เจสันแบกร่างอันไร้สติของชายหนุ่มมาส่งตำรวจถึงในสถานีพร้อมกับหญิงสาวที่เดินตามมาต้อยๆตำรวจแต่ละคนพอเห็นเจสันก็ทำความเคารพและทักทายเขาอย่างสนิทสนมจนหญิงสาวที่เดินตามเขามาห่างๆได้แต่ยืนทำหน้ามึนงง
ดูเหมือนว่าเจสันจะเป็ที่รู้จักมักจี่กับพวกตำรวจเป็อย่างดีเพราะด้วยความที่เป็นักสืบทำให้เขาเคยร่วมงานกับตำรวจหลายนายในการช่วยไขคดีต่างๆและดูเหมือนเขาจะเป็ที่ยอมรับจากพวกตำรวจเป็อย่างมาก
“เอาล่ะครับไม่ต้องห่วงเื่ต่อจากนี้ไปหรอกครับ ผมจะให้คุณตำรวจพวกนี้จัดการให้เองครับเชิญคุณไปให้ปากคำกับพวกเขาเถอะ ผมรับรองว่าคุณจะสามารถเคลียร์ปัญหาต่างๆได้อย่างราบรื่นแน่นอน”
เจสันให้ปากคำเื่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างน้ำไหลไฟดับเสร็จแล้วก็ทำท่าจะเดินออกมา หญิงสาวก้มหัวขอบคุณเจสันเป็การใหญ่ก่อนจะเดินตามเ้าหน้าที่ไปจนลับสายตา
เจสันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากรอกหูหลังกดโทรหาสารวัตรแฟรงค์ทำการคุยเพียงชั่วครู่เดียวก็กดวางสาย เตรียมเดินออกมาจากสถานีเพื่อไปยังจุดนัดพบ
ขณะที่กำลังเดินออกมาก็เดินสวนกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินก้มหน้ามือกำลังควานหาของในกระเป๋าอย่างเร่งรีบถึงแม้จะเป็แค่เพียงชั่วครู่เดียวแต่ใบหน้าของเธอดูคล้ายคลับคลากับหญิงสาวที่เขาเคยรู้จักเป็อย่างมากหัวใจของเขาเต้นระส่ำระส่ายขึ้นมาอีกครั้ง มือไม้เริ่มสั่นราวกับเ้าเข้าเขาหันหลังเอื้อมมือไปกำลังจะร้องเรียกหญิงสาว
พลั่ก! “อั๊ก!/โอ๊ย!”
แต่ในขณะเดียวกันเพราะความสะเพร่าของเธอที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาหาของ ก็ดันเดินไปชนกับชายวัยกลางคนรูปร่างสูงชะลูดที่กำลังเดินถือถังน้ำไว้ในมือจนคนทั้งสองพากันล้มก้นจ้ำเบ้าไปคนละทางถังน้ำหล่นกระทบพื้นก่อนจะไหลกระฉอกออกมาจนทั้งสองคนเปียกปอนไปทั้งตัว
“ขะ...ขอโทษครับคุณผู้หญิงเป็อะไรมั้ยครับ?”
ชายที่ถือถังน้ำพยายามลุกขึ้นมากล่าวขอโทษขอโพยพร้อมเอื้อมมือขวาจะช่วยพยุง แต่หญิงสาวก็โบกมือปราม
“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะฉันผิดเองที่ไม่ตั้งใจดูทางให้ดี ฉันเองที่ต้องขอโทษเป็อย่างสูงค่ะ”
เธอชันตัวอันบางเพรียวขึ้นมาพร้อมกับก้มหัวปลกๆอย่างนอบน้อมเจสันยืนมองหญิงสาวที่คุ้นหน้าพร้อมกับทำการสำรวจให้แน่ชัด
ใบหน้าของเธอขาวผ่องราวกับไข่มุกดวงตากลมโตสีเขียวมรกตส่องประกายเจิดจ้า ริมฝีปากจิ้มลิ้มรับกับใบหน้าอันเข้ารูปใบหน้าของเธอคลับคล้ายกับไอวี่อดีตแฟนสาวของเจสันอย่างกับฝาแฝดต่างกันตรงที่เส้นผมของหญิงสาวตรงหน้าเป็สีน้ำตาลเกาลัดรวบไว้ด้านหลังเรียบร้อยซึ่งแตกต่างกับไอวี่ที่มีผมสีดำขลับแวววาวปล่อยผมสยายยาวอย่างเย้ายวนใจ
“นี่! ฮอว์คินส์ ทำอะไรของนายน่ะ เห็นมั้ยว่านายทำน้ำไหลเละเทะไปหมดแล้วเนี่ยรีบจัดการให้มันเรียบร้อยเลยนะ!”
