ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 32 เหตุใดจึงยืนกรานจะแต่งนาง

            หวาชิงเสวี่ยตะลึงจนอ้าปากค้าง

            นางอธิบายไปหมดแล้วไฉนยังจะโบยคนอีก...

            โบยรอบแรกกับรอบหลังทีละยี่สิบไม้กระบองคนจะถูกตีจนตายหรือไม่?

            หวาชิงเสวี่ยอ้าปากพะงาบแล้วก็หุบปาก นางไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง กลัวว่าหากพูดอะไรผิดไปจะทำให้คนอื่นต้องโดนทุบตี...

            ฟู่ถิงเย่มองไปรอบๆแล้วพูดกับหวาชิงเสวี่ยว่า "ขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัวหน่อย"

            "อ้อ..."หวาชิงเสวี่ยรีบเก็บกวาดให้เรียบร้อย แล้วพูดกับป้าเฉาที่แผงขายเต้าหู้ข้างๆ ว่า"รบกวนท่านช่วยดูให้หน่อยนะเจ้าคะ"

            ทุกคนมองหวาชิงเสวี่ยเดินตามท่านแม่ทัพไปแล้วก็พูดคุยกันอย่างครึกโครม

            "ท่านแม่ทัพตั้งใจมาหาแม่นางหวาหรือ?"

            "ไม่รู้สิ...หรือว่าแค่ผ่านมาเฉยๆนะ?"

            "พวกเขามีความสัมพันธ์กันแบบไหน?"

            "เมื่อครู่ก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ?ท่านแม่ทัพเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตน้องหวาเอาไว้!"

            "แหมแหม...หากเป็นพระคุณที่ช่วยชีวิตเอาไว้ก็ไม่เห็นจะต้อง..."

            "ระวังปากหน่อย!หากท่านแม่ทัพได้ยินเข้า เดี๋ยวจะโดนโบยยี่สิบไม้เอา!"

            "ฮ่าฮ่าฮ่า! ..."

            "วันนี้โชคดีจริงๆออกมาเดินซื้อกับข้าวก็ยังได้เจอท่านแม่ทัพใหญ่"

            "..."

            ...

            ฟู่ถิงเย่พาหวาชิงเสวี่ยไปที่ห้องส่วนตัวของโรงน้ำชาชั้นสองทั้งชั้นไม่มีคน เสี่ยวเอ้อยกน้ำชาขึ้นมาเสิร์ฟแล้วก็ถอยออกไปอย่างระมัดระวัง

            ฟู่ถิงเย่ไม่พูด หวาชิงเสวี่ยก็ไม่พูด

            อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าบรรยากาศ...ตึงเครียดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

            จ้าวเซิงมองคนโน้นทีคนนี้ทีในใจเหมือนมีม้าโคลนหญ้าหมื่นตัววิ่งพล่านไปมาอย่างร่าเริง [1]

            ท่านแม่ทัพ! ท่าทางขึงขังของท่านตอนที่ยืนอยู่ข้างถนนเมื่อครู่นี้หายไปไหนหมดแล้ว?!เอาความกล้ายามที่ด่าว่านางเป็นสตรีมากรักหลายใจกลับมาเดี๋ยวนี้!

            "ข้า..."

            "เจ้า..."

            ทั้งสองพูดพร้อมกัน

            หวาชิงเสวี่ยก้มหน้าลงด้วยความกระอักกระอ่วน

            "..." ฟู่ถิงเย่นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "องค์รัชทายาทเสด็จกลับเมืองหลวงแล้ว จะขึ้นครองราชย์หลังปีใหม่นี้โดยมีหนิงอ๋องกับท่านอัครมหาเสนาบดีจั่วร่วมกันเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน"

            หวาชิงเสวี่ยเผยสีหน้าตกใจ"หนิงอ๋อง...เขายินยอมหรือ?"

            มิใช่ว่าเขาอยากเป็นฮ่องเต้เองหรือ?

            ตอนนี้แค่สำเร็จราชการแทนหลี่จิ่งหนานจะยอมหรือ? วันข้างหน้าจะรอโอกาสแย่งชิงบัลลังก์อีกหรือไม่...

            "เขาไม่อาจปฏิเสธได้"ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "องค์รัชทายาทจะทรงแต่งตั้งข้าเป็นอ๋องหลังจากขึ้นครองราชย์อำนาจทางทหารทั้งหมดฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือจะอยู่ในมือข้า หากไม่มีอำนาจทางทหาร ต่อให้หนิงอ๋องแย่งชิงราชบัลลังก์มาได้เขาก็ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้"

            หวาชิงเสวี่ยเริ่มเข้าใจบางอย่างรางๆท่านอัครมหาเสนาบดีจั่วคนหนึ่ง รวมกับฟู่ถิงเย่อีกคนหนึ่ง ถ่วงดุลอำนาจกับหนิงอ๋องดังนั้น...ตอนนี้หลี่จิ่งหนานปลอดภัยแล้ว?

