“แล้วเธอคิดอย่างไรบ้างหากฉันจะคบกับพี่คิวแบบจริงๆจังๆ”
วนิศราปรึกษาเพื่อน จันทนีย์จึงได้ดึงมือเธอพาไปนั่งลงที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้แทนการยืนพูดคุยกันอยู่อย่างนั้น
“เื่นี้มีแต่เธอกับพี่คิวเท่านั้นที่จะเป็คนตัดสินใจ ตัวฉันเองก็คงเป็ได้แค่ที่ปรึกษา ว่าแต่เธอแน่ใจแล้วเหรอว่ารู้สึกอย่างไรกับเขาและเขาคิดอย่างไรกับเธอ”
“ฉันคิดว่าเรารักกัน”
วนิศราตอบด้วยท่าทางครุ่นคิด
“แต่เธอก็ต้องไม่ลืมน่ะ ว่าพี่คิวเขาเป็นักร้องระดับซุปเปอร์สตาร์ในขณะที่เธอเป็แค่เด็กสาวธรรมดาๆ เธอเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าจะต้องเจอความกดดันอะไรบ้างหากคิดจะคบกับเขาแบบจริงๆจังๆ”
จันทนีย์ตั้งคำถามกับเพื่อน
“ฉันคิดว่าความรักที่เรามีต่อกันจะทำให้เราผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆไปได้”
วนิศราตอบอย่างมั่นใจในความรักเป็ที่สุด เวลานี้โลกของเธอสวยงามเหลือเกิน
+ + + + + + + + + + + + + +
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นกลางดึกปลุกวนิศราให้รู้สึกตัวตื่นขึ้น เด็กสาวหันไปมองนาฬิกาเรืองแสงรูปตุ๊กตาคิตตี้ที่วางอยู่ข้างหัวนอน มันบอกเวลาว่าล่วงเข้าตีสองแล้ว ใครกันน่ะที่มาเรียกเอาดึกดื่นป่านนี้ และเพราะที่นี่ไม่เคยมีเื่ร้ายๆเกิดขึ้นมาก่อนเด็กสาวจึงไม่ได้นึกหวาดกลัว เธอลุกจากที่นอนไปเปิดไฟก่อนเดินไปที่ประตูที่ยังปิดล๊อคอยู่
“นิด นี่พี่คิวเองน่ะ เปิดประตูให้พี่หน่อย”
มีเสียงบอกมาเบาๆพอได้ยิน
วนิศราจำเสียงเขาได้ เธอรีบเปิดประตูออกทันทีอย่างไม่ลังเล และทันทีที่ประตูเปิดออกร่างสูงของเขาก็โผเข้ามากอดเธอไว้แน่น ท่าทางเหมือนเด็กหลงทางแล้วได้มาเจอที่พึ่ง
“พี่คิว เป็อะไรไปค่ะ”
เด็กสาวอุทานอย่างตระหนกแต่ก็ไม่ได้ผลักไสเขาออกไปแต่อย่างใด เธอรับรู้ได้ถึงความหวั่นไหวไม่มั่นคงจากร่างสูงนี้
“พี่เหนื่อยเหลือเกินแล้วนิด เหนื่อยกับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ทุกวันนี้ ไม่มีใครเข้าใจพี่สักคน”
เขารำพันขณะซบหน้าอยู่กับไหล่บอบบางของเด็กสาว
“พี่คิวใจเย็นๆนะคะ มีอะไรพูดให้นิดเข้าใจก่อน”
เด็กสาวพยายามจะเรียกสติของเขาให้กลับคืนมา สองแขนของเธอโอบกอดเขาไว้อย่างจะปลอบโยน
คิรากรค่อยคลายอ้อมแขนที่รัดร่างเด็กสาวอยู่แล้วผ่อนลมหายใจออกช้าๆอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้สงบ เขาสบตากับเด็กสาว
“พี่รบกวนนิดเกินไปหรือเปล่า”
นำเสียงของเขาบอกชัดว่าเกรงใจ