บทที่11 แสงสว่างแห่งความหวังต่อชีวิตและการประชุมโลก
ในวินาทีที่โสตประสาทของหลินเฟิงสามารถแปลความหมายจากเสียงร้องอันหวาดกลัวของ "วานรวารี" ได้สำเร็จ... ปาฏิหาริย์ที่แท้จริงก็บังเกิด!
ไม่ใช่แค่การรับรู้ผ่านสายตาหรือเสียงอีกต่อไป แต่ร่างของพระเ้าฝึกหัดกระตุกเฮือก! เขาเบิกตากว้างเมื่อััได้ถึง "กระแสพลังงานชีวิต" อันบริสุทธิ์มหาศาลที่ตีกลับมาจากโลกจำลอง
มันทะลักผ่านมิติพุ่งตรงเข้าสู่ิญญาและร่างกายของเขาเป็ครั้งแรก!
[ ติ๊ง! ] หน้าต่างระบบเรืองแสงปรากฏขึ้นพร้อมเสียงแจ้งเตือนที่ดังก้องในหัว
[ แจ้งเตือน ตรวจพบสิ่งมีชีวิตบรรลุระดับสติปัญญาเบื้องต้น การก้าวะโทางวิวัฒนาการสำเร็จ!]
แม้มันจะเป็เพียงสติปัญญาที่เทียบเท่ากับเด็กทารก แต่นี่คือรอยต่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างเดรัจฉานกับสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา! และรางวัลแห่งการก่อกำเนิดอารยธรรมนี้ ก็ได้มอบผลตอบแทนที่หลินเฟิงโหยหาที่สุด
กระแสพลังงานลึกลับไหลเวียนไปทั่วทุกอณูเื หลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก... ความเ็ปทรมานจากเซลล์มะเร็งระยะสุดท้ายที่เคยกดทับหน้าอกและกัดกินเขาทุกลมหายใจ กลับทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์!
“ความรู้สึกนี้มัน...” หลินเฟิงพึมพำ ดวงตาสั่นไหว เขาค่อยๆ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมา กำและแบสลับกันเพื่อทดสอบความรู้สึก
เขาััได้ถึงพละกำลังที่เอ่อล้นทะลักทะลวงเซลล์ที่เสื่อมสภาพ “ดูเหมือนว่าพลังชีวิตจากสติปัญญาของพวกมัน... จะช่วยชะลอการลุกลามของมะเร็งได้!”
แม้จะรู้ดีว่าพลังนี้อาจยังไม่สามารถรักษาเขาให้หายขาดได้ในทันที แต่มันสามารถต่อต้านการเน่าเปื่อยและ "ยืดอายุขัย" ของเขาออกไปได้อีกพักใหญ่! นี่คือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่เขาตามหามาตลอด!
สายตาของหลินเฟิงที่ทอดมองลงไปยังกลุ่มวานรทั้งสามสายพันธุ์ บัดนี้มันแปรเปลี่ยนเป็ความหวังอันแรงกล้าและศรัทธาอันเปี่ยมล้น
เผ่าพันธุ์วานรทั้งสามที่ต่ำต้อย ขี้ขลาด และอ่อนแอที่สุดในห่วงโซ่อาหารกลุ่มนี้... คือ "พระผู้ช่วยให้รอด" ของเขา!
เข้าสู่วันที่หกของการเป็พระเ้าฝึกหัด... ทว่าโลกจำลองกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อสายพันธุ์ที่มี "สติปัญญา"ถือกำเนิดขึ้น กฎเกณฑ์ของจักรวาลก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
[ ติ๊ง! แจ้งเตือนจากระบบ ]
[ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตบรรลุระดับสติปัญญา ฟังก์ชัน 'เร่งเวลาขั้นสูงสุด' จะถูกจำกัดการใช้งาน เพื่อป้องกันการพังทลายของห้วงความคิดและจิติญญาของสิ่งมีชีวิต ]
หลินเฟิงขมวดคิ้ว เขาไม่สามารถกดข้ามเวลาทีละหลายล้านปีได้ง่ายๆ อีกแล้ว เพราะสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญามีความซับซ้อนเกินกว่าจะปล่อยให้เติบโตแบบทิ้งขว้าง ทว่า... ในข้อจำกัดนั้น ระบบกลับปลดล็อกพลังที่ทรงอำนาจที่สุดมาให้เขา
[ ปลดล็อกความสามารถใหม่: [ การแทรกแซงโลกจำลอง (Divine Intervention) ] โฮสต์สามารถส่งตัวตนหรือพลังลงไปแทรกแซงสิ่งมีชีวิตได้โดยตรง... แต่จงจำไว้ ทุกการแทรกแซงมี 'ราคา' ที่ต้องจ่ายอย่างเท่าเทียม! ]
หลินเฟิงจ้องมองหน้าต่างระบบด้วยความตื่นเต้นปนระแวง เขาไม่ได้เป็แค่ผู้ชมที่คอยเร่งเวลาอีกต่อไป แต่เขาสามารถก้าวลงไป "เล่น" ในกระดานนี้ได้แล้ว!