            แต่อะไรทำให้องค์รัชทายาทแต่งตั้งฟู่ถิงเย่เป็นอ๋อง?

            การแต่งตั้งตำแหน่งอ๋องไม่ว่าจะในยุคสมัยใด ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ ใครเป็นคนต้นคิดกัน?...หลี่จิ่งหนานเพิ่งอายุแค่แปดขวบ ไม่น่าจะมีความคิดแบบนี้ เช่นนั้นเป็นข้อตกลงบางอย่างระหว่างฮองเฮากับฟู่ถิงเย่หรือ?

            เรื่องในราชสำนัก หวาชิงเสวี่ยไม่ค่อยเข้าใจนักจึงพยักหน้าหงึกๆ ทั้งที่ยังสับสน คิ้วยังคงขมวดมุ่นตั้งแต่ต้นจนจบ

            จ้าวเซิงที่อยู่ข้างๆลอบสังเกตหวาชิงเสวี่ยเงียบๆ รู้สึกไม่เข้าใจบางอย่าง...

            การตอบสนองของสตรีนางนี้ดูแปลกๆ...

            คนทั่วไป เมื่อได้ยินว่าท่านแม่ทัพจะได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋องจะไม่แสดงท่าทีตื่นเต้นหน่อยหรือ? ไม่เอ่ยแสดงความยินดีหรืออย่างไร?

            นางเล่า?แค่พยักหน้า แล้วต่อจากนั้น...ก็ไม่มีท่าทีตอบสนองอะไรอีกเลย!!!

            นี่! เจ้ารู้หรือไม่ว่าการแต่งตั้งเป็นอ๋องหมายความว่าอย่างไร?!

            "แต่ว่า..."หวาชิงเสวี่ยลังเลแล้วลังเลอีกก่อนจะพูดขึ้น

            จ้าวเซิงรีบตั้งใจฟังอยากรู้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะพูดอะไร

            ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าเคร่งขรึมถามว่า "แต่ว่าอะไร?"

            หวาชิงเสวี่ยพูดอย่างลังเลว่า"ข้าแค่รู้สึกว่า...หนิงอ๋อง...เป็นภัยแอบแฝง"

            จ้าวเซิงอยากจะเอาหัวโขกพื้น

            ชมเชยท่านแม่ทัพของข้าสักคำมันยากนักหรืออย่างไร?!

            "อืม" ฟู่ถิงเย่พยักหน้าหงึก"ตอนนี้ศัตรูภายนอกจ้องมองอยู่ แคว้นต้าฉีไม่ควรเคลื่อนไหว ทางที่ดีควรรักษาความสงบสุขในปัจจุบันเอาไว้ก่อนส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร ค่อยว่ากันอีกที หากเขาสามารถขึ้นสู่อำนาจได้จริง ก็ถือว่าเป็นความสามารถของเขา"

            คำพูดนี้ ช่างเย็นชานัก...

            หวาชิงเสวี่ยฝืนยิ้มไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ

            เดิมทีนางก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องแบบนี้

            ฟู่ถิงเย่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "ครั้งนี้ที่ข้ามาหาเจ้า นอกจากจะมาบอกเรื่องขององค์รัชทายาทแล้ว อีกเรื่องก็คือ..."

            เขาหยุดพูด มองหวาชิงเสวี่ยอย่างแน่วแน่"เรื่องที่อยู่ของเจ้า...ข้าคิดว่า ในระยะยาวเจ้าควรจะไปอยู่ที่จวนแม่ทัพ"

            "พรึด! ..."

            หวาชิงเสวี่ยที่กำลังดื่มน้ำชาอยู่เกือบจะพ่นออกมา!

            นางรีบโบกมือพร้อมกับหัวเราะ"จะเป็นไปได้อย่างไร? ท่านแม่ทัพอย่าล้อเล่นสิเจ้าคะตอนนี้ข้าอยู่ที่ตรอกถงหลิงก็ดีอยู่แล้ว ทุกวันตอนที่ออกไปขายของก็สะดวก เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้วไปอยู่ที่จวนแม่ทัพคงไม่เหมาะ รบกวนท่านอยู่เรื่อยแบบนี้ข้าก็เกรงใจ"

            ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าแข็งค้างราวกับถูกแช่แข็ง ทั้งร่างก็ดูเหมือนจะแข็งทื่อไปด้วย...

