หลังจากนั่งโคจรพลังผ่านไปราวจิบชา ตันเถียนของซูเยว่ก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น มีกระแสพลังปราณจากมิติ หลั่งไหลเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง
เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างของนาง เต็มไปด้วยกลิ่นเน่าเหม็นสกปรกดำ ไหลออกมาจากร่างกาย แม้แต่ตัวนางเองยังเหม็น จนทนนั่งต่อไปไม่ไหว
“จะไปล้างตัวที่ไหนดี ถ้าลงไปในบ่อที่ใส่สะอาดแบบนั้น มันจะไม่สกปรกไปด้วยหรือ” นางพูดจบ ร่างกายเหมือนถูกถีบ กลับลงไปในบ่ออีกครั้งหนึ่ง
ตูม ซ่าาา!
คราวนี้นางไม่ใเหมือนครั้งแรก ตั้งใจอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด “ดีนะน้ำตรงนี้ไม่ได้ใช้ดื่มกิน เอ๊ะ! แต่ก็ดูแปลก ร่างกายเราที่สกปรก แต่น้ำยังกับสะอาดใสเหมือนเดิม”
ซูเยว่รีบขึ้นมาจากน้ำ ตรวจดูพลังของตัวเอง “ร่างกายร้อนวูบวาบแบบนี้ ต้องเป็ธาตุไฟเป็แน่ แสดงว่าคนในตระกูลทั้งหมดธาตุไฟ ไม่สิเราไปได้เป็คนในตระกูลนั้นแล้ว”
หลังจากโคจรพลัง แล้วส่งพลังทั้งหมดมาที่ปลายนิ้ว พรึ่บ! “มีไฟแล้ว ถึงจะน้อยนิดก็เป็ไฟ แค่นี้น่าจะก่อไฟได้แล้ว ต้องรีบกลับออกไปหาท่านแม่”
เปรี๊ยะ! เสียงดังมาจากกองไฟ ที่ลุกไหม้ ซูเยว่เอาผ้าที่ห่อตัวมารดา ออกมาตาก รวมถึงเสื้อผ้าที่อยู่ในห่อ ทุกอย่างเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ นางเอาน้ำพุิญญาในน้ำเต้า ให้มารดากินเพิ่ม และเช็ดหน้าตาให้
“รอเสื้อผ้าพวกนั้นแห้ง ท่านแม่จะได้เปลี่ยนเสื้อผ้าพวกนี้ออก”
“ซูเยว่ลูกแม่ ที่นี่คือที่ไหน?” เสียงอันแ่เบาและแหบแห้ง ของผู้เป็แม่ดังขึ้น กระนั้นเหมือนเสียง์ ที่ทำให้นางดีใจ แม่ที่นอนป่วยแน่นิ่ง เดินทางมาพร้อมกับสายฝน ที่ตกอย่างหนักหน่วง
“ท่านแม่ท่านฟื้นแล้ว หรือเ้าค่ะ? ดูเหมือนตัวของท่านจะเย็นลงแล้ว” ซูเยว่รีบเข้าไปหาผู้เป็แม่ แตะหลังมือไปที่หน้าผาก
“ข้าดีใจจังเลยที่ท่านแม่รู้สึกตัวแล้ว ตอนนี้เราอยู่ที่อารามร้าง ข้าไม่รู้ว่ามันคือที่ใดเ้าค่ะ ท่านแม่รู้สึกอย่างบ้าง กินน้ำพุิญญานี้เพิ่มไปอีกสักหน่อยเถอะเ้าค่ะ!”
“น้ำพุิญญาอย่างนั้นหรือ! เ้าเอามาจากที่ไหนกัน?”
“จากปิ่นปักผม ที่ท่านแม่ให้ข้ามาเ้าค่ะ!”
“ในที่สุด ความอดทนของแม่ก็เป็ผลของสำเร็จ ปิ่นปักผมยอมรับลูกแล้ว แต่มันอันตราย เราต้องหนีออกไปจากที่นี่ให้ไกล”
“ได้เ้าค่ะ แต่ตอนนี้ท่านแม่เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน รอให้สว่างเราจะออกไปจากที่นี่”
“ท่านแม่มีของที่ดีขนาดนี้ ทำไมถึงไม่หนีออกจาก จวนนรกแห่งนั้นมาล่ะเ้าค่ะ ทนอยู่ทำไมกัน!”
