บทที่ 2 ทูต์บนดวงจันทร์
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัด
ไม่กี่วินาทีผ่านไป คุณหมอหลี่ก็ฟื้นคืนสติ “เซราฟ?”
“ใช่”
“พระองค์กำลังทำอะไร?”
“ไม่ได้ทำอะไรเลย พระองค์ดุจประติมากรรมสีทองตั้งอยู่กลางหลุมขนาดใหญ่บนดวงจันทร์ ก้มหน้ามองโลก ราวกับ… เฝ้าดู?”
หมอหลี่ขยี้หางตา กล่าวอย่างอับจนปัญญา “ชีเยี่ย คุณรู้ไหมว่าดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกเท่าไหร่?”
“เกือบสี่แสนกิโลเมตร” หลินชีเยี่ยเอ่ยอย่างสงบ
“เกือบสี่แสนกิโลเมตร” คุณหมอหลี่ทวนคำ “ถึงจะใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ล้ำสมัยที่สุดก็ยังเห็นสภาพผิวดวงจันทร์ได้ลำบาก แต่คุณกลับบอกว่าตอนอายุเจ็ดขวบ คุณแค่ทิ้งตัวนอนบนชายคาบ้านเกิด กลับมองเห็นทูต์บนดวงจันทร์ด้วยตาเปล่าเหรอ?”
“ไม่ใช่ผมเห็นพระองค์” หลินชีเยี่ยเอ่ยเสียงเบา “แต่พระองค์เห็นผม ผมแค่เงยหน้าขึ้น ตาของผมก็เหมือนโดนลากผ่านอวกาศ จนสบตากับพระองค์”
“ถ้าอย่างนั้น พระองค์บังคับคุณงั้นเหรอ?”
“ประมาณนั้น ไม่งั้นผมจะมองเห็นพื้นผิวดวงจันทร์ได้ยังไง ผมไม่ได้มีตาทิพย์เสียหน่อย”
“ถ้าหากบนดวงจันทร์มีรูปปั้นทูต์จริง ๆ ทำไมหลายปีมานี้ถึงไม่มีคนค้นพบ?”
“ไม่รู้สิ” หลินชีเยี่ยส่ายหน้า “หรือบางทีทูต์เซราฟองค์นั้นอาจไม่อยากให้ใครสังเกตเห็น อีกอย่าง… มนุษย์หยั่งถึงดวงจันทร์จริง ๆ เหรอ?”
หลินชีเยี่ยพูดอย่างจริงใจ จริงใจจนคุณหมอหลี่อยากจะโทรเรียกรถมารับเขากลับโรงพยาบาลจิตเวชทันที
หมอหลี่เป็ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคทางจิตเวช เขาเคยพบเห็นอาการผู้ป่วยหลากหลายรูปแบบมาแล้ว จนถักทอเป็ทฤษฎีที่น่าสนใจว่า ยิ่งเพ้อเจ้อด้วยท่าทางจริงจัง แต่กลับทำให้คนฟังคล้อยตามได้ แสดงว่าอาการป่วยยิ่งหนักเท่านั้น
“แล้วตาของคุณล่ะ? เกิดอะไรขึ้น?”
หลินชีเยี่ยยกมือลูบไล้ผ้าไหมสีดำที่ปิดตาทั้งสองข้างเบา ๆ เสียงพูดไร้อารมณ์ “วันนั้น ผมสบตากับพระองค์เพียงชั่วขณะ แล้ว… ผมก็ตาบอด”
หมอหลี่อ้าปากค้าง ก้มหน้าอ่านประวัติผู้ป่วยในมือ แล้วเงียบไป
ในช่องสาเหตุของการตาบอด มีเพียงสี่ตัวอักษรเท่านั้น
‘ไม่ทราบสาเหตุ’
แล้ว… มันเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้นกันแน่?
หรือจะเป็ความจริงดังที่หลินชีเยี่ยพูดไว้ว่าเขาเห็นทูต์บนดวงจันทร์? ไม่อย่างนั้นจะอธิบายอาการตาบอดเฉียบพลันได้อย่างไร?
ความคิดนี้ปรากฏเพียงชั่วขณะ ก่อนที่หมอหลี่จะกำจัดมันทิ้งไป
เกือบไปแล้ว เกือบถูกผู้ป่วยจิตเวชชักนำให้หลงทางแล้ว!
