ค่ำคืนในห้องหอที่สภาพพังทลาย ยังคงทอดยาวออกไปอย่างเชื่องช้าแสงจันทราลอดผ่านช่องโหว่บนหลังคาสาดส่องลงมาต้องใบหน้าของบุรุษทั้งสามและสตรีหนึ่งเดียวบนเตียงราวกับจับจ้องโชคชะตาที่กำลังพลิกผัน
ฮวาเสี่ยวซีหาวหวอดออกมาอย่างไม่ปิดบังดวงตาคู่สวยเริ่มปรือลงอย่างเห็นได้ชัดความเหนื่อยล้าจากการแต่งงานและเรื่องราวที่วุ่นวายในค่ำคืนนี้ทำให้เธอแทบจะทรงตัวไม่อยู่
"ข้าง่วงนอน..."นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ยานคางเล็กน้อย "เรื่องอะไรของพวกท่าน...เอาไว้คุยกันวันหลังเถอะนะ..."
นางขยับตัวเล็กน้อยพยายามหาท่าทางที่สบายบนเตียงที่ยังคงมีร่องรอยความเสียหายจากการต่อสู้
"แต่ถ้าพวกท่านอยากได้คำตอบเร็วๆ..."นางลืมตาขึ้นเล็กน้อย มองไปยังบุรุษทั้งสองด้วยความไม่ใส่ใจนัก"ก็ไปคุยกันก่อน... ตกลงกันได้ก็มาบอกข้า... ถ้ายังไม่ได้คำตอบ...ก็รอไปก่อน... ข้าขอนอนแล้วนะ..."
พูดจบฮวาเสี่ยวซีก็หันหลังให้บุรุษทั้งสอง คว้าผ้าห่มที่ยังพอใช้ได้มาคลุมร่างแล้วหลับตาลงอย่างรวดเร็ว ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกในทันทีทิ้งให้บุรุษทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันด้วยความรู้สึกที่หลากหลายในห้องที่เงียบสงัด
อี้เฟยหลงทรงเห็นด้วยกับฮวาเสี่ยวซีอย่างยิ่งพระองค์เองก็ทรงรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งทางกายและใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้พระองค์ทรงพยักพระพักตร์เล็กน้อยไปยังฮ่องเต้เป็นการสนับสนุนคำพูดของฮวาเสี่ยวซี
อี้หานเฟิงมองฮวาเสี่ยวซีด้วยความรู้สึกที่ยังคงค้างคาใจอยู่เล็กน้อยวิธีการแก้ไขปัญหาของนางนั้นช่างแตกต่างและเหนือความคาดหมายแต่เมื่อเห็นท่าทางที่อ่อนแรงและดวงตาที่ปรือลงของนางเขาก็พอจะเข้าใจได้ว่านางคงเหนื่อยล้าจริงๆ เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ และพยักหน้าเห็นด้วยอย่างไม่เต็มใจนัก
ฮ่องเต้ อี้จงเหวิน ทอดพระเนตรสภาพที่อ่อนแรงของฮวาเสี่ยวซีและน้องชายด้วยความเห็นใจพระองค์ทรงเข้าใจดีว่าทั้งสองคงต้องการพักผ่อนหลังจากเผชิญกับเรื่องราวที่วุ่นวายมาทั้งคืน
"เอาเถิด..."ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง "พวกเจ้าคงเหนื่อยกันมากแล้วพักผ่อนเสียเถิด เรื่องอื่นๆ พวกเราค่อยมาพูดคุยกันในวันพรุ่งนี้"
พระองค์ทรงหันไปสั่งเหล่าองค์รักษ์ด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด"พวกเจ้า! จัดการห้องหอให้เรียบร้อยและดูแลความปลอดภัยให้จิ้นอ๋องและพระชายาด้วย"
จากนั้นฮ่องเต้ทรงหันกลับมามองอี้หานเฟิงด้วยสายพระเนตรที่บ่งบอกถึงความเข้าใจ"เสด็จอาเองก็คงเหนื่อยจากการเดินทางเช่นกัน โปรดไปพักผ่อนเถิด"
ฮ่องเต้ทรงตัดสินใจที่จะยุติการสนทนาในค่ำคืนนี้เพื่อให้ทุกฝ่ายได้พักผ่อนและคลายความตึงเครียดเรื่องราวที่ซับซ้อนและความเข้าใจผิดต่างๆคงต้องใช้เวลาในการพูดคุยและทำความเข้าใจอย่างละเอียดในวันรุ่งขึ้น
แต่ความเงียบที่อบอวลในห้องไม่ได้หมายถึงการยอมรับโดยสิ้นเชิง
