ยามล้มมิตรสหายกลับหน่ายหนี ตอนถูกคุมตัวเข้ามาในคุกหลวงจ้าวลู่ชิงเห็นสหายเก่าของจวนฝู่กั๋วกงต่างเบือนหน้าหนีกลัวว่าตระกูลของพวกเขาจะถูกดึงเข้ามาผัวพัน เพียงตกอับขุนนางชั้นสูงลงมาถึงผู้คุมคุกหลวงตำแหน่ง เล็ก ๆ ยังกล้าลบหลู่เกียรติท่านปู่ของนาง สายตาเหยียดหยามปนเย้ยหยันแสดงออกมาอย่างชัดแจ้ง คณูปการที่เคยสร้างมามันช่างไร้ความหมายคนพวกนี้ถึงได้เหิมเกริมมิเกรงกลัวฟ้าผ่าตาย
มือเรียวเคาะเหล็กที่ถูกนำมาสร้างเป็กรงขัง คุกหลวงน่ากลัวกว่าในละครโทรทัศน์ที่นางเคยดู การรักษาความปลอดภัยหนาแน่นทหารยืนเรียงรายกันด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“เฮ้! พี่ชาย ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านปู่ ท่านพ่อ และพี่ชายข้าถูกขังอยู่ที่ใด” จ้าวลู่ชิงยื่นมือออกไปนอกห้องขังตามซอกเหล็ก นางพยายามจะสะกิดขาผู้คุม
ฉึก!
“เฮ้! พี่ชาย ท่านลงมือได้รุนแรงเพียงนี้ นิ้วข้าขาดจะทำเช่นไร” จ้าวลู่ชิงโวยวายเมื่อนิ้วนางเกือบถูกกระบี่ที่อยู่ในฝักฟาด
“เ้ากล้าทำร้ายบุตรสาวข้ารึ!” จ้าวฮูหยินอยู่ในชุดผ้าป่านหยาบคลานมาหน้ากรงขัง ต่อว่าผู้คุมที่ฟาดกระบี่ใส่มือบุตรสาวนาง
“หากมือบุตรสาวข้าใช้การไม่ได้ ข้าจะทำให้เ้าอยู่มิสู้ตาย”
ผู้คุมทำหน้าเคร่งขรึมตลอดหันมองก่อนจะสะแยะยิ้ม “ศีรษะจะหลุดจากบ่าอยู่แล้วยังมาอวดดี”
“เ้าน่ะสิศีรษะจะหลุดจากบ่า” จ้าวฮูหยินตาขวาง
“ตระกูลขุนนางกังฉิน อยู่ไปก็รกแผ่นดินต้าถัง”
“หากผู้คุมอย่างเ้ายังไม่หุบปาก ระวังจะไม่มีลิ้นให้พูด” เสียงเยียบเย็นของหญิงชราที่นั่งหลังตรง ปิดเปลือกตาอยู่บนเตียงไม้ในห้องขังเอ่ยขึ้นมาเมื่อได้ยินผู้คุมตำแหน่งเล็ก ๆ กล่าวหาตระกูลจ้าวว่าเป็ขุนนางกังฉิน
“หึ! พวกเ้ายังคิดว่าตนเองมีอำนาจอยู่อีกรึ”
“พี่ชายระวังปากด้วยนะเ้าคะ ตระกูลจ้าวของพวกข้ามิใช่ตระกูลที่ท่านจะมาิ่เกียรติได้” จ้าวลู่ชิงหยิบหินก้อนเล็กจากพื้น ถอยออกห่างจากหน้าห้องขัง กลับไปนั่งพิงกำแพงข้างมารดา
มือเรียวลูบก้อนหินวนเล่นก่อนจะดีดมันใส่ขาของผู้คุมที่กล้ากล่าวิ่เกียรติตระกูลจ้าว
โอ๊ย!
เสียงร้องของผู้คุมนายหนึ่งทำให้ผู้คุมคนอื่นต่างหันมอง
“เกิดอันใดขึ้น! เหตุใดเ้าถึงร้องเสียงหลง” เสียงเคร่งขรึมของหัวหน้าผู้คุมที่เพิ่งเดินมาถึงตวาดลั่น จนสะท้อนไปทั่วทั้งคุกหลวง
“คนพวกนั้นดีดก้อนหินใส่ขาข้าน้อยขอรับ” มองไปยังก้อนหินที่ตกอยู่ใกล้ขา ต้องเป็คนพวกนั้นอย่างแน่นอนที่ทำร้ายตน
“พวกข้าเปล่านะเ้าคะ” จ้าวลู่ชิงรีบไอโขก ๆ แสร้งทำตัวเหมือนป่วย
หัวหน้าผู้คุมมองสตรีทั้งสาม ก่อนจะถลึงตาดุผู้ใต้บังคับบัญชา “เ้ากล้าโกหกข้ารึ สตรีบอบบางเพียงนั้นจะดีดก้อนหินใส่ขาเ้าได้เยี่ยงไร”
“ข้าน้อยมิได้โกหกขอรับ ต้องเป็นางที่ดีดก้อนหินใส่ข้า”
“ออกไป! ถึงเวลาเปลี่ยนเวรของเ้าแล้ว” ดรุณีขี้โรคอย่างคุณหนูสกุลจ้าวน่ะหรือจะมีเรี่ยวแรงดีดก้อนหินใส่จนผู้คุมตัวใหญ่ร้องเสียงหลง
“ขอรับ” ยอมก้มหน้าเปลี่ยนเวรกับผู้คุมที่เดินเข้ามาใหม่
จ้าวลู่ชิงนั่งนิ่งเหลือบตามองผู้คุมถูกสับเปลี่ยนเวร พอเห็นหัวหน้าผู้คุมออกไป ผู้คุมชุดใหม่ถูกเปลี่ยนเวรนางก็รีบคลานไปด้านหน้าห้องขัง
“พี่ชาย ท่านรู้หรือไม่ ว่าอดีตไท่ฟู่ถูกขังอยู่ที่ใด” จ้าวลู่ชิงรีบยกเอาตำแหน่งราชครูขององค์รัชทยาทมาเพิ่มบารมีเพื่อให้บรรลุผล
ผู้คุมคนใหม่หันมองดรุณน้อยเกาะลูกกรงรอคำตอบด้วยแววตาบริสุทธิ์ “เ้าเป็คนจวนฝู่กั๋วกง?”
