“ไปเมืองนอก!” นาถฤดีอุทานเมื่อรู้เื่จากสามีว้าแม่สามีของหล่อนนั้นมีความคิดจะส่งเด็กไร้หัวนอนปลายเท้าที่เก็บมาเลี้ยงไปเรียนถึงเมืองนอก
“แล้วทำไมคุณต้องเสียงดังขนาดนั้นด้วย” บุรินทร์ถามอย่างไม่เข้าใจท่าทีของภรรยา
“นี่คุณลืมไปรึเปล่าว่าคุณแม่แค่เก็บเด็กนั่นมาเลี้ยงอะ ลำพังทุกวันนี้ก็ลำเอียงจนทำให้หลานแท้ๆ ตัวเองเก็บไปน้อยใจกันอยู่แล้ว”
“นี่ยังจะส่งไปเรียนถึงเมืองนอกเมืองนาอีก คุณคิดว่าลูกวิกับลูกวาจะรู้สึกแย่แค่ไหนคะที่เห็นย่ารักหลานไม่เท่ากัน”
“แล้วคุณจะให้ผมทำไง?” บุรินทร์ย้อนถามเพราะตนเองก็เหนื่อยกับเื่นี้เต็มทีแล้วเช่นกัน นาถฤดีคอยตั้งแง่กับเด็กคนนั้นั้แ่วันแรกที่เข้ามาเหยียบในบ้าน ส่วนเื่ที่หล่อนโวยอยู่นั้นมันก็มีเหตุผลเช่นกัน บางครั้งผู้เป็แม่ก็ทำไม่ถูกเท่าไหร่นักจนตนต้องถามหาเหตุผลจากท่าน
“หนูดารินเป็ลูกหลานคนที่แม่รู้จัก” ผู้เป็แม่บอกหลังพูดกับตนว่าจะส่งดารินน้อยไปอยู่เมืองนอก
“แม่อยากชดเชยให้เด็กคนนี้มีชีวิตที่ดีขึ้น” แต่ท่านก็ไม่เคยปริปากบอกถึงที่มาที่แท้จริงของเด็กคนนั้น
“การส่งเด็กคนนี้ไปอยู่พ้นหูพ้นตา คงทำให้ลูกกับเมียแกสบายใจขึ้น”
กลับมาที่ปัจจุบัน….
“คัดค้านสิคะ คุณจะปล่อยให้นั่งเด็กนั่นตีตัวเสมอลูกๆ ของเราทั้งที่มันมาจากดินได้ไง”
“อีกหน่อยเถอะ มันคงประจบประแจงคุณแม่เอาเครื่องเพชรไปหมดหรอก”
หล่อนเคยเห็นครั้งหนึ่งที่แม่สามีมอบสร้อยจี้ทับทิมให้เด็กนั่นใส่ สร้อยเส้นนั้นตนอยากได้มาใส่ให้ลูกสาวคนโตแทบแย่ แต่มันกลับไปอยู่บนคอเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างดารินได้ ซึ่งเื่นี้ตนเคยมาระบายกับบุรินทร์แล้ว แต่ก็เหมือนทุกครั้งสามีกลับสวมบทพ่อใจดีปล่อยให้เด็กนั่นไป สร้างความขุ่นเคืองใจให้นาถฤดีอยู่ไม่น้อย
“เหลวไหลน่ะคุณ” บุรินทร์ตำหนิภรรยา.
“คุณแม่ผมท่านรู้ดีว่าอะไรควรไม่ควร อีกอย่างเครื่องเพชรท่านก็มีมากมาย ท่านจะให้เป็ของขวัญใครบ้างก็ปล่อยให้เป็ความสุขของท่านเถอะ” โดยส่วนตัวบุรินทร์ไม่เคยคิดอะไรจุกจิกเหมือนภรรยาอยู่แล้ว ฝ
“ท่านไม่รักคนอื่นมากกว่าหลานในไส้ตัวเองหรอกน่าคุณ”
“คุยกับคุณแล้วฉันไม่เคยได้อะไรเลย” นาถฤดีกระแทกเสียงใส่อย่างขัดใจ
“ฉันต้องปลอบใจลูกยังไงคุณก็คงไม่สนใจเื่นี้สินะ” หล่อนพูดต่อ
“นอกจาก….” นาถฤดีกระตุกยิ้มแล้วเดินดุ่มๆ ไปเรือนเล็กทันทีพร้อมกับความคิดบางอย่างในหัว
อีกด้านหนึ่งของคฤหาสน์ คุณหญิงเกสรกำลังพร่ำสอนเด็กน้อยให้เรียนรู้การทำอาหารและครั้งนี้ก็อยู่ในหมวดขนมไทยและดูเหมือนว่าดารินน้อยจะสนใจและเพลิดเพลินกับการได้หัดทำอาหารมากกว่างานบ้านงานเรือนประเภทอื่นที่นางพยายามสอน .