อี้หานเฟิงยืนกรานอยู่กับที่ดวงตาคมกริบของเขายังคงจับจ้องไปยังร่างที่หลับใหลของฮวาเสี่ยวซีบนเตียงแม้ฮ่องเต้จะทรงตรัสเชิญให้เขาไปพักผ่อนแล้วก็ตาม เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมราวกับรากแก้วที่หยั่งลึกไม่ยอมขยับ
"กระหม่อมยังไม่อาจไปได้ ฝ่าบาท"อี้หานเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเด็ดเดี่ยว"เรื่องราวทั้งหมดนี้ยังไม่กระจ่าง กระหม่อมจำเป็นต้องอยู่ที่นี่...เพื่อรอฟังความจริงจากปากของนางอีกครั้ง"น้ำเสียงของเขาแข็งกระด้างและไม่ยอมอ่อนข้อ บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะคลี่คลายปมปัญหาที่ค้างคาอยู่ในใจเขาไม่สามารถปล่อยให้ฮวาเสี่ยวซีหลับไปโดยที่ยังไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องราวในอดีตและความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของพวกเขาสามคน
"กระหม่อมรู้ว่านางเหนื่อยล้าแต่ความจริงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า" อี้หานเฟิงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง"กระหม่อมต้องการที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนางในช่วงเวลาที่หายไป...ต้องการที่จะรู้ว่าเหตุใดนางถึงจำกระหม่อมไม่ได้... และต้องการที่จะรู้ว่าความรู้สึกที่นางมีต่อจิ้นเอ๋อร์นั้นคืออะไรกันแน่"สายตาของอี้หานเฟิงเต็มไปด้วยความแน่วแน่และ
ความต้องการคำตอบที่ชัดเจนเขาไม่สามารถปล่อยให้ความสงสัยและความไม่เข้าใจกัดกินหัวใจของเขาต่อไปได้เขาจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับความจริง แม้ว่ามันจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรอี้หานเฟิงด้วยความรู้สึกที่หลากหลายพระองค์ทรงเข้าใจถึงความเจ็บปวดและความสับสนของเสด็จอาแต่ก็ทรงกังวลว่าการกดดันฮวาเสี่ยวซีในขณะที่นางยังอ่อนล้าและสับสนอยู่อาจไม่เป็นผลดี
"เสด็จอา..."ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง "เราเข้าใจถึงความรู้สึกของท่านแต่เสี่ยวซีก็เหนื่อยล้ามากจริงๆการพักผ่อนอาจจะช่วยให้ความทรงจำของนางกลับคืนมาได้บ้างหรืออย่างน้อยก็ทำให้นางมีสติและพร้อมที่จะพูดคุยในวันพรุ่งนี้มากกว่านี้" พระองค์ทรงเว้นจังหวะเล็กน้อยมองไปยังร่างที่หลับใหลของฮวาเสี่ยวซีด้วยความเห็นใจ
"หากท่านยังคงยืนกรานที่จะอยู่ในห้องนี้เราก็คงไม่อาจขัดพระทัยได้"ฮ่องเต้ตรัสต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นเล็กน้อย
"แต่ขอให้ท่านทรงอดทนรอจนกว่าเสี่ยวซีจะตื่นและพร้อมที่จะพูดคุยด้วยความเต็มใจเถิดการบังคับเค้นถามในขณะที่นางยังไม่พร้อมอาจจะยิ่งทำให้นางสับสนและหวาดกลัวมากขึ้น"
ฮ่องเต้ทรงหวังว่าอี้หานเฟิงจะทรงเข้าใจและเห็นด้วยกับพระองค์การคลี่คลายเรื่องราวที่ซับซ้อนนี้จำเป็นต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจจากทุกฝ่ายการกดดันหรือบังคับขู่เข็ญคงไม่ใช่ทางออกที่ดี
อี้เฟยหลงมองไปยังแผ่นหลังของฮวาเสี่ยวซีที่หลับใหลด้วยความรู้สึกผิดและสับสนอย่างยิ่งคำพูดของเสด็จอาที่ยืนยันความสัมพันธ์ในอดีตกับนางราวกับตอกย้ำความจริงอันเจ็บปวดที่ว่าพระองค์ได้แต่งงานกับภรรยาของเสด็จอา