“ทีแรกอยู่ก็เพื่อลูก แม่ตั้งใจให้เ้าโตขึ้นอีกสักหน่อย แต่…ไม่รู้ว่าคนพวกนั้น วางแผนอะไรกัน ร่างกายแม่ถึงหมดแรงลงทุกวัน จนไม่มีเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นทำสิ่งใด หัวสมองตื้อตันคิดอะไรไม่ออก ตลอดเวลามีแต่ความรู้สึกง่วง แล้วอยากนอนเท่านั้น ร่างกายถึงได้อ่อนแอ และมีอาการเจ็บป่วยตามมา”
“ร่างกายของท่านแม่โดนพิษไหมเ้าคะ รอให้ข้าศึกษาตำราในมิติให้ดีก่อน ข้าจะรักษาท่านเอง ตอนนี้ท่านพักผ่อนก่อนเถอะเ้าค่ะ ข้างนอกฝนยังตกอยู่ ไว้พรุ่งนี้ฝนหยุดแล้ว เราค่อยออกเดินทาง”
เพราะน้ำพุิญญา ทำให้ทั้งสองคนไม่หิว ซูเยว่นั่งมองมารดาที่หลับลึก หลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกออกจากตัวแล้ว ร่างกายซูบผอม ก่อนหน้านี้ นางทำงานมาตลอด จากการกดขี่ข่มเหง ของผู้หญิงคนนั้น โดยมีอดีตผู้เป็พ่อ ไม่ได้ดูดำดูดี แถมยังให้ท้ายและสนับสนุนอีก
ั้แ่ซูเยว่จำความได้ แม่ทำงานเยี่ยงทาส ตัวนางเองก็ไม่ต่างกัน เหมือนเป็ลูกทาส ถูกใช้งานสารพัด หนังสือไม่ได้เรียน เสื้อผ้าต้องรอของเก่า จากพี่สาวต่างมารดา
ทีแรกเข้าใจว่าแม่เป็ภรรยารอง แต่ฟังจากพวกบ่าวไพร่พูดกัน แม่ของนางเป็ภรรยาแต่งเข้ามา แต่เหตุการณ์ทำไมถึงเป็แบบนี้ “เฮ้อ! ถือว่าหนีออกได้แล้ว หวังว่าชาตินี้ คงจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันอีก”
รุ่งเช้าเริ่มมีแสงแดดสาดส่องไปทั่วอารามร้าง ฝนที่ตกกระหน่ำทั้งคืน หยุดลงก่อนฟ้าสาง ซูเยว่ลากรถเข็น ที่ยังมีร่างของแม่นั่งอยู่ ถึงจะมีน้ำพุิญญา แต่ร่างกายที่เจ็บป่วยมานาน อยากที่จะลุกขึ้นมาเดินและแข็งแรง เหมือนเดิมได้
“ท่านแม่ หรือว่าเราจะหาที่หลบซ่อนตัว แถวนี้ไปสักพักหนึ่งก่อน พอมีตำลึงแล้วเราค่อยออกเดินทางต่อ”
“แบบนั้นก็ได้ แต่ขอให้ไกล จากที่นี่ไปอีกหน่อยเถอะ”
ซูเยว่ใช้แรงที่มีลากรถเข็น ไปตามทางที่รก และมีแต่หินก้อนเล็กก้อนน้อยตลอดทางเดิน ั้แ่เช้าจนถึงเที่ยง ไม่เจุ์หน้าไหน เดินสวนทางแม้แต่ผู้เดียว
“ท่านแม่ข้าว่าแถวนี้ อยู่นอกเมืองแล้ว ไม่จำเป็ต้องกลัวคนพวกนั้น ท่านไม่เห็นหรือว่า เราเดินทางมาตั้งนาน ไม่มีใครเดินสวนทางเลย พื้นที่ก็เริ่มจะเป็ป่า เราหาที่พักแถวนี้ก่อนไหมเ้าค่ะ!”
“ถ้าอย่างนั้นก็หาที่พักเป็ถ้ำ เพราะเราสร้างที่พักเองไม่ได้”
ซูเยว่มองหาถ้ำที่แม่บอก ตามทางที่ลากรถเข็นผ่าน แต่ไม่มีให้เห็นเลย นางกลัวแม่จะเจ็บเนื้อตัว จากแรงกระแทกของรถเข็น จึงจอดรถไว้ใต้ร่มไม้
“ท่านแม่รอสักครู่ ข้าขอไปทำธุระส่วนตัวก่อน!”