เสียงนายตำรวจที่เจสันไม่คุ้นหูดังขัดบรรยากาศก่อนที่ชายวัยกลางคนร่างท้วมในเครื่องแบบจะเดินเข้ามาต่อว่าชายภารโรงที่เดินชนกับหญิงสาวพร้อมกับไล่ให้ไปเอาเครื่องมือมาทำความสะอาดให้เรียบร้อย
“เดี๋ยวค่ะ!ทั้งหมดเป็ความผิดของฉันปล่อยให้เป็หน้าที่ของฉันเถอะค่ะ”เธอรีบแย้งอย่างทันควัน
“ไม่ต้องหรอกคุณ งานแบบนี้ก็ปล่อยให้พวกภารโรงเขาจัดการไปเถอะเราไม่ต้องลดตัวไปทำเื่แบบนั้นให้เสียเวล่ำเวลาหรอกนะอีกอย่างก็เป็ความผิดของหมอนั่นซะด้วยที่ไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือได้ยินแล้วก็รีบไปจัดการให้เรียบร้อยซะสิฮอว์คินส์!”
“ผะ..ผมจะรีบเอาไม้มาถูพื้นให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้เลยครับ!”
ชายวัยกลางคนรีบเดินกระเผลกไปอย่างรวดเร็วดูเหมือนว่าจะได้รับาเ็จากเหตุการณ์เมื่อกี้ทำให้ขาซ้นขึ้นมาดูแล้วเจสันก็อดที่จะสงสารไม่ได้ เขามองไปยังชายร่างท้วมที่ออกคำสั่งอย่างวางก้ามด้วยสายตาไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่
“คุณเองคราวหลังก็เดินระวังๆหน่อยสิที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่จะเดินลอยเชิดอย่างสบายใจหรอกนะ”
หลังจากที่เอ็ดหญิงสาวจนพอใจแล้วก็เดินเอามือไพล่หลังอย่างสบายใจเฉิบจากไปทิ้งหญิงสาวให้ยืนป้อยๆมองไล่หลังชายภารโรงที่โดนไล่ไปอย่างตาละห้อย
“นี่คุณน่ะไม่เป็อะไรใช่มั้ย”
หลังจากยืนสังเกตการณ์อยู่นานในที่สุดเจสันก็ตัดสินใจร้องทักหญิงสาวพร้อมกับยื่นผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อไปให้เธอกล่าวขอบคุณแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำที่ใบหน้าที่กำลังเปียกชุ่ม
“ขอบคุณค่ะ”
“ไม่เป็ไรครับ ถือว่าพาดเคราะห์ไปนะครับว่าแต่คุณมาทำอะไรที่นี่เหรอครับคุณนักข่าว?”
“เอ๊ะ!?”
เธอร้องออกมาพร้อมกับมองเจสันด้วยท่าทางระแวดระวังทำไมเขาถึงรู้ได้ว่าเธอเป็นักข่าวทั้งๆที่เธอยังไม่ได้บอกใครว่าตัวเธอเองเป็ใครแถมเธอพึ่งจะได้รับหน้าที่ใหม่มาหมาดๆ ไม่เคยมีหน้ามีตาในโทรทัศน์เลยสักครั้ง ชายคนนี้รู้ได้ยังไงกัน เขาเป็ใครกันแน่?
“คะ..คุณเป็ใครกัน?”
“แหมๆ ไม่ต้องระแวงผมขนาดนั้นก็ได้ครับคุณผมก็แค่ลองเดาเล่นเฉยๆเท่านั้นแหละครับผมไม่ใช่สโตกเกอร์หรือคนน่าสงสัยอะไรหรอกนะครับ”
“ไม่มีทาง!คุณรู้ได้ยังไงกันว่าฉันเป็นักข่าวฉันจำได้นะคะว่าไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าคุณมาก่อน”
“ถึงจะเป็คนอื่นก็คงรู้กันหมดนั่นแหละครับนั่นน่ะ”
เจสันยิ้มเขินๆพร้อมกับชี้นิ้วไปยังอกเสื้อของหญิงสาวซึ่งเปียกชุ่มไปด้วยน้ำเนื่องด้วยเสื้อผ้าสีขาวบางของเธอเปียกชุ่มไปทั้งตัวทำให้สามารถมองเป็ป้ายนักข่าวที่เธอเก็บไว้ในกระเป๋าตรงอกเสื้อได้อย่างชัดเจนไม่เพียงแค่นั้นถึงจะไม่ชัดเจนมากนักแต่มันก็เผยให้เห็นลวดลายของเสื้อในลายลูกไม้ที่เธอใส่ได้อย่างหวุดหวิด
“อ๊าย!”
