บทที่ 31 ใบเกียรติคุณ
ขณะเจียงหนานให้ที่อยู่บ้านของกับอีกฝ่าย เดิมทีลู่ฮ่าวคิดจะเปล่งเสียงขัดจังหวะ คำพูดจ่ออยู่ที่ริมฝีปากแล้ว แต่เพราะสีหน้ากระตือรือร้นและแววตาเป็นประกายสุกใสของยัยหมูน้อย เขาเลยเลือกที่จะเงียบอีกครั้ง
หลังจากออกมาจากร้านยาสมุนไพร ลู่ฮ่าวถึงกับถามเสียงเข้ม “เธอจะเก็บรวมสมุนไพรจริง ๆ หรือ?”
เจียงหนานพยักหน้า “ใช่น่ะสิ ฉันบอกกับคุณปู่แล้ว คุณปู่ก็อนุญาตแล้วด้วย เราวางแผนจะรวบรวมสมุนไพรเพื่อทำเงิน”
หญิงสาวเอ่ยเรียกคุณปู่แต่ละทีดูสนิทสนม ทำให้ลู่ฮ่าวรู้สึกว่าเจียงหนานอยากจะอยู่กับเขาต่อไปอย่างไรอย่างนั้น
เขาเตือนว่า “ฉันต้องกลับเมืองเร็ว ๆ นี้แล้ว เธอเคยบอกว่าถึงตอนนั้นให้แยกย้ายทางใครทางมัน รับงานเก็บสมุนไพรแบบนี้คืออยากอยู่ต่อหรือ?”
“เปล่าสักหน่อย” เจียงหนานยกสองมือขึ้นโบกอย่างไม่ใส่ใจ “คุณก็ได้ยินแล้วว่าฉันคิดเงินเท่าไร จ่ายเท่าไร ฉันทำงานส่งสมุนไพรก็พอแล้ว ฉันแค่หาเงินจากการส่งของเท่านั้นเอง”
เธอเห็นว่าลู่ฮ่าวไม่พูดไม่จา เธอเลยหาข้ออ้างต่อ “จะหนีทั้งทีก็ต้องมีค่าเดินทาง อีกอย่าง บ้านคุณใช้เงินสู่ขอฉันตั้งมากมาย เป็นเงินจากน้ำพักน้ำแรงของคุณปู่ทั้งนั้น ฉันทนไม่ได้หรอก ฉันต้องหาทางจ่ายคืนให้เขาส่วนหนึ่ง ฉันถึงจะสบายใจ”
ลู่ฮ่าวเป็นคนเก็บตัว เขาฟังหญิงสาวคุยจ้อ พูดทุกประโยคอย่างมีเหตุมีผลเช่นนี้แล้วก็ไม่สามารถพูดอะไรต่อได้
เขาเจ็บหน้า เจ็บแขน แถมยังมีเรื่องต้องทำ หมดอารมณ์จะคุยกับเธอในตอนนี้ไปแล้ว
ฉินเฟิงยังคงยืนอยู่ข้างรถสามล้อ เห็นทั้งคู่เดินคุยกันมาเลยหยอกล้อว่า “เฮ้อ ไปตั้งนาน คุยกันพอหรือยัง”
“ยัยหมูน้อย เจรจาสำเร็จแล้วหรือ?” ฉินเฟิงจงใจถาม
เจียงหนานพยักหน้าท่าทางจริงจัง “สำเร็จแล้ว พรุ่งนี้ตรวจสมุนไพรที่บ้านเสร็จก็สามารถเริ่มได้เลย”
ฉินเฟิง “???”
ยัยหมูน้อยเก่งขนาดนี้เชียว?
“จริงหรือเปล่า?” เขามองลู่ฮ่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขาเลยถามเพื่อยืนยัน
สำเร็จแล้วหรือ?
การทำธุรกิจไปได้ดีขนาดนี้เลย?
ลู่ฮ่าวไม่ได้ตอบเขา แต่เดินตรงไปที่รถสามล้อ
เจียงหนานไล่ตามไป รีบเตือนสามีในนามว่า “ลู่ฮ่าว ราคาที่เถ้าแก่เนี้ยหยางให้มา คุณต้องเก็บเป็นความลับนะ จะให้คนในหมู่บ้านรู้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นฉันจะมีคู่แข่ง”
ลู่ฮ่าวไม่พูดอะไร ส่วนฉินเฟิงกล่าวว่า “ยัยหมูน้อย คนที่ควรปิดปากเงียบน่ะคือฉันต่างหาก ไม่ใช่เขา”
เจียงหนานสงสัย “หือ?”