ซูเยว่เดินออกมาลับตาผู้เป็แม่ได้ ก็วิ่งหาที่พัก เพราะอีกไม่กี่ชั่วยามก็จะมืดแล้ว “ไม่มีถ้ำก็น่าจะมีบ้านเรือนของชาวบ้านบ้าง คนชั่วพวกนั้น ส่งข้าและแม่มาไว้ที่ไหน ของแคว้นกันแน่”
นางวิ่งจนเหนื่อยหอบกลับมาที่เดิม ไม่เจอทั้งบ้านและถ้ำ “ท่านแม่ไปกันเถอะ เราจะเดินทางไปหาที่พัก จากควันไฟที่เห็นข้างหน้า ข้าไม่กลัวใครจะเห็น หรือมาเจอทั้งนั้น”
“พักในป่าอันตรายยิ่งกว่า มีชาวบ้านอยู่คนพวกนั้น คงจะไม่มาทำอะไรเรา แล้วอีกอย่างพวกเขา ก็ตัดเราสองแม่ลูกออกจากตระกูลแล้ว”
ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วยาม ซูเยว่ก็มาถึงหมู่บ้านม่านหมอก ที่ดูมีพื้นที่กว้าง บ้านแต่ละหลังกระจายกันอยู่ ตามแนวเขา นางเดินถามทาง ไปบ้านผู้นำเพื่อถามเื่ที่พัก
“หมู่บ้านเราไม่มีคนแปลกหน้า เข้ามานานพวก เ้าหลงมาจากที่ไหนกัน” ชายวัยกลางคนอายุประมาณหาสิบปี รูปร่างของผอมสูง หน้าตาดูเป็คนจิตใจดี
“ไม่รู้เหมือนกันเ้าค่ะ เมื่อคืนฝนตกหนัก ข้าและแม่ที่ตามหลังพวกญาติมา เลยพลัดหลงกัน เมื่อคืนเราพักอยู่ที่อารามร้าง และพากันเดินมาถึงนี่แหละเ้าค่ะ!”
“โอ้! จากอารามร้างมาถึงที่นี่ ราวยี่สิบลี้ เ้าเข็นแม่ที่ป่วยจนเดินไม่ได้ มาถึงนี่เลยรึ บ้านแถวนี้ไม่มีว่างเลย”
“ไม่มีเลยหรือเ้าค่ะ พวกเราขอแค่อาศัยพักชั่วคราวเท่านั้น พอท่านแม่แข็งแรงก็จะเดินทางต่อไป”
“จะว่ามีก็มี แต่มันอยู่ติดกับเขาเลย ตรงนั้นมีสัตว์ป่ามาอาละวาดบ่อย เ้าของบ้านเลยปล่อยทิ้งไว้ แล้วไปอยู่ในเมืองแล้ว เขาฝากข้าขายให้ เ้าสนใจไหมล่ะ ถ้าเ้าสนใจข้าจะพาไปดู ราคาไม่แพงหรอก”
“ข้าสนใจเ้าค่ะ แต่ว่า! ตำลึงไม่ได้อยู่กับข้าสองแม่ลูก ท่านให้เวลาข้าตามหาญาติ แล้วเอาตำลึงมาจ่ายได้ไหม ท่านไม่ต้องกลัวว่าข้าจะโกงหรือหนี รบกวนพาข้าไปดูบ้านด้วยเถอะเ้าค่ะ”
“เื่นั้นข้าไม่ได้กลัวอยู่แล้ว ยังไงเสียเ้าก็คงยกบ้านหนีไปไม่ได้ ตามข้ามา ข้าจะพาไปดูเดี๋ยวนี้เลย ก่อนที่จะมืดค่ำเสียก่อน”
ซูเยว่ลากรถเข็น ที่ตอนนี้เริ่มมีเสียงเอี๊ยดอ๊าด เพราะความเก่าและใช้งานมานาน ตามผู้นำหมู่บ้าน มาไกลราวสองลี้ ถึงเห็นบ้านไม้ชั้นเดียว ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ล้อมรั้วไว้อย่างดี
“ท่านผู้นำบ้านหลังนี้ ล้อมรั้วเอาไว้เป็อย่างดี ยังมีสัตว์ป่า มารบกวนอีกหรือเ้าคะ!”
“เ้าของบ้านมาแจ้งเื่ไว้แบบนี้ คงจะถูกรบกวนนั่นแหละ ถ้าเ้าถูกใจก็หาตำลึงมาจ่าย ข้าให้เวลาสิบวัน เ้าตามหาญาติให้เจอล่ะ”
ผู้นำหมู่บ้านพาเปิดประตูเข้าไปข้างใน ที่เริ่มมีหญ้าขึ้นรกสูงถึงเอว แต่ตัวบ้านที่เป็ไม้เนื้อดี ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ทุกอย่าง มีโต๊ะตู้เตียงอย่างดีตั้งไว้
“ข้าถูกใจบ้านหลังนี้เ้าค่ะ เ้าของบ้านขายเท่าไหร่หรือ ข้าจะได้รีบไปตามญาติ เอาตำลึงมาใช้หนี้”
“ไม่แพงหรอกแค่ สิบตำลึงทองเท่านั้น พื้นที่รอบบ้าน ก็สิบหมู่เข้าไปแล้ว”
“ตกลงเ้าค่ะ สิบตำลึงทอง มีเวลาสิบวัน ต้องทำสัญญาก่อนไหมเ้าค่ะ!”