หญิงสาวหน้าแดงก่ำพร้อมกันยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดหน้าอกอย่างรวดเร็วด้วยความเขินอายหลุบหน้าลงต่ำไม่กล้าสู้หน้าชายหนุ่มที่กำลังยิ้มแห้งๆ
“มองตรงไหนกันคะเนี่ย!”
เธอเอ็ดตะโรอย่างเขินอายเบ้หน้าไปทางขวาคล้ายกับจะร้องไห้ออกมา เห็นแล้วเจสันก็อดที่จะยิ้มตรงมุมปากไม่ได้
ฟึ่บเขาถอดเสื้อนอกมาคลุมทับเสื้อที่เปียกชุ่มของเธอเอาไว้เธอทำท่าใแต่ก็ยอมรับเสื้อของเขามาสวมแล้วรูดซิปจนมิดชิด
“เอ้านี่ ถือว่าเป็การขอโทษของผมก็แล้วกันแต่ผมสาบานเลยว่าผมไม่ได้คิดจะมองอะไรตรงนั้นของคุณแม้แต่นิดเดียวเลยนะครับ”
“ถ้าไม่พูดออกมามันจะดีกว่านี้อยู่หรอกนะคะ!”
เธอพูดเสียงเขียวถึงแม้จะขัดเขินแต่ก็ยอมหันหน้ามามองเขาอย่างโล่งใจ สองฝ่ายต่างยืนจ้องหน้าจ้องตากันชั่วขณะก่อนที่เจสันจะเป็ฝ่ายพูด
“ว่าแต่ผมไม่เคยเห็นหน้าคุณมาก่อนคุณนักข่าวสาวมีธุระอะไรถึงได้มาที่นี่เหรอครับ?”
“หยุดเรียกฉันแบบนั้นเถอะค่ะ คือ..ฉันพึ่งได้รับหน้าที่ให้มาสัมภาษณ์ข่าวเหตุการณ์ที่เกิดการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้น่ะค่ะเห็นว่าเป็คดีของฆาตกรต่อเนื่องที่ก่อเหตุฆ่าคนสองรายโดยที่ตำรวจไม่สามารถจับกุมหรือหาตัวผู้ต้องสงสัยได้สักทีฉันเองก็ไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับเนื้อความในคดีมากนักแต่ก็พึ่งได้รับหน้าที่มาหยกๆจึงกะจะมาเตรียมพร้อมสำรวจสถานที่กับสงบอารมณ์ก่อนจะทำข่าวน่ะค่ะดูเหมือนว่าฉันค่อนข้างจะตื้นเต้นจนเผลอมาก่อนเวลานัดตั้งหนึ่งชั่วโมงเลยแน่ะ”
“หืม?น่าสนใจดีหนิ”เจสันยกมือกุมคาง
“เื่นั้นช่างมันก่อนเถอะค่ะฉันต้องขอบคุณอีกครั้งสำหรับเสื้อตัวนี้ด้วยนะคะ ไว้ฉันเอาไปซักแล้วจะเอามาคืนรบกวนขอเบอร์โทรเอาไว้ติดต่อ...เอ๊ะ ปากกาของฉันหายไปไหนกันนะ?”
เธอควานหาปากกาในอกเสื้อใต้เสื้อคลุมแต่ก็ร้องออกมาเพราะไม่มีของที่เธอเคยใส่เอาไว้ในอกเสื้อเธอตะลีตะลานมองหาไปทั่วด้วยความใ
“ผมเกรงว่าของที่คุณกำลังตามหาคงจะเป็เศษซากอะไรบางอย่างที่เกลื่อนกลาดอยู่ตรงนั้นหรือเปล่าครับ”
เจสันชี้โบ้ยไปยังทิศทางที่หญิงสาวเดินชนกับภารโรงตรงนั้นมีเศษปากกาสีแดงที่แหลกละเอียดจนไม่เหลือชิ้นดีเพราะโดนกดทับจากการโดนเหยียบซึ่งคงจะเป็ภารโรงหรือนายตำรวจคนเมื่อกี้ไม่คนใดก็คนหนึ่ง
“ได้ไงกัน!”