พระองค์ทรงเข้าใจถึงความต้องการที่จะรู้ความจริงของเสด็จอาแต่ในขณะเดียวกันก็ทรงรู้สึกเป็นห่วงฮวาเสี่ยวซีพระองค์ทรงเห็นด้วยกับฮ่องเต้ว่าการกดดันนางในตอนนี้คงไม่ถูกต้อง
"เสด็จอา..."จิ้นอ๋องเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา มองไปยังอี้หานเฟิงด้วยความเคารพ"กระหม่อมเห็นด้วยกับฝ่าบาท เสี่ยวซีเหนื่อยล้ามากจริงๆให้เวลาพักผ่อนแก่เถิด พรุ่งนี้เช้า... เมื่อนางตื่นและพร้อม...พวกเราค่อยพูดคุยกันอย่างเปิดอก" พระองค์ทรงเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
"กระหม่อมเองก็ต้องการที่จะรู้ความจริงทั้งหมด...เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต... เกี่ยวกับความรู้สึกของเสี่ยวซี...และ
เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเราสามคน...แต่กระหม่อมเชื่อว่าการพูดคุยด้วยความเข้าใจและเต็มใจ...จะนำมาซึ่งความจริงที่แท้จริงมากกว่าการบังคับเค้นถามในตอนนี้"
จิ้นอ๋องทรงหวังว่าเสด็จอาจะทรงเห็นด้วยกับพระองค์การคลี่คลายความสับสนและความเจ็บปวดนี้ต้องอาศัยความอดทนและความเห็นอกเห็นใจจากทุกฝ่าย
อี้หานเฟิงถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงดวงตาคมกริบยังคงจับจ้องอยู่ที่ร่างของฮวาเสี่ยวซีที่หลับใหลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองฮ่องเต้และจิ้น อ๋องด้วยแววตาที่อ่อนลงเล็กน้อยเขารู้ดีว่าการกดดันฮวาเสี่ยวซีในตอนนี้ไม่เป็นผลดีและคำพูดของฮ่องเต้และจิ้นอ๋องก็มีเหตุผล.
"ก็ได้..."อี้หานเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเหนื่อยล้า"ข้าจะพานางไปพักผ่อนที่จวนของข้าเองที่นั่นคงจะสะดวก
สบายและเป็นส่วนตัวมากกว่า"เขาหันกลับไปมองฮวาเสี่ยวซีอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง "ฝ่าบาทและหลงเออร์ก็ทรงพักผ่อนเถิด...เมื่อนางตื่นขึ้นในวันพรุ่งนี้...พวกเราค่อยมาพูดคุยกันถึงเรื่องราวทั้งหมดนี้อีกครั้ง"
อี้หานเฟิงเดินเข้าไปใกล้เตียงอย่างช้าๆก้มลงอุ้มร่างของฮวาเสี่ยวซีขึ้นมาอย่างเบามือ ราวกับกลัวว่านางจะตื่นพระองค์ทรงประคองนางไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอมสายตาของเขาจับจ้องใบหน้ายามหลับใหลของนางราวกับ
ต้องการเก็บเกี่ยวทุกรายละเอียดของช่วงเวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดกันก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องหอที่พังทลายไป
ทิ้งให้ฮ่องเต้และจิ้นอ๋องยืนมองตามด้วยความรู้สึกที่หลากหลายในใจความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันเจือด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายและความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง
อี้เฟยหลง ทรงยืนนิ่งมองไปยังประตูที่อี้หานเฟิงอุ้มฮวาเสี่ยวซีออกไปลับสายตา พระองค์ทรงกำพระหัตถ์แน่นพระพักตร์ยังคงซีดเผือด ดวงพระเนตรเหม่อลอย ราวกับจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเองครู่หนึ่งผ่านไป พระองค์จึงตรัสด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
"ข้า... ผิดเอง..."
