ผมตามมาสมทบกับพวกแองจี้
“เกิดอะไรขึ้นเหรอทำไมเบนโนถึงะโออกมาแบบนั้น?”แองจี้ถาม
“อืม...ไม่มีอะไรหรอกแค่เค้าดีใจกับภาพที่ผมวาดให้น่ะ”
“ภาพ? อ๋อ กระดาษที่โยฮันขอให้ฉันเตรียมให้เมื่อวานใช่มั้ย”
“อือใช่แล้วล่ะ วาดภาพเป็ของขวัญ ขอโทษเื่เมื่อวานน่ะ”
“แล้ววาดอะไรให้เหรอ”
“...ภาพเบนโนที่แต่งตัวเต็มยศในฐานะอัศวินที่ห้าวหาญนะสิ”
“เลยะโออกมาสินะเพราะดีใจนี่เอง”
“ใช่แล้วล่ะ”ผมยิ้มตอบ
[ไม่เหมือนดีใจเลยนะ]พอลล่าคิด
[สีแดงนี่]คลาร่าคิด
“เอ๋แต่มันมีสามใบนี่ เธอวาดให้เบนโนทั้งหมดเลยเหรอ”
“เปล่าหรอกแค่สองใบ”
“ถ้างั้นอีกภาพหนึ่งคือภาพอะไรเหรอ?”
“...ภาพของเ้าหญิงแองจี้ไงล่ะ”
“เอ๋!?” แองจี้ใ หน้าแดงเล็กน้อย
“ผู้กล้าเบนโนกลับมาจากการปราบจอมมารและคุกเข่าลงต่อหน้าเ้าหญิงแสนงดงาม ก้มหัวลง จุมพิตยังหลังมือที่เ้าหญิงยื่นมาให้ภายใต้ท้องพระโรงอันโอ่อ่า...เป็ภาพแบบนี้น่ะ”
“เอ๋!? โกหกน่า ภาพแบบนั้น” แองจี้เอามือปิดหน้าพยายามซ่อนใบหน้าที่แดงจนถึงใบหู
[ชั้นเป็เ้าหญิงเนี่ยนะ] แองจี้คิด
[ผู้กล้า...ก็ดีนะแต่เบนโนเนี่ย ไม่ไหวอะ] พอลล่าคิด
[มิน่าถึงเป็สีชมพู]คลาร่า
พอแองจี้เริ่มสงบลงเอามือออก ก็ถามต่อว่า
“แต่ว่าทำไมถึงต้องพรมน้ำหอมด้วยล่ะ เมื่อเช้าพูดถึงกล่องอะไรซักอย่าง ฉันไม่เข้าใจแต่ก็ยังสงสัยอยู่เลย”
“อืม...เื่นั้นให้ััด้วยตัวเองเลยน่าจะเข้าใจง่ายกว่าที่สำคัญ ยังไงก็กะจะให้อยู่แล้วด้วย”ผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายแล้วยื่นบางสิ่งให้แองจี้
กระดาษอีกแผ่นที่เหลือจากสามใบ
“ภาพนี้!?”
“อื้อภาพแองจี้ไงล่ะ”
ภาพที่ผมวาด
เป็ภาพสเก็ตช์ที่แองจี้กำลังนั่งยิ้มแย้มสดใส อยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้า มีดอกฟอร์เก็ตมีน็อต ขึ้นบานอยู่รอบๆและแองจี้ในชุดเดรสน่ารักสดใสนี้ กำลังรายล้อมด้วยบรรดากระต่ายขนปุกปุยในมือเธอถือช่อดอกไม้ที่เด็ดมาจากรอบๆตัวนั้น
“สวยจังเลย!! มีคุณกระต่ายด้วย!!”
“เธอชอบใช่มั้ยล่ะ”
“อื้อดอกฟอร์เก็ตมีน็อต พวกนี้ด้วย”
ผมยิ้มให้กับท่าทีของเธอ
“ว่าแต่รู้ด้วยเหรอว่าฉันชอบดอกพวกนี้ และคุณกระต่ายด้วย”
“ก็เธอชอบวาดพวกนี้ลงในภาพของเธอทุกครั้งเลยไม่ใช่เหรอ”
“เป็งั้นเองเหรอฮิฮิ ขอบใจนะ” แองจี้ยิ้มชอบใจ
“ว้าว! วาดเก่งจัง”
“สุดยอด!”