“เขาไม่ต่างจากคนใบ้หรอก แต่ฉันน่ะ…” ฉินเฟิงลูบคาง ทำท่าทางส่อเป็นนัยขู่เจียงหนานแล้วขอผลประโยชน์
เจียงหนานฉีกยิ้ม “ฉันรู้ นายน่ะปากพล่อย”
ฉินเฟิงกลอกตา
‘ถ้ารู้ว่าฉันปากพล่อย ทำไมยังไม่รีบใช้ผลประโยชน์มาปิดปากฉันอีก’
เธอซ่อนดาบในรอยยิ้ม “ตัดลู่ทางหาเงินคนอื่นก็เหมือนฆ่าพ่อแม่ นายทำได้ลงสินะ”
ฉินเฟิง “...”
“ถึงเวลากินข้าวแล้ว งั้นฉันเลี้ยงอาหารแล้วกัน”
สมุนไพรของเนี่ยอวิ๋นถูกขายเป็นเงินแล้ว เธอวางแผนว่าวันนี้จะเบิกเงินเกินบัญชี พอเถ้าแก่เนี้ยหยางให้เงินมัดจำแล้วค่อยคืนเนี่ยอวิ๋น
ฉินเฟิงแสดงท่าทีเห็นด้วย “ได้สิ ได้เวลาอาหารพอดีเลย ยัยหมูน้อยจะเป็นเถ้าแก่แล้ว ควรต้องจัดสักมื้อสิ”
ลู่ฮ่าวที่ขึ้นรถสามล้อเรียบร้อยแล้วพูดกับเจียงหนานว่า “พวกเรามีธุระต้องทำ เธอไปหาข้าวกินเอง ไปที่สถานีแล้วนั่งรถประจำทางกลับบ้านก่อนได้เลย”
ลู่ฮ่าวคล้ายมีเจตนาตีตัวออกห่างจากเธอ แต่เจียงหนานก็ไม่ได้รั้งไว้ เธอพยักหน้ารับ “ได้ ฉันเองก็มีเรื่องต้องทำพอดี งั้นฉันไปก่อนนะ”
การที่เจียงหนานมาเจรจาธุรกิจรับซื้อสมุนไพรกับป้าหยางนั้นเป็นเรื่องรอง
ภารกิจหลักของเธอคือมาซื้อยาสมุนไพร
ซื้อยาสมุนไพรให้คุณปู่ และตั้งใจจะหายาเรียกเนื้อให้ลู่ฮ่าว
หากลู่ฮ่าวตามมาด้วยคงไม่สะดวก
ประจวบเหมาะทีเดียว ทีนี้เธอจะได้ไปร้านยาจีนอย่างอิสระเสียที
ฉินเฟิงกำชับเธออย่างกระตือรือร้น “ยัยหมูน้อย ระวังความปลอดภัยด้วย อย่าให้โดนคนจับตัวไปล่ะ หมู่นี้ที่นี่ไม่ค่อยสงบเท่าไร”
หมู่นี้ไม่ค่อยสงบ...
ถ้อยคำของฉินเฟิงเข้าสู่โสตประสาทหูของเจียงหนาน ความทรงจำอันเนิ่นนานจากชีวิตก่อนพลันแวบเข้ามาในหัวของเธอ
หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ
มันอัดไปด้วยความเจ็บปวด
เธอถามฉินเฟิง “เจ้าหน้าที่ฉิน ได้ยินมาว่านายมีน้องสาวนี่นา?”
“อ่า ใช่แล้ว มีอะไรหรือเปล่า?” ฉินเฟิงตอบอย่างสบาย ๆ ขณะกำลังจะขึ้นรถ
เจียงหนานยิ้มตาหยี “น้องสาวของนายกำลังเรียนอยู่หรือเปล่า? ฉันอยู่คนเดียวมันเหงาน่ะ อยากหาเพื่อนสาวใจดีสักคน ฉันจะมีโอกาสเจอบ้างไหม?” เธอใช้วิธีนี้เพื่อสอบถามสถานการณ์ของน้องสาวฉินเฟิง
ฉินเฟิงตอบว่า “น้องสาวฉันน่ะ เรียนตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ในเมือง เอาไว้กลับมาครั้งหน้า ฉันจะแนะนำให้รู้จัก”
“แต่…” ฉินเฟิงเหลือบมองชายที่นั่งอยู่บนรถที่กำลังรอคนขับแล้วถอนหายใจ “ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นเธอจะยังอยู่หรือเปล่า”
เจียงหนาน “...”
แม้เธอจะเข้าใจความหมายของฉินเฟิง แต่ทำไมฟังแล้วน่าอึดอัดใจพิกล?
