โฉมสะคราญค่อยๆ หันกายไปทางต้นเสียง นัยน์ตาสีน้ำตาลหวานล้ำเบิกกว้างอย่างไม่รู้ตัวใบหน้าพลันเห่อร้อนราวกับคนต้องพิษไข้ หัวใจของนางแทบจะกระดอนออกมาจากอก ชายที่นางอธิษฐานถึงอยู่ห่างไปเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น
“ฉินอ๋อง เป็นท่านได้อย่างไร”
“ทำไม ผิดหวังหรือที่เห็นหน้าเปิ่นหวาง” มู่เลี่ยงหรงปรากฎกายออกจากเงามืด
แสงจากโคมส่องกระทบจนเห็นใบหน้าของเขาได้ถนัดชัดเจนวันนี้ท่านอ๋องหนุ่มไม่ได้แต่งกายเต็มยศดั่งเช่นวันวาน ไม่มีกวานทองบ่งบอกฐานะเขาสวมเพียงอาภรณ์สีฟ้าทำให้ดูอ่อนโยนลงมากแต่ก็ยังคงฉายรัศมีสูงส่งซึ่งไหลเวียนอยู่ในสายเลือดแห่งมังกรออกมาอยู่ดี
“มิได้เพคะ หม่อมฉันเพียงตกใจเท่านั้น ไม่คาดคิดว่าจะพบท่านอ๋องที่นี่”นางตอบเสียงเบา มือชื้นเหงื่อกำเครื่องรางแน่น ภายในใจตื่นเต้นเหลือประมาณ
มู่เลี่ยงหรงหยุดยืนห่างจากเยี่ยนเยว่ฉีเพียงเล็กน้อยร่างสูงตระหง่านทำให้รู้สึกว่าตัวของนางช่างเล็กจ้อย
“อธิษฐานเสร็จแล้วก็ต้องผูกเครื่องรางกับต้นไม้ มิเช่นนั้นจะไม่ได้ผลนะ”ท่านอ๋องหนุ่มกลั้วหัวเราะ ในตาสีนิลส่องประกายหยอกเย้าช่างแตกต่างกับสายตาเย็นชาเมื่อครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง
เมื่อนึกได้ว่าฉินอ๋องได้ยินคำอธิษฐานของตนเองเมื่อครู่เยี่ยนเยว่ฉีก็พูดไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ความกระดากอายเอ่อล้นเต็มอกไม่กล้าสบสายตากับเขาอีกต่อไป หญิงสาวรีบหันหลังให้ท่านอ๋องทันที
‘ฮือ ๆ ท่านแม่ข้าอายเหลือเกินเจ้าค่ะ’
เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตรงหน้าผาก เยี่ยนเยว่ฉีอยากเอาศีรษะซุกลงดินเสียจริง
แต่หากยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนี้ก็หาประโยชน์อันใดมิได้สู้ขอพรให้เสร็จแล้วรีบกล่าวอำลาท่านอ๋องจะดีกว่า
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าสู่ปอดรวมรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วเขย่งปลายเท้าหวังคว้ากิ่งของต้นไม้ตรงหน้าทว่าพยายามอย่างไรก็เอื้อมไม่ถึง ทำให้ตกประหม่ามากขึ้นทุกขณะยิ่งรู้สึกได้ว่าฉินอ๋องกำลังจ้องมองนางจากด้านหลัง นางก็อยากจะวิ่งหนีเขาไปเสียเลยติดตรงที่ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปทางนั้น
ส่วนมู่เลี่ยงหรงนั้นก็ลอบยิ้มในใจคู่หมั้นของเขากำลังขวยอายจนทำอะไรไม่ถูกอ่อนหัดถึงเพียงนี้กลับกล้าท้าทายพยัคฆ์ร้าย
‘คอยดูเถิดเจ้าต้องตกอยู่ในกำมือของข้า’
สิ้นความคิดชายหนุ่มขยับร่างหนาเข้าประชิดติดแผ่นหลังอีกฝ่ายมือข้างซ้ายโอบเอวขอดกิ่วเอาไว้ส่วนมือขวาเอื้อมไปคว้ากิ่งไม้แล้วโน้มลงมาให้คู่หมั้นสาวจับได้ถนัด “มา...เราจะช่วยเจ้าเอง”