หญิงสาวก้มลงหยิบเศษซากที่แหลกละเอียดขึ้นมาด้วยสีหน้าจะร้องไห้ปากกาไม่เหลือเค้าเดิมของมัน เห็นแล้วเขาก็อดที่จะสงสารไม่ได้
“เอาเถอะ ยื่นมือมาสิคุณ”
“เอ๊ะ?”
เจสันหยิบปากกาจากกระเป๋ากางเกงพร้อมกับบรรจงเขียนหมายเลขโทรศัพท์ของเขาลงบนฝ่ามือของเธอััอ่อนนุ่มจากร่างอันบอบบางของหญิงสาวถึงแม้จะเป็ชั่วเสี้ยววินาทีแต่ก็ทำให้เขารู้สึกดีจมเผยอยิ้มตรงมุมปาก
“เอ้า เสร็จแล้ว แล้วก็รับไปสิยังไงผมก็มีสำรองอยู่อีกด้ามนึง ถือว่าผมให้เป็ของขวัญที่เราได้ทำความรู้จักกันก็แล้วกันอย่าทำมันพังอีกเชียวล่ะ ผมชื่อเจสัน เจสัน โอดอนเนลล์ คุณล่ะ ”
“เอ่อ..คริส คริส เทย์เลอร์ค่ะ”
“โอเคครับคุณเทย์เลอร์หวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งในที่ๆเหมาะสมกว่านี้นะครับ ผมมีงานที่จะต้องไปทำไว้เจอกันใหม่คราวหน้านะครับ”
เจสันเอื้อมมือไปจับมือกับเธอก่อนจะผละออกมาอย่างเสียดายถึงแม้จะอยากอยู่คุยกับเธอไม่มากกว่านี้แต่เขามีธุระที่จะต้องไปทำให้เรียบร้อยเสียก่อนเขาเดินออกมาทิ้งหญิงสาวให้ยืนมองส่งเขาด้วยความฉงนใจ เธอพึมพำออกมาเบาๆ
”เจสัน โอดอนเนลล์ งั้นเหรอ?”
เจสันเดินมายังสถานที่นัดหมายกับแฟรงค์ดูเหมือนว่าฝนจะหยุดตกไปได้สักพักแล้ว เดินถึงจุดหมายก็เห็นแฟรงค์กำลังนั่งเก้าอี้คอยเขาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์พอเขาเห็นเจสันก็เดินปรี่เข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
“เฮ้! เจสันนายปล่อยให้ฉันคอยเก้ออยู่หลายนาทีเชียวนะ?”
“อะไรกันรอแค่นิดหน่อยไม่ได้หรือยังไงกัน”
“เอ๋! อะไรกัน! ใบหน้าพิลึกกึกกือของนายนี่มันอะไรกัน เจออะไรดีๆเข้าแล้วหรือไง?”
“เงียบปาก แล้วพาฉันไปทำธุระอะไรนั่นของนายได้แล้ว”
“ฮึ! เอาเถอะ”
แฟรงค์เลิกคิ้วขึ้นแต่ก็ยอมพาเจสันไปยังลิฟต์ในอาคารแห่งหนึ่ง ทั้งสองลงมาชั้นล่างสุดก่อนที่จะพากันเดินออกมาภายในเป็ทางเดินเชื่อมไปยังประตูบานหนึ่งซึ่งปิดลงกลอนเอาไว้ตรงหน้าประตูมียามสองคนกำลังนั่งพุดคุยสัพเพเหระกันอย่างออกรสออกชาติพอเขาเห็นแฟรงค์และเจสันทั้งสองก็รีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพก่อนจะรีบกดอินเตอร์คอมหน้าประตูเขาพูดกับคนด้านในสองสามคำก่อนที่ประตูจะเปิดออกจากด้านในกลิ่นน้ำยาอะไรบางอย่างลอยฉุนกึกมาจากด้านใน
“เข้ามาสิครับ สารวัตรแฟรงค์คุณด้วยครับคุณนักสืบเจสัน”
ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องโถงสีขาวที่ดูค่อนข้างสะอาดสะอ้านตรงกลางโถงมีเตียงสีเหล็กวางเด่นหราอยู่ ข้างๆมีเครื่องไม้เครื่องมือหลายอย่างวางเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ
“เอาล่ะครับ โปรดรอสักครู่”
ชายวัยกลางคนในชุดกาวน์สีขาวเดินไปยังชั้นเหล็กขนาดใหญ่หลายชั้นก่อนจะเปิดมันออกพร้อมกับนำร่างของหญิงสาวที่ไร้ซึ่งสติและชีวิตชีวาเขาจัดแจงนำร่างไร้ิญญาของหญิงสาวมาวางบนเตียงกลางห้องในท่านอนหงาย
สถานที่นี้คือห้องชันสูตรซึ่งมีไว้ทำการชันสูตรศพของคนตายให้เรียบร้อยก่อนที่จะนำร่างไปส่งคืนให้กับญาติของผู้เสียชีวิตเบื้องหน้าของทั้งสามคือหญิงสาวผมยาวสีดำที่ใบหน้าไร้ชีวิตชีวาที่ต้นคอด้านซ้ายมีรอยแผลลากยาวไปจนเกือบจะถึงด้านขวาเสื้อผ้าที่สวมใส่ถูกย้อมไปด้วยสีแดงก่ำ มือไม้หยิกงอบ่งบอกถึงความทรมานจากาแที่ได้รับแสดงถึงการดิ้นทุรนทุรายก่อนที่เธอจะหมดลมหายใจไปอย่างน่าเวทนา
“ก็เหมือนที่ฉันได้บอกไว้ตอนที่อยู่ในลิฟต์เธอมีชื่อว่า แอนนี่ วิลตัน อายุยี่สิบเก้าปี ไม่มีอาชีพการงาน เธอถูกพบเป็ศพที่ตรอกปีเตอร์ฟิวล์ชายที่พบศพคือ จอร์น มอแกน เขาเล่าว่าในตอนที่เขากำลังทำธุระส่วนตัวอยู่แถวนั้นก็ได้กลิ่นคาวเืมาจากบริเวณแถวนั้น เขาเดินตามกลิ่นไปจนพบหญิงสาวคนนี้ซึ่งนอนสิ้นสติอยู่ในกองขยะเขาใกลัวเลยวิ่งออกมาก่อนจะรีบโทรหาตำรวจทันทีพวกเราลงพื้นที่ไปยังที่นั่นอย่างรวดเร็วก็เจอกับร่างของหล่อนตามที่จอร์นได้บอกเอาไว้เราพยายามค้นหาอาวุธในจุดเกิดเหตุและคนก่อเหตุแต่ก็ไร้วี่แวว ก็อย่างว่าคนบ้าที่ไหนที่ลงมือฆ่าคนแล้วจะมายืนรอให้ตำรวจมาจับอยู่แถวนั้นกันล่ะ!เราพยายามซักถามจากนายจอร์นแต่ก็ไม่ได้ความอะไรเพราะเขาอยู่ในอาการเมาหยำเปเลยล่ะผลการชันสูตรพบว่าหล่อนเสียชีวิตใน่ห้าทุ่มของเมื่อวานซึ่งนายจอร์นก็มีหลักฐานที่อยู่ใน่นั้นอย่างชัดเจนเราจึงไม่สามารถรั้งตัวเขาไว้ได้จึงต้องปล่อยตัวเขาไป”
“แล้วได้ตรวจดูภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณนั้นหรือยัง?”เจสันเอ่ยถาม
“แน่นอนแต่กล้องวงจรปิดบริเวณนั้นไม่มีกล้องตัวไหนใช้งานได้ซักตัวเดียวดูเหมือนจะแค่ติดตั้งเอาไว้หลอกคนเฉยๆ”
“ให้มันได้อย่างนี้สิ!”