เขาสามารถจินตนาการได้ว่า เมื่อสิบปีก่อน ยามหลินชีเยี่ยเด็กน้อยตาบอดได้พูดประโยคเมื่อครู่ต่อหน้าหมอหลายคน สีหน้าของพวกเขาจะดูวิเศษเพียงใด
ไม่แปลกใจที่เด็กคนนี้จะถูกบังคับให้อยู่โรงพยาบาล ไม่ว่าจะมองอย่างไร สิ่งที่เขากล่าวล้วนเป็คำพูดที่มีแต่ผู้ป่วยจิตเวชเท่านั้นที่จะเอ่ยออกมา
คนแบบนี้ในโรงพยาบาลมีไม่น้อย มีคนอ้างว่าตนเป็ซุนหงอคงกลับชาติมาเกิด จึงนั่งเหม่ออยู่บนคานทั้งวัน มีคนคิดว่าตัวเองเป็ราวแขวนเสื้อ จึงยืนนิ่งอยู่ในห้องทั้งคืน บางคนมองผู้อื่นเหมือนสามีตน จึงแอบลวนลามััคนอื่นอยู่เรื่อย...
อืม ผู้ป่วยคนสุดท้ายเป็ลุงอ้วนอายุสี่สิบปี
“สิ่งที่คุณพูดมาทั้งหมดเป็เื่ในอดีต แล้วตอนนี้ล่ะ? คุณคิดอย่างไร?” หมอหลี่ปรับอารมณ์ แล้วดำเนินการซักถามต่อ
“มันเป็แค่เื่เพ้อฝันทั้งนั้น” หลินชีเยี่ยเอ่ยอย่างใจเย็น “วันนั้น ผมแค่พลัดตกจากชายคาบ้านจนหัวกระแทกพื้น ส่วนดวงตา อาจเป็เพราะเส้นประสาทบางเส้นได้รับความเสียหาย จึงทำให้ตาบอด”
เขาพูดประโยคนี้นับครั้งไม่ถ้วน จนพูดได้อย่างคล่องแคล่วและเยือกเย็น
หมอหลี่เลิกคิ้ว จดบันทึกลงในแฟ้มประวัติคนไข้ จากนั้นก็คุยกับหลินชีเยี่ยเื่ชีวิตประจำวันอีกสักพัก ประมาณยี่สิบนาทีต่อมา เขามองนาฬิกา แล้วลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้ม
“เอาล่ะ การตรวจวันนี้ก็สิ้นสุดแล้ว โรคของคุณไม่มีปัญหาอะไร หวังว่าคุณจะปรับสภาพจิตใจและใช้ชีวิตให้ดีนะครับ” หมอหลี่จับมือกับหลินชีเยี่ย แล้วพูดให้กำลังใจ
หลินชีเยี่ยยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าเบา ๆ
“เอ๊ย คุณหมอหลี่ อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนสิ” ป้าเห็นหมอหลี่กำลังจะกลับ จึงรั้งด้วยความกระตือรือร้น
“ไม่ล่ะครับ ไม่ล่ะ ผมยังมีคนไข้คนต่อไปที่ต้องไปดู คงไม่รบกวนแล้ว”
หมอหลี่กล่าวลาป้าอย่างสุภาพ แล้วเปิดประตูออกไป
ในขณะที่ประตูปิดลง รอยยิ้มของหลินชีเยี่ยเลือนหาย ราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อน
“เื่เพ้อฝัน… เหรอ…” เขาพึมพำ
“พี่ มากินข้าวเถอะ!” ลูกพี่ลูกน้องหยางจิ้นถือจานอาหารออกมาจากครัว พร้ะโกนเรียก
หยางจิ้นเป็ลูกชายของป้า อายุน้อยกว่าหลินชีเยี่ยสี่ปี เพิ่งเข้ามัธยมต้น ั้แ่พ่อแม่ของหลินชีเยี่ยหายตัวไปจนได้มาอาศัยอยู่บ้านป้า ทั้งสองก็เติบโตมาด้วยกัน มีความสัมพันธ์สนิทสนมยิ่งกว่าพี่น้องแท้ ๆ
“มาแล้ว” หลินชีเยี่ยตอบรับ
หลินชีเยี่ยเพิ่งนั่งลงข้างโต๊ะอาหารเล็ก ๆ จู่ ๆ ก็ััถึงความอบอุ่นจากฝ่าเท้า ตอนแรกชะงักอยู่ครู่หนึ่ง ต่อมามุมปากพลันยกขึ้นเล็กน้อย
หยางจิ้นก้มมองใต้โต๊ะ แล้วหัวเราะประชดว่า
“เ้าดำน้อย ปกติี้เีไม่ยอมขยับ แต่พอถึงเวลากินข้าวกลับมาเร็วกว่าคนอื่น”
ลูกหมาจรจัดสีดำโผล่ออกมาจากใต้โต๊ะ ลิ้นห้อยนอกปาก หอบหายใจหนัก เข้ามาเบียดแนบหลินชีเยี่ย แล้วเลียเท้าของเขาพร้อมทำท่าประจบประแจง
สามคน หนึ่งหมา นี่คือครอบครัว
เรียบง่าย ลำบาก แต่กลับทำให้รู้สึกอุ่นใจ
สิบปีผ่านมาเช่นนี้
หลินชีเยี่ยลูบหัวมัน หยิบชิ้นเนื้อที่มีอยู่ไม่กี่ชิ้นบนจาน วางลงในถ้วยของลูกพี่ลูกน้องหยางจิ้น
“เอากระดูกให้มันแทะซะ”
หยางจิ้นไม่ปฏิเสธ ด้วยมิตรภาพพี่น้องของพวกเขา หากพูดมากความก็จะดูเป็การเกรงใจกันเกินไป
เขาสนใจเื่อื่นมากกว่า
“พี่ ตาของพี่หายดีจนเกือบปกติแล้วจริง ๆ เหรอ?”