ตัดภาพกลับมาที่โลกความจริง
"วี้ หว่อ! วี้ หว่อ! วี้ หว่อ!"
เสียงไซเรนเตือนภัยระดับสูงสุดดังก้องกังวานไปทั่วทั้งฐานทัพลับทางทหาร แสงไฟฉุกเฉินสีแดงอาบชโลมทางเดินและห้องโถงให้กลายเป็สีแห่งอันตราย
ภายในห้องประชุมบัญชาการรบ (War Room)
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะบีบหัวใจให้แตกสลาย
เหล่าผู้บัญชาการทหารสูงสุด ระดับนายพล ผู้พัน และเสนาธิการจากทุกเหล่าทัพ ต่างยืนล้อมรอบโต๊ะ
โฮโลแกรมที่ฉายภาพลูกโลกสีฟ้า... ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วย "จุดสีแดง" กระพริบเตือนอยู่ทั่วทุกมุมโลก
"รายงานสถานการณ์เดี๋ยวนี้!" ผู้บัญชาการสูงสุดกระแทกเสียงถาม ใบหน้าเคร่งเครียดจนเห็นเส้นเืปูดโปน
"ท่านครับ! เปลือกโลกทั่วโลกกำลังขยับตัวพร้อมกันอย่างผิดธรรมชาติ!" นายทหารยศพันเอกรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
"และจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวใต้น้ำครั้งล่าสุด... อยู่ที่ทางใต้ของทวีป ตรงกับตำแหน่งของ ร่องลึกก้นสมุทรที่ลึกที่สุดในโลก พอดีครับ!"
ภาพบนจอโฮโลแกรมซูมเข้าไปที่ใจกลางมหาสมุทร ทว่าภาพที่ได้กลับบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยสัญญาณรบกวน
"ทำไมเ้าไม่ภาพถ่ายดาวเทียมที่ชัดเจนกว่านี้?
“ส่งเครื่องบินสอดแนมลงไป!"
"เราส่งไปไม่ได้แล้วครับท่าน " เสนาธิการทหารแย้งขึ้นทันที
"สนามแม่เหล็กเหนือร่องลึกนั้นแปรปรวนขั้นวิกฤต! เครื่องบินรบสองลำแรกที่ส่งไป ระบบนำร่องล้มเหลว เครื่องยนต์ดับกลางอากาศและร่วงลงทะเลไปแล้ว! ไม่มีไครรอดกลับมา ตอนนี้มันกลายเป็ 'เขตแดนมรณะ' ที่ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าไปใกล้!"
“ นั่นหมายความว่าไม่มีคนไปช่วยพวกเขา ทิ้งพวกเขาที่เข้าไปให้รอความตายอยู่ที่นั่นอย่างสิ้นหวังงั้นเหรอ !! ” ปึ้ง เสียงตบโต๊ะดังสนั่น ผู้บัญชาการกล่าวด้วยความไม่พอใจ
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องประชุม
“เราไม่มีทางเลือก ท่านผู้บัญชาการ ‘ฉิน’ ” หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ
“การส่งกองกำลังเข้าไปในเขตสนามแม่เหล็กแปรปรวนระดับวิกฤต มันไม่ใช่การช่วยเหลือ แต่คือการเอาทรัพยากรไปทิ้ง เราไม่อาจเสี่ยงสูญเสียไปมากกว่านี้”
คำตอบนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง!
ผู้บัญชาการพุ่งตัวไปข้างหน้า ชี้หน้าพวกระดับสูงด้วยความเดือดดาล
“ทรัพยากรงั้นรึ!? พวกเขาไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้ากระดาษ! พวกเขาคือพวกพ้อง! คือประชาชนของเราที่กำลังรอคอยความหวังอยู่ท่ามกลางความตาย!