พอลล่ากับคลาร่าที่เข้าไปดูภาพวาดก็เอ่ยปากชมออกมา
“ได้กลิ่นหรือเปล่าจากกระดาษน่ะ” ผมเอ่ยถาม
ทั้งสามสูดดมกลิ่นจากกระดาษ
แล้วร้องว่าอื้อ
“ภาพที่สวยกับกลิ่นที่หอม มันย่อมทำให้ััความงดงาม ได้อรรถรส และตราตรึงใจได้มากกว่ามองแค่ภาพอย่างเดียวถูกไหม”
“งั้นเองเหรอ”แองจี้พูด
“ภาพแองจี้ในชุดเดรสกับกลิ่นน้ำหอมที่เข้ากันได้ดีกับชุดนั้น มันทำให้จินตนาการได้เด่นชัดขึ้นมาก ราวกับว่าแองจี้ในภาพวาดจะกระโจนออกมาได้เลยจริงมั้ยล่ะ”
“อ๋อแบบนี้นี่เอง”
“จะว่าไปก็...มันรู้สึกเหมือนมีแองจี้อีกคนอยู่บนกระดาษเลยแหละ”พอลล่ากล่าว
“อืองี้นี่เอง” คลาร่าพยักหน้า
[อะ! เพิ่งนึกได้ เรากะจะเก็บไว้เป็ความลับนี่นา เื่ทักษะสเก็ตช์ภาพของเราเพราะไม่อยากให้แตกตื่นกันจนเกินไป]
“ถ้าชอบกันผมก็ดีใจเพราะงั้นผมมีเื่จะขอร้อง”
“อะไรเหรอ”แองจี้ถาม
“ช่วยเก็บเื่ที่ผมวาดภาพพวกนี้เองเป็ความลับได้ไหมอย่างน้อยก็อีกซักปีสองปี”
“ทำไมล่ะ”
“ไม่อยากให้เอิกเกริกเกินไปน่ะช่วยปิดเป็ความลับกันหน่อยนะ” ผมยกนิ้วชี้ขึ้นมาแนบที่ปากเหมือนทำท่าขอให้เงียบไว้
“อือ...ก็ไม่รู้หรอกว่าทำไมถึงต้องกังวลขนาดนั้นแต่ก็ ได้จ้ะ” แองจี้รับปาก
“แต่ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ”พอลล่าไม่รับปาก
“พอลล่า?” ผมหันไปมอง
“อุตส่าห์วาดเก่งทั้งทีจะปิดบังเอาไว้ทำไม หรือหลังจากนี้จะไม่วาดอีกแล้วเหรอ”
“ก็เปล่าหรอก”
[อ่าจะเอาแบบนั้นงั้นเหรอ] ผมที่อ่านใจเธอแล้ว เริ่มบ่นในใจ
พอลล่ายิ้มมุมปากแล้วพูดว่า “ถ้าแบบนั้นก็วาดให้พวกเราด้วยสิ วาดให้แค่แองจี้แบบนี้ขี้โกงจะตาย”
“อือใช่” และคลาร่าที่เพิ่งเข้าใจ ก็เห็นดีเห็นงามด้วย
“...ตกลงครับช่วยไม่ได้เนอะ” ผมยิ้มตอบให้ทั้งสอง และพวกเธอก็เริ่มดีอกดีใจกัน
กลายเป็ว่าผมโดนแบล็คเมล์ซะงั้นโดยเด็กหญิงวัย 5 ขวบ สองคน
หลงคิดว่าเด็กน้อยวัยนี้คงว่าง่ายทำตามที่บอกแต่ลืมไปว่าเด็กเองก็มีความคิดเหมือนมนุษย์ทั่วไปนี่นะ
...นอกจากแมวแล้วก็เด็กผู้หญิงเหรอเนี่ย ที่เราคาดเดาความคิดไม่ออก
ชาติก่อนเราก็ไม่เคยรับมือกับเด็กวัยนี้เลยนี่นะ...ถึงจะมีลูกสาวก็เถอะ
...ผมจึงบอกให้พวกเธอเตรียมกระดาษที่พรมน้ำหอมกลิ่นที่ตนเองชอบมาพร้อมกับคิดภาพที่อยากจะให้ผมวาดมาด้วย ว่าจะให้ร่างภาพแบบไหน
แล้วพวกเราก็พากันเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป
บ้านของคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้ไปชมคือแองจี้
ในเส้นทางที่ทอดไปยังบ้าน...คฤหาสน์ของแองจี้ผมจำได้ว่ามีร้านขนมอยู่ร้านหนึ่ง
ร้านขนมเค้กกับน้ำชาที่มีโต๊ะนั่งอยู่นอกร้าน ประดับตกแต่งด้วยต้นไม้และดอกไม้สวยงามให้บรรยากาศร่มรื่นดี ซักวันเมื่อโตกว่านี้ ก็อยากมานั่งจิบชาสบายๆบ้างจัง