            จ้าวเซิงเห็นภาพรางๆลูกธนูหลายร้อยดอกกำลังปักอยู่บนร่างของท่านแม่ทัพ!

            สตรีนางนี้ พูดจาทำร้ายจิตใจคนอื่นเหลือเกิน!

            นางดูไม่ออกเลยหรือว่าท่านแม่ทัพกำลังแสดงความรู้สึกดีๆกับนาง?ชวนไปอยู่ที่จวนแม่ทัพแล้ว ยังจะเอาแต่คิดถึงการขายของข้างถนนอยู่อีกหรือ?

            แท้จริงแล้วนางแกล้งโง่หรือว่าโง่จริงๆหรือว่ากำลังเล่นตัว?

            ฟู่ถิงเย่กำหมัดแน่นถามเสียงต่ำว่า "หรือว่า...เจ้าไม่มีแผนอะไรในอนาคตเลย?"

            เขากับนางทำแบบนั้นไปแล้ว...หรือว่านางไม่ได้ใส่ใจเลยจริงๆ?คิดจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือ?!

            หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างอ่อนโยน"แน่นอนว่ามีแผนสิเจ้าคะ ช่วงนี้ข้าลองทำขนมชนิดอื่นๆ เตรียมจะขายในช่วงก่อนปีใหม่เมื่อเก็บเงินได้มากพอ ข้าอยากจะซื้อบ้านพักเป็นของตัวเองสักหลัง..."

            จ้าวเซิงอยากจะร้องไห้จึงพูดออกไปตามตรงว่า "แม่นางหวา แผนการที่ท่านแม่ทัพถามถึง...หมายถึงเรื่องงานมงคลแต่งงาน"

            หวาชิงเสวี่ยถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

            "งานมงคล?...แต่งงาน?"

            ถามแบบนี้เพราะเหตุใด?

            หวาชิงเสวี่ยยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์นางพูดพึมพำว่า "ตอนนี้...ยังไม่ได้คิดเลยเจ้าค่ะ"

            จ้าวเซิงอยากจะตะโกนออกมาว่าเช่นนั้นเจ้าก็เริ่มคิดตอนนี้เลยสิ!

            ใครจะไปรู้ว่าหวาชิงเสวี่ยกลับพูดด้วยความลำบากใจว่า"ท่านแม่ทัพ ร้านของข้ายังฝากคนช่วยดูอยู่นะเจ้าคะ ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว หากท่านไม่มีธุระอะไรข้าขอตัวกลับไปเก็บร้านก่อน..."

            นางไม่เก็บร้าน ป้าเฉาก็ต้องรออยู่จะไปรบกวนมากได้อย่างไร

            สีหน้าของฟู่ถิงเย่มืดครึ้มลงหลายส่วนเพราะมีหนวดเคราบังอยู่ หวาชิงเสวี่ยจึงมองไม่ชัด นางเพียงรู้สึกว่าฟู่ถิงเย่ก็ยังเหมือนเช่นเดิมเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย น่ากลัวเล็กน้อย

            "ท่านแม่ทัพ?"นางลองเรียก

            ฟู่ถิงเย่พยักหน้าด้วยท่าทางแข็งทื่อ"ไปเถอะ"

            หวาชิงเสวี่ยมองเขาด้วยความแปลกใจเพราะรีบกลับไปเก็บร้าน จึงไม่ได้คิดอะไรมาก จับชายกระโปรงแล้วเดินลงไปชั้นล่าง

            พอนางเดินพ้นออกจากประตูโรงน้ำชาทันใดนั้นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันหน้ากลับไปมองที่ชั้นบน

            นางคิดมากไปเองหรือไม่?

            ท่านแม่ทัพมาถามเรื่องการแต่งงานของตนเองแบบแปลกๆแล้วยังจะให้นางไปอยู่ที่จวนแม่ทัพ...

            หรือว่า เขาอยากจะ...

            พอนึกถึงเรื่องนี้ หวาชิงเสวี่ยก็หัวเราะออกมาด้วยความขบขัน

            จะเป็นไปได้อย่างไร?นางกับท่านแม่ทัพใหญ่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน เขาจะมาแต่งงานกับนางได้อย่างไร?