“จวนฝู่กั๋วกงเป็เพียงอดีตไปแล้ว ท่านปู่ข้ามีนามว่าจ้าวเฉิง ท่านพ่อข้ามีนามว่าจ้าวหยาง ท่านพี่ข้ามีนามว่าจ้าวลู่เสียน ท่านพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าตอนนี้พวกเขาเป็เยี่ยงไรบ้าง”
ั้แ่ถูกคุมตัวมายังคุกหลวงพวกตนก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย มิรู้ว่าป่านนี้พวกเขาจะเป็เช่นไรบ้าง
“พวกเขาถูกคุมขังอยู่ในคุกถัดไป เ้ามิต้องเป็ห่วง”
“ขอบคุณพี่ชายมากเ้าค่ะ” ก้มศีรษะขอบคุณเล็กน้อย
“พี่ชายข้าขอถามอีกสักเื่ได้หรือไม่” นั่งพิงกรงเหล็ก
“ว่ามา ถ้าข้าตอบได้ก็จะตอบ”
“คนตระกูลเมิ่งเป็เช่นไรบ้างเ้าคะ” จวนเหยียโหวล่มสลายก่อนจวนนางเพียงชั่วยามเท่านั้น ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็เยี่ยงไรบ้าง
“ข้าตอบเ้ามิได้”
จ้าวลู่ชิงเงียบ “ถ้าท่านตอบไม่ได้พยักหน้าให้กับคำถามของข้าได้หรือไม่”
“หากไม่ลำบากใจจนเกินไป ข้าจะตอบ แต่ว่าต้องเป็คำถามสุดท้ายแล้วนะ”
รอยยิ้มเผยบนใบหน้า ผู้คุมนายนี้ช่างจิตใจดีนัก นางรู้ดีว่าผู้คุมไม่อนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลของนักโทษ
“พวกเขายังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม?”
จับจ้องใบหน้าเหลี่ยม เพียงใบหน้าพยักลงจ้าวลู่ชิงก็ถอนหายใจโล่งอก คลานกลับไปนั่งข้างมารดา
จ้าวฮูหยิบตบหลังมือบุตรสาวเพื่อปลอบประโลม อนาคตมิรู้เลยว่าจะเป็เช่นไรต่อ
ตำหนักทางทิศตะวันตกของวังหลวง ไท่ซ่างหวงหลับพระเนตรเมื่อขันทีประจำพระองค์รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจนสามารถสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วเมืองฉางอันจนแผ่ขยายออกไปทั่วต้าถัง
“เราจะปกป้องโอรสของตัวเองไม่ได้เลยใช่ไหม”
น้ำเสียงของไท่ซ่างหวงสั่นเครือทำให้ขันทีประจำพระองค์เศร้าตามไปด้วย
“เขาได้ในสิ่งที่ปรารถนาแล้ว เหตุใดถึงยังไม่พอใจ”
สาเหตุที่ไท่ซ่างหวงต้องพระราชทานการหมั้นหมายระหว่างฉีอ๋องกับหลานสาวของสหายอย่างจ้าวเฉิง เพื่อ้าให้จวนฝู่กั๋วกงช่วยคุ้มภัยให้กับโอรสองค์เล็ก หลังจากเห็นโอรสเข่นฆ่ากันเองทำให้ภายในพระอุระของไทซ่างห่วงอัดแน่นไปด้วยความทุกข์ระทม
ขุนนางที่ช่วยกันสถาปนาต้าถังขั้นมาบัดนี้ทยอยถูกปลด จะมิให้รู้สึกเสียพระราชหฤทัยได้อย่างไร
“บอกคนหน้าตำหนักด้วยว่าเราไม่อยากพบใคร”
ขันทีประจำพระองค์น้อมรับคำสั่ง ถอยออกไปกำชับขันทีน้อยกับทหารเวรยาม
หลี่ซื่อหมินยืนนิ่งหลับพระเนตรอยู่หน้าตำหนักของไท่ซ่างหวง เมื่อขันทีประจำพระองค์บอกว่าไท่ซ่างหวงไม่้าให้ผู้ใดเข้าพบ
ขันทีต่างยืนก้มหน้าด้วยท่าทีสงบนิ่ง ภายในวังหลวงกำลังร้อนระอุพวกตนไม่อยากเดือดร้อนไปด้วย
ยืนอยู่ประมาณหนึ่งชั่วยามหลี่ซือหมินก็เดินจากไป ขันทีต่างถอนหายใจโล่งอก