ในขณะที่สายตากำลังเชยชมร้านนั้นอยู่ก็พลันสายตาไปสะดุดเข้ากับคนคุ้นหน้าคุ้นตาคนหนึ่ง กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะนอกร้าน
ครูมาร์ตินนั่นเอง
กำลังนั่งหันหน้าคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ครูมาร์ตินยื่นหน้าเข้าไปหาพร้อมกับวางมือบนโต๊ะ ครูพูดและยิ้มให้เธอ
ส่วนเธอตอบรับด้วยการยิ้มตอบปัดผม ตามองไปทางอื่นที่ไม่ใช่หน้าครูมาร์ติน
“นั่นครูมาร์ตินไม่ใช่เหรอแองจี้” ผมชี้บอกแองจี้
“หือ...อ๊ะใช่จริงด้วย!!” แองจี้ตอบรับและพวกเราก็วิ่งไปหาครูกัน
ครูที่เห็นพวกเราก็ทำหน้าแปลกใจแล้วยิ้มให้อย่างดีใจ
แองจี้กล่าวทักทายครูทักทายตอบ
ครูมาร์ตินตอนนี้แต่งตัวด้วย เสื้อยืดสีขาว ทับด้วยสูทตัวนอกสีน้ำเงินเข้ม กางเกงสีเทารองเท้าหนังสีดำ ให้ภาพลักษณ์ที่เรียบหรู แต่เรียบง่ายแบบดูดีโคโลญจน์กลิ่นเดียวกับเมื่อกลางวัน แต่เพิ่งฉีดซ้ำนี่สินะเหตุผลที่วันนี้ฉีดโคโลญจน์มาสอน
ส่วนฝ่ายหญิงใส่ชุดเดรสสั้น รัดรูปสีแดง ผมบลอนด์สั้น เครื่องประดับทั้ง ต่างหู สร้อยกำไลข้อมือ นาฬิกาข้อมือ ต่างดูมีราคาทั้งนั้น ทาลิปสติกกับรองเท้าส้นสูงสีแดง
“หวัดดีจ้าเด็กๆ มาทำไรกันเหรอ” ครูมาร์ตินหันหน้ามาถาม
“มาเล่นที่สวนสาธารณะกันค่ะตอนนี้กำลังไปที่บ้านหนูกันต่อ” แองจี้ยิ้มตอบ
“งั้นเหรอ”ครูมาร์ตินยิ้ม
“แหมๆตายแล้ว เด็กพวกนี้คือ...?”ผู้หญิงชุดแดงก็หันหน้ามาทางเราแล้วยิ้มถาม
“อ๋อนักเรียนของผมเอง” ครูหันไปตอบ
“ครูคะคนๆนี้คือ?” แองจี้ทำหน้าสงสัยถาม
“แฟนครูเอง”
“ยินดีที่รู้จักนะจ้ะ”เธอคนนั้น ประสานมือบนโต๊ะ ยกนิ้วโป้งขึ้น แล้วยิ้มพูดกับพวกเรา
“จริงเหรอคบกันนานรึยังคะ”
“ปีนึงแล้วล่ะ...แล้วก็เดือนหน้าเราจะแต่งงานกันแล้ว ครูเพิ่งขอเธอหมั้นไปเมื่อกี้เอง”
ผมมองไปที่มือของเธอที่ประสานกันอยู่เห็นแหวนเงางามที่นิ้วนาง แต่นิ้วโป้งเธอซุกหายเข้าไปในมือซะงั้น
“แหมคุณก็...รีบบอกเด็กแบบนี้ฉันอายนะ” เธอพูดแบบนั้นจบก็กลอกตาใส่ แล้วทำสีหน้าจมูกย่น ขึ้นมาแวบหนึ่ง นั่นคือสัญญาณแห่งความขยะแขยงเธอทำหน้าขยะแขยงเมื่อครูมาร์ตินพูดถึงการแต่งงาน
แถมในใจยังคิด[บ้าเอ๊ย!! เลิกพูดเื่นี้ซักที]อีกต่างหาก
“งั้นพวกหนูไม่กวนแล้วค่ะขอตัวก่อนนะคะ” แองจี้บอกแบบนั้น แล้วพวกเราก็เดินจากมา
หลังจากเดินมาได้พักหนึ่ง
“น่าสงสารครูมาร์ตินจังนะครูก็ไม่ใช่คนไม่ดีแท้ๆ” ผมพูด
“เอ๋!? อะไรเหรอโยฮัน?” แองจี้ถาม
“คาดว่าอีกซักหนึ่งสัปดาห์ครูมาร์ตินคงมีอาการเศร้าซึมน่ะ...ถึงตอนนั้นเธอก็ช่วยให้กำลังใจเค้าหน่อยนะแองจี้”
ผมตอบแองจี้ไป
“หือ?...อือ ได้จ้ะ” เธอรับปาก
นึกถึงเื่มือ...