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง”นิ้วเรียวงามค่อย ๆ ขยับเพื่อผูกปม ด้ายสีแดงรัดเครื่องรางเข้ากับกิ่งไม้อย่างแน่นหนาประหนึ่งว่ากำลังพันธนาการหัวใจของคนทั้งสองเข้าด้วยกัน
ท่าทีใส่ใจนี้ทำให้เยี่ยนเยว่ฉีอดรู้สึกอบอุ่นมิได้ความจริงแล้วฉินอ๋องผู้เคร่งขรึมก็มีมุมที่อ่อนโยนเช่นกันหากแต่ผู้อื่นไม่มีโอกาสได้สัมผัสเท่านั้นเอง
แต่นางยังไม่กล้าคิดไปไกลเพราะยังจำรอยยิ้มเย็นชากับสายตาที่เชือดเฉือนหัวใจในวันนั้นได้เป็นอย่างดีเหตุอันใดฉินอ๋องกลับมีท่าทีที่เปลี่ยนไปไม่เหลือความกดดันรอบกายนอกจากความหวานล้ำระคนอบอุ่นจนไม่อาจจะปฏิเสธสัมผัสที่มอบให้ เขายังต้องการสิ่งใดจากนางกันแน่
เมื่อเยี่ยนเยว่ฉีผูกด้ายแดงกับต้นไม้สำเร็จมู่เลี่ยงหรงจึงปล่อยกิ่งไม้นั้น มือที่เคยยึดกิ่งก้านกลับเคลื่อนมาจับไหล่ของนางส่วนอีกมือหนึ่งยังกอบกุมเอวบางไม่ยอมปล่อยเขารั้งร่างหญิงสาวจนแผ่นหลังแนบสนิทชิดกับอกตนนางรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากกายบุรุษสู่ผิวตัวเองทั้งที่มีอาภรณ์กั้นขวาง
หัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
มู่เลี่ยงหรงรับรู้ถึงอาการเกร็งของร่างบางเขาค่อย ๆ โน้มศีรษะลงมาอย่างย่ามใจ จนกระทั้งแก้มแนบกับเส้นไหมนุ่มลื่นหอมกรุ่น เยี่ยนเยว่ฉีรับรู้สึกถึงลมหายใจลวกร้อนที่ราดรดลงบนเส้นผมแต่ไม่กล้าขยับกายได้แต่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน
“คำขอของเจ้าท่านเทพจันทราได้รับแล้ว” เขากระซิบข้างใบหูเสียงทุ้มนุ่มค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่ประสาทรับรู้
“แต่จะสมหวังหรือไม่ ก็สุดรู้” เยี่ยนเยว่ฉีเอ่ยเสียงเบาคำตัดพ้อนี้สร้างรอยยิ้มให้ฝ่ายบุรุษเขากระชับอ้อมแขนตรึงร่างงามเอาไว้ราวกลัวว่านางจะจากไป
“คำขอของเจ้าช่างหวานนัก ท่านเทพจะต้องประทานพรให้สมหวังอย่างแน่นอน”ริมฝีปากบางประทับลงบนแก้มนวลอย่างแผ่วเบาประหนึ่งแมลงปอบินแล่นลงเกาะบนผิวน้ำ
“ทะ...ท่านอ๋อง” เมื่อสัมผัสไออุ่นบนพวงแก้มใบหน้านวลพลันร้อนขึ้นด้วยขวยอาย ยามนี้นางแทบจะละลายดั่งขี้ผึ้งที่ถูกไฟลน
มู่เลี่ยงหรงหมุนร่างสาวให้หันมาเผชิญหน้ากันเขาพินิจพิจารณาคนงามอย่างถี่ถ้วน แลเห็นนัยน์ตาหวานหยาดเยิ้มกระเพื่อมไหว ริมฝีปากสีกุหลาบสั่นน้อยๆ ใบหน้ารูปแตงซับสีแดงอย่างเห็นได้ชัดทำให้ใจพลอยยินดีที่นางหวั่นไหวไปกับกิริยาล่อลวงนี้
“เจ้าสนใจจะไปเที่ยวเล่นกับเราหรือไม่”
“อะ...เพคะ”
“ดี งั้นจงตามเรามาเถิด” สิ้นคำมู่เลี่ยงหรงก็คลายอ้อมแขนจากนั้นจึงสาวเท้าไปทางด้านหน้าของศาลเจ้า