เป็นเพียงคำพูดสั้นๆที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของจิ้นอ๋องบ่งบอกถึงความรู้สึกผิดและความสับสนที่ยังคงกัดกินพระทัยพระองค์ทรงตระหนักดีว่าสถานการณ์อันแสนเลวร้ายนี้มีส่วนมาจากความผิดพลาดของพระองค์เอง
ฮ่องเต้ อี้จงเหวิน ทอดพระเนตรน้องชายด้วยความเห็นใจพระองค์ทรงทราบดีว่าจิ้นอ๋องกำลังรู้สึกผิดและสับสนเพียงใดพระองค์ทรงเดินเข้าไปใกล้ ตบไหล่น้องชายเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ
"เจ้าไม่ใช่คนผิดทั้งหมดหรอกหลงเอ๋อร์" ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล "เรื่องนี้มันซับซ้อน...พวกเราทุกคนต่างก็
เป็นเหยื่อของโชคชะตา...สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย"พระองค์ทรงเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะตรัสต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น"พักผ่อนเสียเถิด หลงเอ๋อร์ พรุ่งนี้เช้า... พวกเราจะมาพูดคุยกันอีกครั้ง...และหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น"ฮ่องเต้ทรงหวังว่าคำพูดของพระองค์จะช่วยปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำของน้องชายได้บ้างในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้กำลังใจและความเข้าใจจากคนในครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด
แต่คำปลอบโยนของฮ่องเต้ไม่อาจขับไล่ความทุกข์ระทมที่เกาะกินจิตใจของอี้เฟยหลงได้ พระองค์ไม่ได้นอนทั้งคืน ดวงพระเนตรเหม่อมองเพดานห้องหอที่พังทลายความคิดวิ่งวนอยู่ในพระเศียรไม่หยุดหย่อนความจริงที่ได้ยินเมื่อคืนนี้ราวกับมีดกรีดลึกลงในพระทัย
ความสับสนในรักที่ผิดแผก เขานึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับฮวาเสี่ยวซี ความรักที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเสน่หาที่ยากจะหักห้าม เขาคือ ชายคนแรกของนาง ความบริสุทธิ์และความไร้เดียงสาที่นางมอบให้เขาในคืนนั้นยังคงตราตรึงแต่ในขณะเดียวกัน เขากลับเป็น ชู้กับภรรยาของเสด็จอา ผู้ที่เขานับถือราวบิดาภาพของฮวาเสี่ยวซีใน
อ้อมกอดของเขาเมื่อคืนนี้สลับกับภาพที่เสด็จอาอุ้มนางจากไปราวกับตอกย้ำความผิดพลาดของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าความรักที่เคยคิดว่าบริสุทธิ์กลับกลายเป็นความผิดบาปที่ยากจะให้อภัย
การตัดสินใครผิดใครถูก
คำถามที่ว่า ใครผิดใครถูก ก้องกังวานอยู่ในพระทัยจิ้นอ๋องพยายามหาคำตอบ
ตัวเขาเอง ที่ไม่รู้ความจริงว่านางหายตัวไปและยังหลงรักหญิงสาวที่กลายเป็นภรรยาของเสด็จอา? หากเขารู้เร็วกว่านี้...หากโชคชะตาไม่เล่นตลกเช่นนี้...
หากนาง ที่สูญเสียความทรงจำและถูกโชคชะตาเล่นตลก? แล้วเห็นนางเป็นหญิงสาวที่ไม่นวลสงวนตัว นางไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยนางบริสุทธิ์และไร้เดียงสาในตอนแรกที่อยู่กับเขา...แล้วความสัมพันธ์กับเสด็จอาเล่า... นางยอมให้เสด็จอาได้อย่างไร? หรือเป็นเพราะความจำเสื่อม?
ความคิดนี้สร้างความทรมานอย่างแสนสาหัสพระองค์ไม่อาจหาคำตอบที่ชัดเจนได้ และทุกความคิดก็วนกลับมาที่ความผิดบาปของตนเองความรู้สึกผิดที่ได้ทำร้ายความรู้สึกของเสด็จอาและความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญกับความจริงอันซับซ้อนนี้
ความกลัดกลุ้มจากความรักที่ผิดแผกนี้ทำให้จิ้นอ๋องต้องทนทุกข์ทรมานตลอดทั้งคืนพระองค์รู้ดีว่าไม่ว่าจะตัดสินอย่างไรก็ไม่มีทางที่เรื่องราวทั้งหมดจะกลับมาเป็นปกติได้อีกแล้ว อนาคตของเขา ฮวาเสี่ยวซีและเสด็จอาจะดำเนิน
ไปในทิศทางใด? เขาจะรับมือกับความจริงนี้อย่างไร? คำถามมากมายยังคงวนเวียนอยู่ในพระเศียรขณะที่แสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องเข้ามาในห้องหอที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการทำลายและความเจ็บปวดในหัวใจของจิ้นอ๋อง