มือของผู้หญิงคนนั้นที่นิ้วโป้งหายไปเป็ภาษากายที่บ่งบอกถึง ความไม่มั่นใจเหมือนเวลาที่เราชอบชูนิ้วโป้งขึ้นมานั่นแหละ เรามักจะทำเพื่อแสดงถึงความมั่นใจ
ตอนครูมาร์ตินพูดเื่เป็แฟนเธอยกนิ้วโป้งขึ้น แสดงถึงความมั่นใจในเื่นั้น
แต่พอพูดเื่การแต่งงานนิ้วโป้งก็หาย ความมั่นใจก็ด้วย
ภาษากายที่แสดงออกมาไม่รู้ตัวนี้เองก็สามารถบ่งบอกอารมณ์และความคิดของคนๆนั้นได้เฉกเช่นเดียวกับใบหน้ามีภาษากายทั้งใน มือ นิ้ว แขน ลำตัว และเท้า แม้ผู้คนจะพูดด้วยภาษาต่างกันแต่ภาษากายเป็สากล และแสดงออกมาอย่างซื่อตรงที่สุดเชกสเปียร์เองยังเคยกล่าวไว้เลยในบทละครเื่ ‘ทรอยลัสและเครสซิกา’ ว่า
“มีภาษาในดวงตาแก้ม ริมฝีปาก และเท้าของเธอก็พูดได้ด้วย เราเห็นจิติญญาที่มั่วโลกีย์ของเธออยู่ในทุกข้อต่อและแรงจูงใจในร่างของเธอ”
มันเลยทำให้ผมนึกถึงเื่เมื่อชาติก่อน
ครั้งหนึ่งผมติดตามข่าวเศรษฐกิจและเห็นข่าวซีอีโอของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ั์ใหญ่ของภาคทวีป ออกมารายงานเื่ การใช้หนี้ธนาคารที่ทำให้บริษัทเสี่ยงล้มละลายตัวซีอีโอให้สัมภาษณ์ซะดิบดีว่าไม่มีปัญหา ได้ดำเนินการรับมือ แก้ไขไว้แล้วเค้าพูดด้วยเหตุผลที่น่าเชื่อถือ น้ำเสียงที่น่าฟัง และใบหน้าที่สมบูรณ์แบบแต่ภาษากายของมือเค้ากลับหลุดออกมา ทุกครั้งที่นักข่าวถามเื่สภาพบริษัทเ้าตัวจะผสานมือซุกนิ้วโป้งทุกครั้งเป็สัญญาณว่าเ้าตัวไม่มั่นใจเื่ที่พูดว่า บริษัทรอดพ้นวิกฤติแน่นอน
ผมมองเห็นดังนั้นจึงขายชอร์ตหุ้นของบริษัทนั้นรอเอาไว้หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ผมก็กำไรมากว่า 300,000เหรียญ...และไม่ได้มีแค่ผมที่ทำได้คนเดียว มหาเศรษฐีคนอื่นๆที่ผมรู้จักก็ทำได้เช่นกัน
ลูกศิษย์ผมคนหนึ่งหลังจากผมสอนเื่นี้ไป เค้าก็เอาไปลองบ้าง ฟันกำไรมาได้อื้อเ้าตัวยอมรับว่าไม่รู้เื่หุ้นหรือเศรษฐกิจอะไรลึกซึ้งเลยตำรากราฟเทคนิคอะไรก็ไม่เคยศึกษา แค่เห็นสัญญาณแล้วจึงโทรบอกให้โบรกเกอร์ซื้อหรือขายหุ้นรอไว้ก็เท่านั้นเอง
...แถมให้อีกนิดเ้าลูกศิษย์คนนี้เหมือนจะร้อนวิชา ไปลองกับการพนันรูปแบบอื่นบ้าง อย่าง โป๊กเกอร์หรือแทงม้าจนทุกวันนี้โดนแบนห้ามเข้าลาสเวกัสไปซะแล้ว...ตอนนี้เป็ยังไงบ้างแล้วนะ...