“อยู่แน่นอน ฉันอายุยืน” เจียงหนานเอ่ยจบก็โบกมือให้พวกเขาแล้วหมุนตัวอย่างสง่างาม “ไปแล้วนะ”
ทอดมองแผ่นหลังที่คล้อยหลังไปของเจียงหนาน ฉินเฟิงก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าทึ่ม ถึงแม่สาวคนนี้จะอ้วนไปหน่อย แต่ก็น่าสนใจดีนะ ส่งเสริมกับคนนิสัยเป็นท่อนไม้แบบแก เหมาะสมกันดีออก”
ลู่ฮ่าวตำหนิ “เหมาะบ้านแกสิ รีบไปสักที”
ฉินเฟิงเหยียบคันเร่ง พาลู่ฮ่าวมุ่งหน้ากลับไปที่บ้านของเขาก่อน
...
ตอนบ่ายสองโมง ลู่ฮ่าวปรากฏตัวที่หน้าประตูที่ว่าการอำเภอ
เรื่องที่เขาช่วยชีวิตผู้คนท่ามกลางกองเพลิง ทางอำเภอตัดสินใจมอบใบเกียรติคุณความกล้าหาญแก่เขา
อันที่จริงควรไปที่บ้านเพื่อสรรเสริญเขา ทว่าลู่ฮ่าวไม่ชอบเป็นจุดสนใจ ไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่จนคนรู้ไปทั่ว เขาจึงมาที่นี่ตามลำพัง
ขณะนี้ ผู้นำของทางอำเภอลงมาต้อนรับเขา ทันทีที่พบกันก็แสดงจิตใจเคารพนับถือต่อลู่ฮ่าวและเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของเขาให้เห็น
ลู่ฮ่าวอุทิศชีวิตช่วยผู้คนโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง เขาตัดกระแสไฟฟ้าของโรงแรมได้ทันเวลา ทำให้ไม่เกิดการบาดเจ็บล้มตายและไม่สูญเสียทางการเงินไปมากกว่านี้ พวกเขานับถือในตัวลู่ฮ่าวจริง ๆ
ลู่ฮ่าวถูกพาเข้าไปในห้องประชุมแล้วนั่งรอ
ก่อนที่ผู้นำจะมาถึง ชายชราผมขาววัยไม้ใกล้ฝั่งคนหนึ่งก็เข้ามาในห้องประชุมโดยมีหญิงสาวผมสั้นคอยช่วยพยุง
เหล่าหลิว เจ้าหน้าที่ราชการวัยกลางคนในอำเภอแนะนำให้พวกเขารู้จัก “เฉินเหล่า*[1] เขาอยู่ตรงนี้”
“สหายท่านนี้คือชายหนุ่มผู้กล้าหาญที่แบกคุณออกมาจากกองเพลิง”
ลู่ฮ่าวรีบลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นชายชราเดินขากะเผลกเข้ามา
ชายชราเดินไปตรงหน้าเขา โค้งคำนับ กล่าวขอบคุณเขาซ้ำ ๆ ด้วยเสียงแหบแห้ง “สหายน้อย ขอบคุณมากนะ”
“ขอโทษด้วย ฉันทำเธอเดือดร้อนจนได้รับบาดเจ็บ ถ้าไม่ใช่เพราะช่วยฉัน หน้าของเธอก็คงไม่ เฮ้อ...”
เฉินเหล่ากุมมือของลู่ฮ่าว ทั้งรู้สึกซาบซึ้งใจและรู้สึกผิด
เขามาอำเภอหล่งซานคนเดียวเพื่อตามหาญาติ เขาพักอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง เนื่องจากวงจรไฟฟ้ามีปัญหา เต้าเสียบปลั๊กไฟไหม้กลางดึก เขาติดอยู่ในห้อง เป็นชายหนุ่มคนนี้แบกเขาออกจากห้องที่ไฟลุกโชน ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองแม้แต่น้อย
ลู่ฮ่าวเพียงแค่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “สหายอาวุโส ถือเป็นสิ่งที่ผมควรทำครับ”
“ฉันทำร้ายคนหนุ่มแบบเธอแล้ว” ชายชรามองผ้าก๊อซบนใบหน้าของลู่ฮ่าว ภายในใจหนักอึ้งเหลือเกิน
เดิมทีเขาเป็นคนบาป มาอำเภอหล่งซานเพื่อใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ตามหาหลานชาย ชดใช้บาป
ไม่คาดคิดว่ายังไม่ทันหาเจอ ดันก่อกรรมขึ้นอีก
ท่ามกลางความไร้ซึ่งเจตนา ก็ไปทำลายชีวิตชายหนุ่มคนหนึ่งเสียแล้ว
*[1] เฉินเหล่า คำว่า เหล่า ในที่นี้ ใช้เรียกคนชราเเป็นการแสดงความเคารพนับถือ โดยนำแซ่ไว้ข้างหน้า