            ยิ่งไปกว่านั้น เขาเป็นถึงแม่ทัพของแคว้นเดี๋ยวก็จะได้รับแต่งตั้งเป็นอ๋อง อยากได้สตรีแบบใดก็หาได้! นางนี่ก็ช่างกล้าคิดจริงๆฮ่าฮ่า ไม่ทันไรก็คิดเข้าข้างตัวเองเสียแล้ว!

            หวาชิงเสวี่ยเยาะเย้ยตัวเองสลัดความคิดไร้สาระพวกนั้นทิ้งไป แล้วสับเท้าเดินออกจากโรงน้ำชาอย่างรวดเร็ว

            จ้าวเซิงมองดูอยู่ที่หน้าต่างชั้นสองของโรงน้ำชาตลอดเวลา

            เมื่อเห็นหวาชิงเสวี่ยเดินจากไปไกลแล้วฟู่ถิงเย่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตามไป อีกทั้ง...สีหน้ายังดูแย่ลงเรื่อยๆ

            "จ้าวเซิง"จู่ๆ ฟู่ถิงเย่ก็เรียกชื่อเขาขึ้นมา

            จ้าวเซิงสะดุ้ง แข้งขาอ่อนแรง"ท่านแม่ทัพ"

            อย่าสั่งโบยข้าเพิ่มอีกเลยนะ...

            ฟู่ถิงเย่พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ"เมื่อครู่นี้นางกำลัง...ปฏิเสธข้าอย่างอ้อมค้อมเช่นนั้นหรือ?"

            ปฏิเสธอะไรกัน! นางยังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำ!

            จ้าวเซิงตอบอย่างระมัดระวังว่า"ท่านแม่ทัพ ตามที่บ่าวเห็น แม่นางหวามีนิสัยไร้เดียงสา อาจจะ...ไม่เข้าใจความหมายของท่านแม่ทัพขอรับ"

            "เจ้าจะบอกว่านางไม่เข้าใจที่ข้าพูด?" ฟู่ถิงเย่ถามเสียงเข้ม

            จ้าวเซิงลอบปาดเหงื่อ"เป็นเช่นนั้นขอรับ"

            ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่งพูดกับตัวเองว่า "หรือว่าข้าต้องพูดให้ชัดเจน? แต่แบบนั้นจะไม่เป็นการหยาบคายเกินไปหน่อยหรือ..."

            เหงื่อที่จ้าวเซิงเพิ่งเช็ดไปก็ผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากอีกครั้ง!

            "ท่านแม่ทัพ..."จ้าวเซิงเกลี้ยกล่อม "บ่าวเห็นว่า เรื่องนี้ควรวางแผนในระยะยาว อย่าได้ใจร้อนขอรับ..."

            อย่างไรเสีย ฐานะก็เห็นๆกันอยู่ คนที่จะแต่งงานด้วยยังเป็นหญิงสาวธรรมดานางหนึ่ง หากการแต่งงานรีบร้อนเกินไปอาจจะทำให้เกิดข่าวลืออื้อฉาวในหมู่ชาวบ้านได้...อย่างน้อยก็ควรค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก่อนจะดีกว่า

            แต่ว่า...

            "ขอถามท่านแม่ทัพท่านจะแต่งงานกับแม่นางหวาจริงหรือขอรับ?"

            ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วแล้วพยักหน้ารับ

            จ้าวเซิงรวบรวมความกล้าถามว่า"เหตุใดท่านแม่ทัพจึงยืนกรานจะแต่งงานกับนางขอรับ?"เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับวิธีการที่เขาจะช่วยท่านแม่ทัพจัดการทิศทางกระแสสังคมในอนาคต

            ฟู่ถิงเย่ตอบ

            "ที่เมืองเหรินชิวเราเคยนอนบนเตียงเตาเดียวกัน" ระหว่างกลางห่างกันไม่กี่เมตร

            "ข้าเคยสัมผัสร่างกายนาง"ผ่านเสื้อผ้าตอนที่ช่วยนวดท้องให้

            "กางเกงเปียกๆของนางก็เป็นข้าที่ช่วยตากให้แห้ง!" ตอนนั้นนางหลับไปแล้วเพราะได้ผิงไฟอันอบอุ่น

            จ้าวเซิงฟังจนจบแล้วรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า!

            สวรรค์!

            ท่านแม่ทัพไปทำอะไรมากันแน่?!นอนเตียงเดียวกัน...สัมผัสนาง...กางเกงเปียก...

            เขาแทบจะไม่กล้าจินตนาการ!!!

            ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วแสดงสีหน้าไม่พอใจสายตานั้นราวกับจะบอกว่า เจ้ายังไม่คิดหาทางออกให้อีก! มัวแต่อึ้งอะไรอยู่!