“เพราะอย่างนั้นแหละ นี่หมอไรอันบอกผลการชันสูตรให้เจสันฟังทีสิ เผื่อเขาจะได้ข้อมูลอะไรไปบาง”
“ครับ เอาล่ะผลการชันสูตรพบว่ารอยที่อยู่ตรงต้นคอด้านซ้ายเป็รอยจากของมีคม ซึ่งเป็มีดด้ามยาวจากรอยแผล พบว่าเธอถูกมีดฟันตัดเส้นเืใหญ่ทำให้เืไหลทะลักหมดตัวจนเสียชีวิต แหละตรงหน้าผากของเธอนั้นมีรอยเืเขียนเป็ตัวอักษรซึ่งคุณคงเห็นชัดอยู่แล้ว ซึ่งมันเป็เืของผู้ตายสันนิษฐานว่าหลังก่อเหตุคนร้ายได้ใช้เืของเธอเขียนตัวอักษรบนหน้าผากของเธอก่อนที่จะหนีไปอย่างไร้ร่องรอยไม่พบแม้แต่รอยนิ้วมือของคนร้าย ซึ่งแปลว่าเขาคงใส่ถุงมือเอาไว้ก่อนก่อเหตุ ชั่งเป็คนที่ฉลาดหลักแหลมไม่เบาจากภาพรวมบอกได้ว่าเป็การฆ่าที่วางแผนเอาไว้ล่วงหน้าผลการชันสูตรก็มีแค่นี้แหละครับคุณนักสืบ”
“แล้วหล่อนไปอยู่ที่นั่นได้ยังไงกันดูเหมือนที่นั่นไม่ใช่ที่ๆคนทั่วไปจะไปเดินเล่น แถมยังเป็่เวลากลางดึกเสียด้วยมีเหตุผลอะไรทำให้เธอต้องไปแถวบริเวณนั้นกันล่ะ”เจสันถามอย่างสงสัย
“เื่นั้นน่ะเราสอบถามจากญาติผู้ตายไปแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็เส้นทางลัดขากลับบ้าน ทุกๆวันผู้ตายจะไปดื่มเหล้าของร้านแถวนั้นเสร็จแล้วจะกลับบ้านผ่านเส้นทางนั้นทุกวัน เขาให้การเอาไว้แบบนี้”แฟรงค์อธิบาย
“ความตายอย่างงั้นเหรอ”เจสันมองอักษรเืที่เขียนอย่างบรรจงเอาไว้บนหน้าผากของหญิงสาว
“อืม อ๋อ! ใช่ๆฉันลืมบอกนายไปเลยว่าเราพบศพของผู้ชายเมื่อสามวันก่อน ชื่อ จอร์น ชอร์ สภาพศพเองก็มีตัวอักษรเขียนไว้บนหน้าผากแบบนี้เหมือนกันแถมวิธีการลงมือก็เหมือนกัน แบบนี้มันจะต้องเป็ฆาตกรรายเดียวกันอย่างแน่นอน”
“อะไรนะ!เื่แบบนี้ทำไมถึงไม่บอกกันั้แ่แรกล่ะเ้าเซ่อ!”
“แหะๆ ก็บอกว่าฉันลืมยังไงล่ะโทษๆ”
“อืม....”เจสันยกมือกุมคางทำท่าครุ่นคิด
“เป็ไงพอจะได้เบาะแสอะไรบางอย่างมั้ย?”
“ถึงจะไม่มากก็เถอะ ฉันก็พอจะได้เบาะแสอะไรบางอย่างที่พอจะเป็ประโยชน์ในการสืบสวนไม่มากก็น้อยล่ะนะแต่มันก็ไม่สามารถเจาะจงถึงตัวคนร้ายได้เสียทีเดียว”
“อะไรกัน!อย่ามัวอมพะนำอยู่คนเดียวสิ!”
“ฮึ! เอาเถอะดูจากสภาพศพของเธอ คนร้ายดูจะเป็คนถนัดขวา แถมเขายังเป็คนที่ค่อนข้างจะเป็คนอารมณ์เย็นเสียด้วย”
“นายช่วยขยายความให้ฉันเข้าใจหน่อยจะได้มั้ย!?”
“นายไม่เห็นหรือยังไงกันเธอโดนฟันตรงต้นคอด้านซ้ายแปลว่าคนร้ายจะต้องใช้มือขวาถือมีดแล้วฟันเธอที่ต้นคอด้านซ้ายยังไงล่ะ ดูสิ!รอยแผลถูกลากั้แ่ต้นคอซ้ายไปยังด้านขวา ดังนั้นคนร้ายจะต้องเป็คนที่ถนัดขวาอย่างแน่นอน”
“ฉันว่านายอาจจะคิดผิดก็ได้ถ้าคนร้ายใช้มือซ้ายแล้วปาดคอเธอจากด้านหลังล่ะ? รอยแผลก็จะเป็รอยลากยาวแบบนี้เหมือนๆกันฉันว่านายควรจะคิดให้มันถี่ถ้วนก่อนจะพูดดีกว่านะ”
“นี่นายโง่หรือไง?”
“ห๊ะ!”