“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวก็จะมืดแล้ว ไว้ให้เ้าหาตำลึงมาก่อน ค่อยตกลงทำการซื้อขายกัน ต้นหญ้าอาจจะรกไปสักหน่อยนะ มีบ่อน้ำอยู่ตรงโน้น หากเ้า้าจะใช้น้ำ มันถูกปิดไว้อย่างดี”
“ขอบคุณท่านผู้นำมากเ้าค่ะ ข้าต้องรีบทำความสะอาดบ้านแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอตัวกลับก่อนแล้ว” เขามองสองแม่ลูกด้วยความสงสาร จะให้ช่วยยกตัวคนป่วย ขึ้นบ้านก็ไม่ได้ เขาไม่ใช่หมอ ไปแตะต้องตัวหญิงอื่นย่อมไม่ดีทั้งสองฝ่าย
ซูเยว่รีบลากรถเข็นเข้าบ้าน ที่ยกพื้นสูงขึ้นมาจากพื้นดิน ประมาณเอวของนางได้ นางใช้เศษผ้าที่ห่อเสื้อผ้าเก่าอยู่ด้านใน ออกมาเช็ดถูเตียงนอน แล้วพยุงแม่ลงจากรถ
“ท่านแม่ ค่อยๆ เดินตามข้า ท่านเดินไหวไหม ถ้าไม่ไหวข้าจะอุ้มขึ้นไป” ถึงจะกินน้ำพุิญญาไป หลายรอบแล้ว แต่ร่างกายยังไม่ฟื้น ซูเยว่ประคองเดิน เพราะดูเหมือนแม่ไม่อยากให้อุ้ม
“คืนนี้เราจะนอนกัน แบบนี้ไปก่อนนะเ้าคะ ให้เช็ดทำความสะอาดทั้งหลังคงไม่ทัน นั่งรถเข็นมาตั้งนาน คงจะเจ็บตัว ขึ้นมาบนเตียงนี้ก่อน”
“แค่นี้ก็ดีแล้ว แม่ทนได้ เป็เ้าสิต้องลำบาก ลากแม่มาทั้งวัน เ้าเองก็พักผ่อนเถอะ เหนื่อยมามากแล้ว”
"ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะท่านแม่ ตอนนี้ยังไม่มืด ข้าอยากไปสำรวจรอบบ้านดูก่อน พวกเขาน่าจะทิ้งมีดหรือของมีคม ไว้ที่ห้องครัวบ้าง"
ซูเยว่เดินมาดูที่ห้องครัว ที่มีหยากไย่อยู่เต็มไปหมด มีเตาใช้ทำอาหารอยู่สามเตา กระทะใบใหญ่หนึ่ง หม้อดินสำหรับใส่ข้าวสารอาหารแห้ง และถังสำหรับใส่น้ำไว้ใช้
‘มีดอยู่ไหน ข้าจะเอามาตัดหญ้า รอบบ้านสักหน่อย บ้านหลังนี้ซื้อไว้ก็ไม่เลวหลอก’ หาจนทั่วห้องครัวไม่เจอมีด
‘หรือจะเก็บไว้ที่อื่น พวกเขาต้องมีอุปกรณ์ ตัดหญ้าหรือปลูกผักบ้างสิ มีพื้นที่กว้างขวางขนาดนี้’ ซูเยว่เดินนอกบ้านไม่เจอสิ่งใด เลยเปลี่ยนใจเดินเข้ามาดูห้องว่างอีกห้อง
‘เช็ดทำความสะอาดห้องนี้ เพื่อนั่งโคจรพลัง’ มือของเด็กสาว ที่เล็กบางเหมือนเด็กอายุสิบขวบ ทั้งที่อายุสิบห้าแล้ว เป็เพราะว่าขาดสารอาหารมานาน
หลังจากเช็ดทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ขณะกำลังที่จะนั่งลง ‘เราจะนั่งอยู่ตรงนี้ทำไม ในเมื่อเรามีมิติ ที่มีพลังปราณมากมาย’ ซูเยว่แอบเดินมาดูห้องแม่ เห็นว่านอนหลับลึกไปแล้ว ร่างของนางหายเข้ามาในมิติ