และแล้วพวกเราก็ถึงที่หมาย
ตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว
“ปวดขาจังเลย~”พอลล่าร้อง
จะว่าไปพวกเราเดินเยอะมากเลยนี่นะวันนี้ด้วยร่างเด็กน้อยแบบนี้...พอพูดแล้วผมก็เริ่มรู้สึกปวดเมื่อยที่ขาขึ้นมาจริงๆ
“เดี๋ยวฉันขอให้แม่เอารถม้าไปส่งทุกคนนะ”
“ขอบใจน้า”พอลล่าตอบ
คลาร่าผงกหัว
ผมเองก็คงปฏิเสธไม่ได้
“นายน้อยคะ”
เสียงที่คุ้นหูของเฟรอร์ดังมาจากข้างหลัง
มารับแล้วสินะ
แต่กำลังคิดจะนั่งรถม้ากลับพอดี
[ชวนเฟรอร์ขึ้นมาด้วยละกัน]
ผมที่หันหลังไปกะจะบอกแบบนั้นก็ใกับภาพที่เห็น
“เฟรอร์!?”
เฟรอร์ที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่นั้น
มีม้ายืนอยู่ข้างๆเธอถือสายจูงม้าตัวนั้นแนบไว้กับมือที่ประสานอยู่หน้าลำตัว
เ้าม้าตัวสีขาวใหญ่ส่งเสียง ฟืดฟาด
“ทำไม...มีม้ามาด้วยล่ะ?” ผมถาม
“เพราะคิดว่านายน้อยอาจจะเล่นจนเหนื่อยคงไม่มีแรงเดินกลับก็เป็ได้ แต่จะให้อุ้มกลับก็เสียมารยาท เลยไปเช่าม้าตัวนี้มาค่ะ”
เธอตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยสบายๆ ราวกับเป็เื่ธรรมดา
ผมจ้องไปที่เธอ
ทุกคนก็จ้องไปที่เธอ
แต่พวกผู้หญิงต่างชื่นชมเฟรอร์กันยกใหญ่เธอก็ตอบรับขอบคุณแบบสงบ
คงเป็แบบนี้สินะ...ให้ผมนั่งบนม้าแล้วเฟรอร์ก็จูงม้าเดินนำไป
อือ...เอาเถอะก็ดีกว่าเดินเยอะเลย
เฟรอร์ที่เห็นผมยังจ้องไปที่เธอนิ่งๆอยู่ก็พูดขึ้นเหมือนเข้าใจความคิดผม
“ไม่ต้องห่วงค่ะดิฉันขี่ม้าเป็ มั่นใจเื่คุมบังเหียนเ้า เบลฟอน นี่โดยไม่ทำให้นายน้อยต้องสะดุ้งะเืค่ะ”
เฮ้!! ไม่ใช่จูงเดิน แต่เป็ควบม้ากลับบ้านไปงั้นเหรอ!?
ที่สำคัญเรียกชื่อเ้าม้าราวกับสนิทสนมกันซะแล้วเหรอ?
เมดสาวควบม้าราวกับอัศวินถ้าผู้ชายในโลกนี้เห็นจะคิดกันยังไงนะ
อาจจะหลงใหลอับอาย หรือริษยา
ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานการณ์แบบนี้เด็กทั่วไปจะทำยังไงแต่ดูจากสีหน้าของเด็กผู้หญิงรอบๆตัวเรา...ก็คงดีใจล่ะมั้ง
ผมจึงตอบรับไปด้วยหน้าตายิ้มแย้ม
“อือรบกวนหน่อยนะ”
ว่าจบผมก็บอกลาทุกคน
เฟรอร์อุ้มผมขึ้นไปนั่งบนหลังม้า
แล้วเธอก็ใช้เท้าเกี่ยวโกลนม้าขึ้นมาซ้อนด้านหลังผม
เพราะส่วนสูงของลำตัวผมทำให้ศีรษะส่วนบนชนเข้ากับบางสิ่งที่ดูนุ่มนิ่มด้านหลัง
อืม...อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเื่แรงกระแทกล่ะนะ
“ถ้าอย่างนั้น...จะไปล่ะนะคะ”
เฟรอร์สะบัดบังเหียน
เ้าม้าร้องฮี้!! แล้วพุ่งทะยานไป…
อย่างรวดเร็ว...และนุ่ม(นิ่ม)นวล
....
หนึ่งสัปดาห์ให้หลังก็เป็ไปตามคาดครูมาร์ตินดูเซื่องซึมอย่างชัดเจน...ได้ยินว่าโดนปฏิเสธการหมั้น
และเบนโนก็ดูแปลกไปเล็กน้อย ใบหน้าดูแดงระเรื่อเสมอเลย จนแองจี้ยังสงสัย...