หลินชีเยี่ยยิ้มเล็กน้อย “อืม ตอนนี้มองเห็นแล้ว แต่ยังไม่ค่อยทนแสง ผ้าไหมสีดำนี่ต้องพันไว้อีกสักพัก”
“อีกสักพักอะไรกัน เสี่ยวชี ป้าบอกแล้วนะ ตาเป็อวัยวะที่สำคัญ ถึงแม้ตอนนี้นายจะมองเห็นแล้ว ก็อย่าเพิ่งรีบถอดผ้าไหมสีดำออก ถ้าหาก… หากโดนแสงแดดจนทำให้ตาพังอีกคงน่าเสียดายแย่” ป้ารีบกำชับ
“ผมเข้าใจแล้วครับ คุณป้า”
“จริงสิพี่ ผมเก็บเงินซื้อแว่นกันแดดเท่ ๆ ให้พี่ เดี๋ยวเอามาให้ดูนะ!” หยางจิ้นเหมือนนึกอะไรออก จึงพูดอย่างตื่นเต้น
หลินชีเยี่ยหัวเราะพลางส่ายหน้า “อาจิ้น แม้ว่าแว่นกันแดดจะบังแสงได้ แต่ประสิทธิภาพก็ด้อยกว่าผ้าไหมสีดำ ตอนนี้ฉันยังใส่ไม่ได้หรอก”
“ก็ได้…” หยางจิ้นรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“รอให้ตาฉันหายดีก่อนนะ ฉันจะใส่มันไปเดินเล่นทุกวันเลย ตอนนั้นจะซื้อให้นายอีกอันนึง แล้วเราสองคนไปด้วยกัน”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หยางจิ้นตาเป็ประกายขึ้น พยักหน้าตอบรับแข็งขัน
“จริงสิเสี่ยวชี ป้าเตรียมเื่ย้ายโรงเรียนให้นายเรียบร้อยแล้ว รอเปิดเทอมนี้ นายก็สามารถย้ายจากโรงเรียนพิเศษไปโรงเรียนมัธยมปลายปกติได้แล้ว” เหมือนป้านึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยว่า “แต่ว่า นายคิดดีแล้วหรือ? โรงเรียนมัธยมปกติกับโรงเรียนพิเศษมันไม่เหมือนกันนะ ด้วยสถานการณ์ของนาย ถ้าหากว่า…”
“ไม่มีถ้าหากครับ คุณป้า” หลินชีเยี่ยขัดคำพูดของเธอ “ตาของผมหายดีแล้ว และถ้าอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดี ผมจำเป็ต้องยืนอยู่บนจุดเริ่มต้นเดียวกับคนอื่น ๆ”
“เ้าเด็กคนนี้... ต่อให้นายสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีไม่ได้ก็ไม่เป็ไร ยังไงป้าก็เลี้ยงนายไปตลอด!”
“พี่ ผมก็เลี้ยงพี่ได้นะ!”
ร่างของหลินชีเยี่ยสั่นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าภายใต้ผ้าไหมสีดำนั้น ดวงตาของเขาเป็เช่นไร ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
ส่ายหัวอย่างหนักแน่น
ไม่ได้เอ่ยอะไร แต่ทั้งหยางจิ้นและป้าต่างรับรู้ถึงความตั้งใจของเขา
แม้แต่ลูกหมาจรจัดสีดำยังเอาจมูกมาดุนข้อเท้าของหลินชีเยี่ย
“——โฮ่ง!”