“ดูให้ดีๆสิ ถ้าคนร้ายใช้มือซ้ายปาดคอเธอจากด้านหลังซึ่งเขาจะต้องใช้มีดปาดคอจากด้านขวาของต้นคอไปยังด้านซ้าย ถึงมันจะคล้ายกันก็จริงแต่รอยมีดจากจุดแรกจะไม่ลึกเท่าบริเวณต้นคอด้านซ้ายหรอกนะ ถ้าคนร้ายใช้มือขวาถือมีดแล้วฟันคอเหมือนกับที่ฉันได้บอกเอาไว้รอยแผลจากจุดต้นคอด้านขวาก็จะไม่ลึกเท่ารอยลากที่เริ่มกดลึกมาทางด้านซ้ายแบบนี้ ทีนี้นายพอจะดูออกหรือยัง?”
“จะ...จริงด้วย”แฟรงค์ตรวจดูที่ต้นคอด้านซ้ายของศพก็พบว่ารอยบาดจากจุดเริ่มมันเบาบางต่างกับรอยลากไปทางด้านซ้ายที่กดลึกซึ่งตรงกับที่เจสันได้บอกไว้จริงๆ
“สะ..สุดยอดไปเลย”
“เหอะ! นี่มันก็แค่ความรู้พื้นๆเท่านั้นล่ะ”
“แล้วนายรู้ได้ยังไงกันเล่าว่าคนร้ายเป็คนที่อารมณ์เย็นกันล่ะ?”
“ก็ดูจากตัวอักษรที่หมอนั่นเขียนเอาไว้บนหน้าผากยังไงล่ะดูสิ มันเขียนอย่างบรรจงราวกับไม่ได้เร่งรีบอะไรนัก คิดดูสิ ถ้าคนคนหนึ่งลงมือฆ่าคนไปแล้วจะมีอารมณ์มานั่งเขียนอะไรบ้าๆพวกนี้กันบ้างถึงจะกล้าอย่างนั้นก็เถอะคงไม่มีเวลามาเขียนอะไรบรรจงแบบที่หมอนี่ได้เขียนทิ้งเอาไว้หรอกนะเพราะงั้นเลยสามารถบ่งบอกได้ว่าหมอนี่ต้องเป็ฆาตกรที่มีความเยือกเย็นเสียฉิบ!”
แฟรงค์มองเจสันด้วยความทึ่งกึ่งตะลึงในความสามารถในการอนุมานเหตุผลได้อย่างหมดจดถ้าไม่เห็นกับตามา ก่อน เขาคงคิดว่าเจสันนั้นคือเชอร์ล็อค โฮล์มส์ ที่กลับชาติมาเกิดอย่างไม่ต้องสงสัย
“ฉันว่าถึงจะอยู่ที่นี่ไปก็ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมนายพาฉันไปลงพื้นที่เกิดเหตุเมื่อวานหน่อยสิ เผื่อจะได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติมกว่านี้”
“แต่พวกตำรวจแบบเราตรวจดูทุกซอกทุกมุมจนหมดแล้วนะฉันว่านายคงจะไม่ได้อะไรไปมากมายกว่านี้หรอกนะ”
“เฮอะ! ทำเป็พูดดีแล้วข้อมูลที่นายพึ่งได้ไปจากฉันเมื่อกี้มันพอที่จะเป็เครื่องช่วยเตือนว่านักสืบอย่างฉันนั้นมีประสิทธิภาพกว่าพวกตำรวจทั้งกรมอีกนา? หรือว่าไม่จริง”
แฟรงค์ทำหน้าเบ้ที่โดนอีกฝ่ายสบประมาทแต่ก็เป็ความจริงที่ไม่อาจขัดแย้งได้ ทำต้องจำใจพาเจสันมาที่รถปอร์เช่356 A สีดำซึ่งจอดอยู่ที่ลานจอดรถเขาขับรถพาเจสันไปยังสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมซึ่งตอนนี้ไม่มีตำรวจคอยเฝ้าอยู่ในที่เกิดเหตุมีเพียงเทปที่ติดห้ามคนเข้าออกเท่านั้น
เจสันเดินนำหน้าแฟรงค์ตรงมายังตัวถังขยะที่พบศพของหญิงสาวนอนจมกองเือยู่บัดนี้มีเพียงกองเืซึ่งแห้งตัวเรียบร้อย แต่ความสยดสยองก็ไม่อาจมลายหายไปได้อย่างหมดจด
“ตรงนี้สินะ”
เจสันก้มลงมองไปยังบริเวณโดยรอบมองซ้ายที ขวาที ขยับไปด้านหน้า ถอยมาด้านหลัง กระทำแบบนี้เป็เวลาสินาทีก่อนจะเดินไปหยุดตรงบริเวณที่มีรอยโคลนซึ่งมีรอยเท้าปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด
“นี่ไม่ใช่รอยเท้าของเหยื่อ”
“ใช่เรานำรอยเท้าตรงนี้ไปเทียบกับรองเท้าของเหยื่อและคนพบศพ ปรากฏว่าไม่ตรงกันดูจากรอยเท้านี้แล้วสันนิษฐานว่าคงจะเป็รอยเท้าของคนร้ายซึ่งเป็รอยเท้าของรองเท้าผู้ชาย คนร้ายจะต้องเป็ผู้ชายอย่างแน่นอน”
“อืมดูเหมือนจะเป็ผู้ชายวัยกลางคนที่เท้าค่อนข้างใหญ่และค่อนข้างสูงยาวแต่รูปร่างค่อนข้างผอมพอๆกับนายไม่ผิดแผก ทำไมถึงทำหน้าไม่เชื่อใจกันแบบนั้นล่ะ?”