“ ต่อให้ผมต้องแลกด้วยเรือรบอีกกี่สิบลำ หรือต้องเอาเครื่องบินรบไปทิ้งอีกกี่ร้อยฝูง... ผมก็จะส่งคนไปลากคอพวกเขากลับมาให้ได้!!”
ความกดดันในห้องพุ่งทะยานทะลุเพดาน อุดมการณ์ของชายชาติทหารที่ยึดมั่นในคำสัตย์ "จะทิ้งใครไว้ข้างหลัง"กำลังปะทะเดือดกับความเืเย็นของผู้มีอำนาจ
“ผมไม่อนุญาต!” ตัวแทนระดับสูงตบโต๊ะสวนกลับทันที เถียงชนฝาอย่างไม่ยอมลดละ “ในฐานะสภาความมั่นคง ภารกิจกู้ภัยที่ไร้โอกาสสำเร็จนี้... ถูกยกเลิก!
ห้องประชุมตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดขั้นสุด การโต้เถียงดำเนินไปอย่างดุเดือดโดยไม่มีใครยอมถอยให้ใคร... ทว่าในขณะที่พวกเขากำลังทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงอำนาจการตัดสินใจ ไม่มีใครในห้องนั้นรู้เลยว่า เวลาของนักบินที่ร่วงหล่นลงไปในเขตแดนมรณะ... กำลังจะหมดลง!
ท่ามกลางเสียงตะคอกและบรรยากาศที่เดือดดาลแทบจะลุกเป็ไฟ ประตูห้องประชุมบัญชาการรบก็ถูกเปิดออก...
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังเป็จังหวะหนักแน่นและเยือกเย็น ทุกสรรพเสียงในห้องเงียบลงชั่วขณะ หญิงสาวในชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบก้าวเข้ามาในห้อง ท่าทีของเธอสงบนิ่งอย่างสมบูรณ์แบบ ขัดกับความวุ่นวายรอบด้านอย่างสิ้นเชิง
เธอใช้ข้อมือดันขอบแว่นตาทรงสี่เหลี่ยมให้เข้าที่ด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ ในมือถือแฟ้มเอกสารประทับตราลับสุดยอด
เธอไม่ใช่แค่นักการเมือง... แต่เธอคือ "ตัวแทนระดับประเทศ" ผู้ถือสิทธิ์ขาดจากการประชุมสุดยอดผู้นำโลก (Global Summit)
เธอเดินมาหยุดที่หัวโต๊ะโฮโลแกรม กวาดสายตามองผู้บัญชาการทหารและเหล่านายพลด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยปาก... และคำพูดของเธอไม่ใช่การขอความเห็น แต่มันคือ "คำตัดสิน" ที่ชี้ชะตาภัยคุกคามของมนุษยชาติ!
“มติจากที่ประชุมผู้นำโลกตกลงกันแล้ว... สถานการณ์ในตอนนี้ ถือว่า 'ยังอยู่ภายใต้การควบคุม'” น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่ทรงพลังจนสะกดทุกคนในห้อง“
“นี่คือข้อตกลงร่วมกันเพื่อรับมือวิกฤติ: ข้อแรก... ทุกประเทศมหาอำนาจจะส่งนักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้า ประเทศละสองคน เพื่อลงพื้นที่วิจัยปรากฏการณ์นี้ร่วมกัน”
เธอปรายตามองผู้บัญชาการทหารที่กำลังกำหมัดแน่น ก่อนจะพูดประโยคที่ไร้ความปรานีที่สุดออกมา
“ข้อสอง... ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก และความสูญเสียที่เกิดขึ้น จะต้องถูกเก็บเป็ 'ความลับสูงสุด' ห้ามแพร่งพรายให้ประชาชนรู้เด็ดขาดเพื่อหลีกเลี่ยงความตื่นตระหนกระดับโลก
“ และข้อสุดท้าย... ทุกข้อมูลใหม่ที่ค้นพบ จะต้องถูกแชร์ร่วมกันในฐานข้อมูลกลาง ห้ามประเทศใดปิดบังซ่อนเร้น!”
พูดจบ หญิงสาวก็วางแฟ้มเอกสารข้อตกลงนั้นลงบนโต๊ะโฮโลแกรมด้วยท่าทีเฉียบขาด ไร้ซึ่งความลังเล เธอไม่รอฟังคำคัดค้านใดๆ
หมุนตัวหันหลังและเดินก้าวเดินออกจากห้องไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้บรรดานายทหารระดับสูงต้องกลืนเืและยอมรับมติโลกที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องปิดตาประชาชน!