ส่วนหลานสาวแท้ๆ อีกสองคนพอนางจะเริ่มถ่ายทอดวิชาที่ตกทอดกันมาั้แ่สมัยบรรพบุรุษทำงานอยู่ในวังก็พากันเผ่นหนีไปหมด วิเวียนกับวาววาสนใจแต่การเล่นสนุกและรักสวยรักงามตามประสาเด็กผู้หญิง สุดท้ายคนที่ได้รับการถ่ายทอดทุกอย่างจากนางจึงกลับกลายเป็ดารินแทน
“ดูท่าคุณหนูดารินจะเอาดีด้านอาหารมากกว่านะคะคุณท่าน” นางแหวนเอ่ยขึ้นและมองเด็กน้อยที่กำลังหัดปั้นขนมอย่างตั้งใจด้วยความเอ็นดู
“ได้สักอย่างนึงก็ดีแล้วล่ะ” คุณหญิงเกสรมองเด็กน้อยแล้วย้อนนึกถึงหลานสาวแท้ๆ ของตัวเองที่ไม่เอาอะไรเลยแถมยังค่อนข้างเอาแต่ใจและเ้าอารมณ์ตามนิสัยของนาถฤดีผู้เป็แม่ ครั้นจะเรียกมาอบรมบ่มนิสัยก็คงดัดยากเสียแล้วเพราะถูกนาถฤดีปลูกฝังมาเช่นนั้น อีกอย่างทั้งวิเวียนและวาววาก็แทบจะไม่เข้าใกล้ตนเลย นึกแล้วนางก็ยิ่งหนักใจกับนิสัยในวันข้างหน้าของหลานสาวทั้งสองนัก .
“นี่ถ้าวิเวียนกับวาววาได้ดั่งใจฉันสักครึ่งของดารินก็คงดีหรอก”
“แม่นาถฤดีเลี้ยงหลานฉันจนจะเสียคนอยู่แล้ว”
“คุณหนูวิเวียนกับคุณหนูวาววายังเด็กอยู่ ยังมีเวลาอบรมใหม่อยู่นะคะคุณท่าน” นางแหวนให้กำลังใจนายหญิงของตน
“หึ ฉันว่าคงยากแล้วล่ะ แม่เขาเดินมานั่นแล้ว” คุณหญิงเกสรมองนาถฤดีที่กำลังเดินดุ่มๆ มาทางตน ทายเลยว่าต้องมีสักเื่แน่ๆ ที่หอบให้แม่ลูกสะใภ้มาถึงที่นี่
“คุณแม่” ดารินน้อยที่เงยหน้าขึ้นมาเห็นเรียกนาถฤดีด้วยความดีใจและยิ่งดีใจมากขึ้นเมื่อถูกคนที่เรียกว่าแม่จูงมือมานั่งในตัก นี่คงเป็ความอบอุ่นแรกที่ได้รับจากแม่ั้แ่หนูน้อยจำความได้
“จ้ำม่ำขึ้นทุกวันเลยนะเรา” นาถฤดีเอ่ยในขณะที่เด็กน้อยยิ้มแก้มปริ คุณหญิงเกสรและนางแหวนจึงหันมามองหน้ากันโดยมิได้นัดหมายด้วยความแปลกใจกับการกระทำของหล่อน.
“ลมอะไรหอบเธอมาถึงที่นี่ล่ะแม่นาถ” คุณหญิงจึงเกสรถามลูกสะใภ้
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ นาถได้ยินว่าคุณแม่ถ่ายทอดวิชาจากในวังให้ดารินอยู่ คุณบุรินทร์ก็ชมลูกสาวคนโตไม่ขาดปาก นาถก็เลยอยากเห็นฝีมือของหนูดารินบ้างน่ะค่ะ” นาถฤดีบอก
“คุณหนูดารินหัวไว เรียนรู้เร็วมากค่ะคุณ สอนแค่แป๊บเดียวก็จำได้แล้ว” นางแหวนรีบบอกพร้อมกับความภูมิใจที่มีต่อเด็กน้อย ด้วยความน่ารักและว่านอนสอนง่ายของดารินจึงไม่มีใครในเรือนเล็กที่จะไม่เอ็นดูเด็กน้อย.
“เสียดายที่แม่วิเวียนกับแม่วาววาติดเล่น ไม่สนใจสิ่งที่ย่าสอนเลย” ย่าเกสรบ่นถึงหลานสาวอีกสองคนอย่างเสียดาย
“ก็คงซุกซนไปตามวัยนั่นแหละค่ะ เดี๋ยวให้สองสาวโตขึ้นเท่าดารินอีกสักหน่อย นาถจะพาลูกๆ มาขอให้คุณแม่สอนเองค่ะ” นาถฤดีทำทีรับปากแล้วแสร้งชวนแม่สามีคุยสองสามประโยค จากนั้นก็เริ่มเข้าเื่
“จริงสิ นาถเพิ่งทราบจากคุณบุรินทร์ว่าคุณแม่จะส่งดารินไปอยู่ฝรั่งเศสเหรอคะ” นาถฤดีทำทีเป็นึกออก.
“ ใช่” และแม่สามีก็ไม่ได้ปฏิเสธ
“เธอติดปัญหาอะไรรึเปล่าแม่นาถ” นางถามต่อ
“เปล่าหรอกค่ะ นาถแค่คิดว่ามันจะดีรึเปล่าถ้าให้ดารินไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นั้แ่เด็กแบบนี้ แกคงจะเหงานะคะคุณแม่” หล่อนบอกแล้วหันมาพูดกับหนูน้อยดารินที่ยังนั่งเล่นอยู่บนตัก
“ใช่มั้ยจ้ะ ดาริน” ส่วนเด็กน้อยเมื่อถูกถามก็เงยหน้าขึ้นมองคนเป็ย่า ใจจริงเด็กน้อยก็ไม่ได้อยากจะจากบ้านนี้ไปไหนเลย
“อยู่ที่นั่นมีวิฬาร์กับพินิจ ญาติของเราช่วยดูแลอยู่ แถมสองคนนั่นยังมีตาวิน ลูกชายที่วัยไล่เลี่ยเป็เพื่อนกับดารินอยู่อีกคน”
“ไว้ย่าจะไปหาหนูดารินบ่อยๆนะ” นางบอกเด็กน้อย
“ค่ะ คุณย่า….”