เยี่ยนเยว่ฉียังคงเหม่อมองฉินอ๋องอยู่ที่เดิมจนบุรุษในชุดสีฟ้าต้องหันกลับมามอง เขาส่งยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ให้นางแล้วกวักมือเรียกจังหวะนี้เองขาของหญิงสาวสามารถขยับเคลื่อนไหวได้
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่แทบไม่อยากจะเชื่อว่าคู่หมั้นของตนเองจะมาอยู่ตรงนี้จริงๆ อาจเป็นเทพจันทราที่ได้ยินคำขอกระมังบุรุษที่เคยอยู่สูงสุดเอื้อมนั้นถึงกับขันอาสาพานางไปเที่ยวในเทศกาลคู่รักด้วยกันเช่นนั้นแล้วก็ควรใช้โอกาสนี้ทำให้ท่านอ๋องจดจำ คิดถึง และหลงใหลนางมากขึ้น ๆจนกระทั่งลืมผู้หญิงอื่นไปเลย
ร่างระหงเยื้องกรายมายืนอยู่ข้างมู่เลี่ยงหรงนางช้อนสายตาเปี่ยมเสน่ห์ขึ้นสบกับนัยน์ตาเข้มลึก แล้วคลี่ยิ้มอ่อนหวานดุจน้ำผึ้งไปให้หวังว่าท่วงท่ายั่วเย้าละลายใจบุรุษนี้จะตราตรึงในหัวใจของเขา
เมื่อเห็นรอยยิ้มปรากฏบนดวงหน้าของโฉมสะคราญมู่เลี่ยงหรงก็รู้สึกหวั่นไหวในอก สตรีผู้นี้ไม่ต้องใช้สิ่งใดก็สามารถดึงดูดใจบุรุษได้คงต้องประคองสติเอาไว้ให้มั่นแล้ว เขาจะไม่มีทางยอมพ่ายแพ้ก่อนที่นางจะศิโรราบต่อตนเองอย่างแท้จริง
ทั้งสองเดินเคียงกันไปจนถึงหน้าศาลเจ้าจึงเห็นซูจิ้งยืนอยู่กับซิ่นเฉิง พอเห็นนายหญิง ซูจิ้งรีบปราดเข้ามาหา แล้วเล่าว่าพบฉินอ๋องเมื่อครู่จึงได้บอกกล่าวว่าคุณหนูของนางอยู่ที่ใดส่วนตนเองก็ได้รับคำสั่งให้ยืนคอยอยู่กับองครักษ์หนุ่มตรงนี้
เยี่ยนเยว่ฉีเพียงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
เมื่อมู่เลี่ยงหรงกับเยี่ยนเยว่ฉีพบคนสนิททั้งสองแล้วพวกเขาจึงพากันเดินออกจากศาลเทพจันทราไป
ระหว่างทางมู่เลี่ยงหรงรักษาระยะห่างจากคู่หมั้นเล็กน้อย โดยมีซูจิ้งกับซิ่นเฉิงตามมาทางด้านหลังทั้งสองเดินเคียงกันไปบนถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
บุรุษสูงสง่ากับหญิงงามย่อมเป็นจุดสนใจแก่ประชาชนที่พบเห็น
ตลอดสองข้างทางมีร้านค้ามากมายหากเยี่ยนเยว่ฉีต้องการชมสินค้าร้านใด มู่เลี่ยงหรงก็หยุดรอครั้นผ่านการแสดงเชิดสิงโตพวกเขาก็ยืนชมอย่างสนุกสนาน ทั้งสองพูดคุยหัวเราะราวสนิทสนมกันมานานท่านอ๋องเองก็เอาอกเอาใจคู่หมั้นแบบที่ไม่เคยทำกับสตรีใดมาก่อนส่วนฝ่ายหญิงก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจรังงอนชายหนุ่มแต่อย่างใด
การแสดงออกเหล่านี้ทำให้ผู้ที่เล่าลือว่าบุตรสาวไคกั๋วกงหาทางเลี่ยงงานแต่งเริ่มไม่มั่นใจเสียแล้วหรือว่านางจะประสบดาวร้ายครอบงำจนไม่อาจแต่งเข้าจวนฉินอ๋องในยามนี้ได้จริง ๆ ด้วยเหตุนี้ทำให้คนเหล่านั้นอดที่จะส่งสายตาเห็นอกเห็นใจมายังบุคคลทั้งสองมิได้