“ฉันคิดว่านายกำลังอำฉันเล่นอยู่แน่ๆ”
“เพราะอย่างนี้ไงฉันเลยบอกว่าพวกตำรวจกับฉันนั้นค่อนข้างที่จะห่างชั้นกันเยอะพอตัวอะแฮ่ม!เอาเถอะเดี๋ยวจะอธิบายให้นายฟังแล้วกันนายคงเอารูปสถานที่เกิดเหตุคดีก่อนมาด้วยใช่มั้ย ขอบใจ เอาล่ะจากรูปของคดีก่อนกับคดีนี้ รอยเท้าของคนร้ายนั้นเหมือนกันและลักษณะก็ตรงกันกับที่ฉันได้บอกไว้”
“ฮึ่ม!..”แฟรงค์เลิกคิ้วขึ้นแต่ก็ยอมให้เจสันอธิบายต่อ
“ที่ฉันบอกว่าคนร้ายเป็ชายวัยกลางคนเพราะว่าดูจากรอยรองเท้านั้นแล้งมันเป็รองเท้ารุ่นเก่าซึ่งคงจะไม่มีวัยรุ่นที่ไหนเขาจะนิยมใส่กันหรอกนะแถมยังเป็รองเท้าที่ไม่เหมาะสำหรับคนแก่อีกด้วย ต่อไปก็ความสูงนายลองสังเกตตรงรอยเท้าตรงหน้าให้ดีๆสิ่ก้าวจากตรงนี้ไปยังตรงนี้มันค่อนข้างที่จะห่างกันเยอะ แปลว่าคนร้ายจะต้องสูงราวๆ185เซนขึ้นไปอย่างแน่นอนแล้วก็รูปร่าง ที่บอกว่ารูปร่างค่อนข้างผอมเพราะว่าดูจากรอยเท้าแล้วมันตื้นไม่เหมือนกับรอยเท้าของฉันซึ่งมันค่อนข้างลึกกว่ากันมากแสดงว่าคนร้ายจะต้องเป็คนที่ผอมเหมือนๆกับนายอย่างแน่นอน”
“ถึงฉันจะพูดไปแล้วสักกี่รอบก็เถอะแต่ยังไงนายมันก็สุดยอดไปเลยจริงๆเจสัน”
“มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรขนาดนั้นฉันว่านายควรจะเริ่มจากการสอบถามบุคคลใกล้ชิดของเหยื่อว่ามีความขัดแย้งกับใครบ้างเป็อย่างแรกจากนั้นก็นำคำอนุมานที่ฉันเคยบอกไว้ไปเปรียบเทียบกับคนพวกนั้นว่าใครมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันบ้างมั้ยจากนั้นก็นำมาสอบสวน ฉันว่ามันคงลดเวลาในการงมหาเข็มในมหาสมุทรของพวกตำรวจแบบนายได้อย่างแน่นอน”
“ฉันก็ขอบใจนายอยู่หรอกนะ แต่มันจะดีมากเลยล่ะถ้านายไม่พูดจาเหน็บแหนมแถมมาด้วยแบบนี้ได้ยินแล้วมันรู้สึกเจ็บจี๊ดจริงๆ!”