมาดมั่น
“ข้าต้องการรู้ให้มากกว่านี้ในตอนนี้” ชิว เหวินเจี้ยนพร่ำบอก “แต่ข้ามั่นใจทีเดียวว่าข้ากับซูหยางกำลังคิดแบบเดียวกันและหากนางยังอยู่ที่นี่ รับรู้ว่าสถานการณ์ดินแดนกำลังเป็นเช่นนี้นางคงจะสู้สุดกำลัง”
หนี่เหยาขมวดคิ้ว “สู้งั้นหรือกับจอมมารลำดับอื่นๆ?”
ชิว เหวินเจี้ยนส่ายหน้า
“ไม่ใช่แค่ลำดับอื่นๆ หรอกหนี่เหยา นางคงรู้ดีว่าสักวันบัลลังก์นี้จะสั่นคลอน ข้าแค่ต้องการรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ เมื่อรู้แน่แล้วว่าก็จะสืบทอดงานของนาง เจตจำนงของนางแต่แรกเริ่ม”
ซูเหยียนขยับเข้ามาใกล้ เอ่ยถามด้วยความสงสัยอย่างไม่ปิดบัง
“นางคิดกระทำการสิ่งใด”
“หากการป้องกันมันยากนัก เราก็แค่ต้องรุกบ้าง ยึดอำนาจทั่วดินแดนมาไว้ที่เราไม่ดีกว่าหรือ?”