เมื่อเดินไปสักพักก็พบร้านทายปริศนาโคมไฟเยี่ยนเยว่ฉีหยุดมองโคมรูปกระต่ายน่ารักอันหนึ่งมู่เลี่ยงหรงลอบยิ้มที่คู่หมั้นของตนชอบโคมที่ทำขึ้นมาล่อลวงเด็ก
“เจ้าอยากได้หรือ”
“เพคะ ท่านอ๋องดูสิ กระต่ายออกจะน่ารัก” หญิงสาวทำท่าทางตื่นเต้น“แต่เราต้องทายปริศนาให้ถูกเสียก่อนจึงจะได้มา”
“วางใจเถิด เราจะนำเจ้าโคมกระต่ายอันนั้นมาให้เจ้าเอง”
มู่เลี่ยงหรงเดินตรงเข้าไปที่แผงแล้วหยิบเงินก้อนหนึ่งส่งให้พ่อค้า เถ้าแก่ตาโตเป็นไข่หาน เพราะเงินจำนวนนี้สามารถเหมาโคมไฟได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องทายปริศนาด้วยซ้ำท่านอ๋องเห็นท่าทางอึกอักนั้นก็พูดอะไรด้วยสองสามคำ จากนั้นเถ้าแก่ร้านก็ทำท่าคำนับเขาเสียใหญ่โต
เยี่ยนเยว่ฉีรีบเดินตามมายืนอยู่ข้างๆมู่เลี่ยงหรง เถ้าแก่เจ้าของแผงก็อ่านปริศนาทันที
“อะไรเอ่ย เกิดมาเพราะไฟ หายไปเพราะลม”
“ควันไฟ” คำตอบออกมาจากปากมู่เลี่ยงหรงรวดเร็วแทบไม่ต้องคิด
“ถูกต้อง โคมรูปกระต่ายน่ารักเป็นของท่านอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เถ้าแก่หยิบโคมจากชั้นวางแล้วจุดไฟจากนั้นจึงยื่นให้บุรุษผู้สูงศักดิ์ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“ได้แล้ว” มู่เลี่ยงหรงส่งโคมไฟรูปกระต่ายให้เยี่ยนเยว่ฉี
“ขอบพระทัยเพคะ” นางรีบคว้าของที่อยากได้มาชื่นชมท่าทางเหมือนเด็กน้อยที่ได้รับของขวัญ
“เจ้าดูจะชอบมันมาก”
“แน่นอนเพคะ ที่เมืองหานจีไม่มีของน่ารักแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นโคมกระดาษที่ทำขึ้นง่ายๆ เท่านั้น”
“อืม…” มู่เลี่ยงหรงพยักหน้า ในที่สุดก็รู้ว่าทำไมเยี่ยนเยว่ฉีถึงได้ตื่นเต้นนักหนานางอยู่ชายแดนมาตลอดชีวิต ที่นั่นย่อมไม่มีช่างฝีมือดีอย่างในเมืองหลวงจึงไม่แปลกที่นางจะยินดีเป็นพิเศษเมื่อได้พบอะไรที่แปลกใหม่
“หม่อมฉันจะเก็บรักษาโคมที่ท่านอ๋องให้เป็นอย่างดีเพคะ” เยี่ยนเยว่ฉีมองกระต่ายน้อยที่ส่องแสงในมือ นางยิ้มจนถึงดวงตาพลางใช้นิ้วเรียวลูบโคมไฟอย่างทะนุถนอม
“อืม…” เขารู้สึกว่าหัวใจของตนเต้นแรง ใบหูร้อนผ่าวท่าทางของนางทำให้เขาอ่อนไหว
‘เจ้าน่ารักเกินไปแล้ว’
ฉินอ๋องไม่อยากให้หญิงสาวสังเกตเห็นความผิดปกติจึงหันกายแล้วเดินนำหน้านางไปเวลาเพียงชั่วขณะก็เพียงพอให้ชายหนุ่มปรับสีหน้าให้เป็นปกติเยี่ยนเยว่ฉีเร่งฝีเท้าตาม ไม่นานก็มาอยู่ข้างกายของเขาเช่นเดิมนางลอบมองใบหน้าเรียบเฉยไม่แปรเปลี่ยน ทว่าใบหูของเขากลับมีสีแดงจนเห็นได้ชัดหญิงสาวจึงอดหัวเราะเบา ๆ มิได้
ทั้งสองเดินเคียงกันไปเรื่อย ๆ จนมาถึงสวนดอกไม้ประจำเมืองหลวง