            จ้าวเซิงรีบตั้งสติกระแอมไอสองสามครั้ง แล้วพูดว่า "ตามความเห็นของบ่าว ท่านแม่ทัพน่าจะต้องค่อยๆสร้างความสนิทสนมกับนางอย่างลับๆ ไปก่อน..."

            ฟู่ถิงเย่พูดอย่างหัวเสียว่า"ข้าต้องยุ่งกับงานราชการทุกวัน จะเอาเวลาที่ไหนไปสร้างความสนิทสนม!"

            "เอ่อ ท่านสามารถมอบของขวัญเป็นครั้งคราวเพื่อเอาใจนาง...ไม่ทราบว่าแม่นางหวาชอบอะไร? เครื่องประทินผิวเครื่องประดับ หรือไม่ก็เสื้อผ้า..."

            สีหน้าของฟู่ถิงเย่ยิ่งดูแย่ลง"เจ้าจะให้ข้าทำตัวเหมือนพวกบัณฑิตนักรักงั้นรึ?ไร้สาระ! การกระทำที่หาความจริงใจไม่ได้เช่นนี้มิใช่สิ่งที่ลูกผู้ชายพึงกระทำ!เหลวไหลสิ้นดี!"

            จ้าวเซิงโดนด่าจนมึนงง

            ได้ยินเพียงฟู่ถิงเย่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า"เจ้าไปเชิญแม่สื่อมาสู่ขอนาง! สตรีนางนี้ช่างเหลวไหลนัก มีความสัมพันธ์กับข้าแล้วยังออกไปเปิดเผยหน้าตาข้างนอกอีก! หากปล่อยไว้แบบนี้จะไม่เกิดเรื่องใหญ่ตามมาหรือ?เรื่องนี้ต้องรีบจัดการให้เรียบร้อยโดยเร็ว!"

            จ้าวเซิงคิดในใจ ‘เหตุใดตอนที่ท่านอยู่ต่อหน้านางไม่พูดแบบนี้เล่า?’

            ฟู่ถิงเย่ทำหน้าบึ้งตึงหันหลังเดินจากไปด้วยความไม่พอใจ

            จ้าวเซิงเดินตามหลังรู้สึกว่าสมัยนี้ การเป็นพ่อบ้านนั้นช่างยากขึ้นทุกวัน...

            ...

            ทางด้านหวาชิงเสวี่ยไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเลย ตอนนี้นางเก็บแผงขายของแล้ว กำลังนั่งนับเงินอยู่ที่โต๊ะ

            พอมีข้าวโพดคั่วมาขายด้วยรายได้ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หวาชิงเสวี่ยตัดสินใจว่าจะทำขนมและของว่างเพิ่มขึ้นอีกหน่อยเพื่อนำไปขายที่แผงน้ำชา

            ไว้มีเงินมากขึ้น ก็จะสามารถเช่าร้านได้ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องกลัวลมกลัวฝนแล้ว

            หวาชิงเสวี่ยวาดฝันถึงอนาคตหากเช่าร้านได้จริงๆ นางอยากจะเปิดร้านที่คล้ายๆ กับร้านชานม ไม่จำเป็นต้องใหญ่โต ลูกค้าซื้อแล้วก็เดินออกไปได้เลยสามารถขายเครื่องดื่มต่างๆ พร้อมกับขนมขบเคี้ยวและของหวานได้

            นอกจากข้าวโพดคั่วที่เป็นสินค้าขายดีแล้วหวาชิงเสวี่ยก็เตรียมจะลองทำขนมแป้งทอดสอดไส้ [2] กับขนมแป้งกรอบม้วน [3]

            ————————————————————————————————————

            [1]มีม้าโคลนหญ้าหมื่นตัววิ่งพล่านไปมา(一万头草泥马奔腾而过)ม้าโคลนหญ้าแปลตรงตัวว่า อัลปาก้า แต่คำศัพท์เทียบเสียงใกล้เคียงกับคำด่าหยาบคายในภาษาจีน ในที่นี้ใช้เปรียบเทียบความไม่พอใจหรือความโกรธที่ทะลักออกมาและพูดให้ดูตลกเพื่อลดความรุนแรงของอารมณ์ลง

            [2]ขนมแป้งทอดสอดไส้(铜锣烧)หมายถึงขนมโดรายากิ

            [3]ขนมแป้งกรอบม้วน(脆皮蛋卷)หมายถึงขนมโรลกรอบ ลักษณะคล้ายทองม้วนของไทย มีทั้งแบบใส้ในกลวงและแบบสอดใส้รสต่างๆ ตรงกลาง

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน