เส้นทางขึ้นเขาทั้งแคบและขรุขระราวกับจงใจจะทดสอบความอดทนของแขกผู้มาเยือนรถม้าที่ผมนั่งมากับเฮย์สโยกเยกไปตามจังหวะที่ล้อไม้กระแทกเข้ากับก้อนหินใหญ่ หมอกหนาจัดสีขาวโพลนเข้าปกคลุมจนมองไม่เห็นขอบทางที่พาดผ่านหน้าผาเหลือเพียงเงาต้นไม้ดำทะมึนที่เรียงรายอยู่สองข้างทางดูคล้ายกับหอคอยเฝ้ายามที่เงียบงันและน่าขนลุก
เกียร์ขยับกรงเล็บเกาะบ่าผมไว้แน่นมันกระพือปีกสั้นๆ เพื่อสลัดความชื้นออกก่อนจะบ่นเสียงห้วนตามนิสัย “เกี๊ยะ!ลมหนาวที่นี่มันเหมือนเอาผ้าห่มเปียกๆ มาโปะหน้าชัดๆ เลยนายท่าน หายใจเข้าไปทีไรเหมือนกลืนโคลนเหลวลงคอทุกที!”
สารวัตรเฮย์สที่นั่งฝั่งตรงข้ามในชุดโค้ทที่ยังคงเรียบกริบแม้จะผ่านการเดินทางที่สมบุกสมบันยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ก็ดีแล้วเกียร์ นายจะได้พูดน้อยลงบ้างลำพังแค่ทางขึ้นเขานี่ฉันก็เบื่อจะแย่แล้ว”
“เกี๊ยะ!ข้าพูดน้อยกว่าท่านสาราวัตตอนด่าลูกน้องตั้งเยอะนะจะบอกให้!”เกียร์หันคอมองค้อนด้วยดวงตาเลนส์ขยายของมัน
ผมยังคงก้มหน้าเขียนบันทึกในสมุดเกี่ยวกับเื่ลายมือบนจดหมายที่หลอกผมให้ไปอุโมงค์ผมคิดอย่างเดียวเลยว่า อย่าให้เจอตัวนะ พ่อจะเล่นให้หนักเลย
ท่ามกลางแรงสั่นะเืของรถม้าแต่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเรียบๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมา“อย่างน้อยสมุดของฉันมันก็ไม่เคยบ่นเื่กลืนโคลนหรอกนะเกียร์”
ถึงผมจะพูดแบบนั้นแต่ในลำคอผมก็เริ่มรู้สึกเหมือนมีดินติดอยู่จริงๆ นั่นแหละหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนที่สูงขนาดนี้พวกเขาใช้ชีวิตรอดจากความชื้นพวกนี้ได้ยังไงกันนะ หรือปอดของพวกเขากลายเป็ตะไคร่น้ำไปหมดแล้ว
ทันใดนั้นเสียงระฆังจากหมู่บ้านเบื้องบนก็ลอยแว่วมาตามลม มันเป็เสียงที่บิดเบี้ยวจังหวะการตีขาดตอนไม่เป็เพลงดังก้องสะท้อนอยู่ในม่านหมอกราวกับเสียงคนกำลังหายใจติดขัดด้วยความทรมาน
เฮย์สเปลี่ยนสีหน้าเป็เคร่งขรึมทันทีเขาหันมาสบตาผมด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยภาระหน้าที่ “รู้ใช่ไหมบอร์นว่าทำไมฉันถึงต้องลากนายมาที่นี่ด้วยตัวเอง”
ผมพยักหน้าช้าๆ พลางปิดสมุดบันทึก“มีศพถูกพบที่โบสถ์ครับ... และชาวบ้านต่างพากันปักใจเชื่อว่าเป็เื่ของคำสาป”
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอก”เฮย์สส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางค้าขายสำคัญถ้าคนเชื่อว่าที่นี่มีคำสาป การเดินทางจะหยุดชะงักเมืองท่าด้านล่างก็จะขาดแคลนสินค้าจนเดือดร้อนกันไปหมดและคนที่ต้องไปยืนปั้นหน้าตอบคำถามพวกผู้ใหญ่ที่จ้องจะตัดงบประมาณ สน.ก็คือฉันนี่แหละ”
สารวัตรนี่ก็น่าสงสารจริงๆ นะครับนอกจากต้องคอยคุมหุ่นให้ดูดีเพื่อเป็หน้าเป็ตาให้กรมตำรวจแล้วยังต้องมาคอยแบกรับภาระทางเศรษฐกิจของเมืองท่าเพียงเพราะศพศพเดียวอีกเป็ผมคงลาออกไปเปิดร้านขายน้ำมันหล่อลื่นให้เกียร์ไปนานแล้ว
เฮย์สนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แววตาของเขาดูเหม่อลอยไปกับม่านหมอกเบื้องหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา“และไอ้เสียงระฆังเพี้ยนๆ นั่นน่ะ... มันไม่ใช่เพิ่งเป็ครั้งแรกหรอกบอร์นแต่มันดังแบบนี้มานานหลายสิบปีแล้วทว่าที่ผ่านมากลับไม่มีใครหน้าไหนอธิบายที่มาที่ไปของมันได้เลยสักคน”
“เกี๊ยะ! สิบปีเชียวเหรอ?”เกียร์ยกปีกขึ้นปัดหมอกที่คลุ้งอยู่ตรงหน้าพลางทำเสียงเหวอ“เป็ข้านะ ถ้าต้องทนฟังเสียงโน้ตเพี้ยนๆ แบบนั้นทุกคืนข้าคงเอาหัวมุดถังน้ำมันหนีไปนานแล้ว สุนทรียภาพพังพินาศหมด!”
ผมเงยหน้าขึ้นจากสมุดเล็กน้อยสายตามองฝ่าหมอกออกไปที่เงาของหอระฆังซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ“มนุษย์น่ะประหลาดกว่าที่นายคิดนะเกียร์ชาวบ้านพวกนี้ยอมทนฟังมันมาได้เป็สิบปี...ก็เพราะความกลัวมันมีอำนาจมากพอที่จะเปลี่ยนเสียงเพี้ยนที่น่ารำคาญให้กลายเป็บทเพลงศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามลบหลู่ยังไงล่ะ”
ความเชื่อที่ถูกฉาบด้วยความกลัวมักจะแข็งแกร่งกว่าความจริงเสมอและดูเหมือนสิบปีที่ผ่านมา พวกเขาจะสนุกกับการเลี้ยงดูความกลัวนี้ให้เติบโตจนมันกลายเป็ส่วนหนึ่งของลมหายใจไปเสียแล้ว
ในขณะที่รถม้าโคลงเคลงเข้าใกล้ประตูหมู่บ้านเหล่าเงามนุษย์หลายคนยืนนิ่งราวกับรูปปั้นรอการมาถึงของพวกเรา พวกเขาไม่มีคำกล่าวต้อนรับไม่มีรอยยิ้มที่เป็มิตรมีเพียงดวงตาที่ขุ่นมัวและเสียงกระซิบที่ดังรอดผ่านริมฝีปากแห้งผากแว่วมาตามลม
“ระฆังดังเมื่อคืนมันแปลกไปจากทุกที... คำสาปกลับมาอีกแล้ว...”
รถม้าหยุดกึกลงที่ใจกลางหมู่บ้านท่ามกลางสายตาเ็าที่จ้องมองมา สารวัตรเฮย์สก้าวลงจากรถเป็คนแรกพลางจัดเสื้อโค้ทให้เนี้ยบเพื่อรักษามาดตำรวจจากลอนดอน
“นายท่าน ดูคนพวกนั้นสิมองเราเหมือนจะจับเราไปต้มกินกับซุปมันฝรั่งเลย!”เกียร์กระซิบเสียงสั่นพลางหดคอลงบนบ่าผม
ผมก้าวลงจากรถม้าตามมาพลางกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ บริเวณ โบสถ์ไม้เก่าคร่ำคร่าตั้งอยู่เบื้องหน้ากลิ่นกำยานจางๆ ลอยมาปะทะจมูก
“เอาล่ะครับสารวัตร”ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไปดูคำสาปที่ว่านั่นกันเถอะครับผมอยากจะรู้เหมือนกันว่าศพที่ตายจากคำสาปอยู่มานานสิบปีหน้าตาจะต่างจากศพทั่วไปตรงไหน”
เมื่อฝูงชนแหวกออกร่างของชายวัยกลางคนก็ปรากฏแก่สายตา ร่างนั้นนอนขดตัวคุดคู้อยู่บนบันไดหินเสื้อผ้าหรูหราเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนสีเข้มที่ดูเหนียวข้นและส่งกลิ่นสาบสางอย่างรุนแรงมันขัดตาอย่างประหลาด เพราะรอบบริเวณโบสถ์มีเพียงดินที่แห้งกรังและไอหมอกเท่านั้นไม่มีร่องรอยของหนองน้ำหรือบ่อโคลนที่พอจะทำให้สภาพศพเละเทะได้ขนาดนี้
“คำสาปลงโทษอีกแล้ว!” เสียงอันทรงพลังของหญิงสูงวัยโวยวายขึ้นมาทันทีผมฟังจากที่ชาวบ้านคุยกันจึงได้รู้ว่าเธอชื่อ เอลดา เป็หญิงหม้ายเ้าของโรงสีในหมู่บ้านแห่งนี้“เห็นไหมล่ะ!นี่มันไม่ใช่โคลนบนดินที่เราเดินกันอยู่ แต่มันคือ ‘โคลนจากก้นบึ้งของขุมนรก’ที่ิญญาหอระฆังคายออกมาพ่นใส่คนอวดดี!”
ชาวบ้านพากันขนลุกซู่เพราะในหมู่บ้านที่อยู่บนยอดเขาและแห้งแล้งเช่นนี้การจะหาโคลนที่ชุ่มโชกและเหนียวข้นขนาดนี้มาติดบนตัวศพได้...มันต้องไม่ใช่ฝีมืุ์แน่ๆ
ไม่นานก็เริ่มมีเสียงสวดอ้อนวอนแ่ๆดังระงมตามมาเหมือนบทเพลงสวดศพชาวบ้านหลายคนพยักหน้ารับคำของเอลดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อสนิทใจความกลัวกำลังกัดกินเหตุผลของพวกเขาไปจนหมดสิ้น
สารวัตรเฮย์สขยับหมวกเล็กน้อยพลางดึงหน้ากากตำรวจผู้จริงจังออกมาสวม“นี่ไม่ใช่ิญญาผีสางที่ไหนทั้งนั้น แต่มันคือการฆาตกรรม!”
คำประกาศของเฮย์สกลับถูกตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยเสียงโห่ร้องประท้วงจากกลุ่มชาวบ้านที่พร้อมจะปกป้องความเชื่อของตน
“ใช่! เป็การฆาตกรรมความจริงด้วยคำโกหกพรรค์นั้นต่างหากล่ะเกี๊ยะ!”เกียร์ะโสวนกลับไปเสียงแหลมพลางขยับปีกอย่างดุเดือด
กลุ่มชาวบ้านชะงักไปครู่ใหญ่สายตาทุกคู่เปลี่ยนจากศพมาจับจ้องที่อีกาจักรกลบนบ่าของผมพวกเขาคงกำลังประมวลผลอยู่ว่าเ้านกสีโลหะนี่พูดจาโต้ตอบได้ยังไง แต่ถึงจะประหลาดใจสายตาเ่าั้ก็ยังคงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและไม่เป็มิตรอยู่ดี
ผมไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกาพวกนั้นแต่ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งยันเข่าข้างหนึ่งใกล้กับศพผมใช้ปลายนิ้วแตะร่องรอยโคลนสีประหลาดบนเสื้อของผู้ตายขึ้นมาถูเบาๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ก้องกังวานฝ่าเสียงโห่ร้อง
“มันแปลกนะครับ...ถ้าิญญามีพลังถึงขั้นลากคนลงไปในโคลนได้จริงก็น่าจะรู้วิธีลบรอยเท้าของตัวเองทิ้งด้วย” ผมชี้ไปที่รอยเท้าที่เลอะโคลนจางๆซึ่งลากเป็ทางมาจากมุมมืดของโบสถ์ “ิญญาที่ผมเคยเจอมาส่วนใหญ่มักจะไม่ทิ้งหลักฐานที่ดู ‘มนุษย์’ ขนาดนี้ไว้หรอกนะ”
โคลนพวกนี้มีกลิ่นอับของที่อับชื้นใต้ดินไม่ใช่โคลนจากยอดเขานี้แน่ๆ พวกคุณจะเชื่อเื่ผีสางก็เชื่อไปเถอะแต่ผีที่พกโคลนจากที่อื่นมาทิ้งไว้บนศพและรอบๆแบบนี้... ผมว่ามันเป็ผีที่ทำงานชุ่ยไปหน่อยนะ
ชาวบ้านบางคนเริ่มชะงักสายตาที่เคยจ้องจะกินเืกินเนื้อเริ่มสั่นคลอนคำพูดเรียบง่ายของผมดูเหมือนจะเข้าไปสะกิดรอยร้าวในความคิดที่พวกเขาพยายามแสร้งมองข้ามมาตลอดสิบปี
ผมลุกขึ้น ปัดฝุ่นที่กางเกงเบาๆสายตาคมกริบจ้องมองฝ่าม่านหมอกขึ้นไปที่ยอดหอระฆังที่ดูราวกับนิ้วมือของปีศาจที่ชี้ขึ้นฟ้า“เสียงที่พวกคุณได้ยินเมื่อคืนน่ะ ไม่ใช่เสียงพิโรธของคำสาปหรอกครับแต่มันคือเสียงของ ‘มือคน’ที่จงใจตีระฆังให้เพี้ยนเพื่อสร้างจังหวะเขย่าขวัญต่างหาก”
ทันทีที่ผมพูดจบเอลดาที่ดูเหมือนจะรอจังหวะอยู่แล้วก็หันขวับไปชี้นิ้วใส่ คาเลนชายหนุ่มหน้าตาซื่อๆ ที่ดูเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับที่นี่ “ถ้าเป็ฝีมือคนก็ต้องเป็เขานี่แหละ! ั้แ่ไอ้หมอนี่โผล่หัวเข้ามาในหมู่บ้าน หมอกก็หนาขึ้นระฆังก็ดังเพี้ยนไม่เป็จังหวะ! แกนั่นแหละที่นำความซวยมาสู่พวกเรา!”
“ไม่ ไม่ใช่ ผมนะ!”คาเลนรีบพูดด้วยเสียงร้อนรนทันที
เสียงโห่ฮือดังระงมขึ้นอีกครั้งชาวบ้านหลายคนเริ่มขยับเข้าหาคาเลนด้วยท่าทางคุกคามบางคนถึงกับเงื้อหมัดเตรียมจะใช้ศาลเตี้ยสารวัตรเฮย์สเห็นท่าไม่ดีรีบก้าวออกไปขวางหน้าคาเลนไว้พลางยกมือขึ้นเป็เชิงปราม“หยุดเดี๋ยวนี้! พวกคุณจะบ้ากันไปใหญ่แล้วคิดจะฆ่าคนโดยไม่มีหลักฐานนอกจากหมอกหนาๆ นี่หรือไง!”
ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกือบจะะเิออกเสียงเข้มขรึมและทรงพลังจากในโบสถ์ ก็ดังแทรกขึ้นมา “พอเถอะลูกแกะทั้งหลายอย่าให้ความโกรธมาทำให้พวกเราแตกแยกกันเลย ในยามที่มืดมนที่สุดเรายิ่งต้องหาคำตอบร่วมกันด้วยสติ” ผมได้ยินเสียงชาวบ้านรอบๆ พูดขึ้นมาว่าท่านบาทหลวงมาเร็ค ออกมาแล้ว
เขาเดินออกมาจากโบสถ์ด้วยท่าทางสำรวม ใบหน้าดูอ่อนโยนแต่น้ำเสียงกลับแฝงด้วยความหนักแน่นอย่างประหลาดจนชาวบ้านค่อยๆสงบปากสงบคำลง ราวกับมีมนต์ขลังบางอย่างกดทับบรรยากาศเอาไว้
“นายท่าน...ลมรอบตัวตาบาทหลวงนี่มันแปลกๆ นะ” เกียร์ที่เกาะอยู่บนบ่ากระซิบเบาๆข้างหูผมจนขนลุก “หมอกที่พัดผ่านตัวเขามันไม่ได้ไหลไปตามลมปกติแต่มันเหมือนกำลังหลบเขาอยู่ยังไงไม่รู้เกี๊ยะ!”
ผมจ้องมองบาทหลวงมาเร็คไม่วางตาััของเกียร์ไม่เคยพลาด ลมรอบตัวชายคนนี้มีกลิ่นอายที่แตกต่างจากหมอกบนูเามันหนาแน่นและเย็นเยือกจนผิดธรรมชาติ
ความเงียบที่มาเร็คสร้างขึ้นยังคงกดทับผู้คนไว้คล้ายหมอกที่หนาทึบจนหายใจไม่ออกแต่เอลดายังไม่ยอมลดละ เธอเบียดตัวออกมาหน้าฝูงชนดวงตาที่แดงก่ำจ้องมองมาที่ผมและเฮย์สอย่างเดือดดาล
“ท่านบาทหลวงอาจจะใจดีเกินไปแต่ฉันพูดเลยนะ!” เอลดาตะคอกเสียงหลง “ทุกครั้งที่มีใครบังอาจท้าทายหอระฆังคำสาปจะเอาชีวิตพวกมันไปหมด! คราวนี้ก็เหมือนกัน!ถ้าพวกคุณตำรวจยังปกป้องไอ้คนกาลกิณีนี่ ระวังิญญาจะไปถามหาถึงที่!”
เป็หญิงหม้ายที่ขยันสร้างความเดือดร้อนจริงๆนอกจากโรงสีแล้ว เธอยังทำกิจการเพาะพันธุ์ความงมงายด้วยหรือเปล่าเนี่ย? แล้วบาทหลวงคนนี้...ท่าทาง ‘อ่อนโยน’ นั่นแหละคือสิ่งที่อันตรายที่สุดในหมู่บ้านนี้เลย
สายตาคมกริบของเอลดาจ้องจิกไปที่คาเลนราวกับจะฉีกเนื้อเขาออกเป็ชิ้นๆเสียงกระซิบรอบด้านเริ่มดังระงมลามไปทั่วฝูงชนเหมือนไฟป่าที่ลามไปตามฟืนแห้งทุกถ้อยคำประณามดูเหมือนจะกลายเป็คำพิพากษาที่พร้อมจะรุมประชาทัณฑ์ชายหนุ่มผู้โชคร้าย
คาเลนหน้าซีดเผือดมือกำแน่นจนสั่นสะท้าน เขาพยายามเปล่งเสียงอธิบายอย่างสิ้นหวัง “ไม่ใช่ผม!ผมเพิ่งมาที่นี่! ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกคุณมีคำสาปบ้าบออะไรนั่นผมก็ได้ยินเสียงระฆังเพี้ยนเหมือนพวกคุณทุกคนนั่นแหละ!” น้ำเสียงของเขาขาด่เขาหันซ้ายหันขวาเหมือนคนที่กำลังจมน้ำอยู่กลางทะเลแห่งสายตาที่เกลียดชัง
ทันใดนั้น เสียงไม้เท้าเคาะพื้นหินดังตึก... ตึก... ตึก... จังหวะที่หนักแน่นทำให้ฝูงชนค่อยๆ เงียบเสียงลง
มีผู้เฒ่าเดินค่อมหลังออกมาจากเงามืดของหมอกแม้ร่างกายจะร่วงโรยไปตามกาลเวลาแต่แววตายังคงมีความเฉลียวฉลาดซ่อนอยู่“ฉันอยู่มานานกว่าพวกแกทุกคนที่นี่” เขาเอ่ยเสียงแหบพร่าแต่ทรงพลัง“เสียงระฆังเพี้ยน... ไม่ใช่เื่ใหม่ มันดังแบบนี้มาั้แ่ฉันยังหนุ่มั้แ่หมอกเริ่มเข้าปกคลุมหมู่บ้านเราตลอดทั้งปีแบบนี้”
“ตาแก่อีเรนอย่ามาปกป้องไอ้ตัวซวยนี้” เอลดาพูดแทรกทันที
เขาสูดลมหายใจลึกกลิ่นอายความชื้นดูเหมือนจะไม่ได้ระคายเคืองปอดที่ผ่านโลกมานานของเขาเลยก่อนจะมองตรงไปที่บาทหลวงมาเร็คด้วยสายตาที่มีความหมายแฝง “และทุกครั้งที่มันดังแบบนี้...มักจะมีคนหายไปหรือไม่ก็ถูกพบเป็ศพเสมอ”
คำพูดนั้นหนักอึ้งราวกับหินก้อนใหญ่ที่ถูกโยนลงกลางบ่อน้ำความสั่นะเืกระจายไปทั่วจิตใจของชาวบ้านบางคนเริ่มหายใจแรงขึ้นด้วยความหวาดวิตกความเงียบที่ตามมานั้นกดดันจนแทบจะหยุดลมหายใจ
แต่แล้ว ในความเงียบที่แสนอึดอัดเสียงเล็กๆ แต่แหลมชัดเจนก็ดังแทรกขึ้นมา
“เมื่อคืน... หนูเห็นนะมีเงาคน... อยู่บนหอระฆัง”
ทุกสายตาหันขวับไปหาต้นเสียงทันทีเด็กหญิงในชุดกระโปรงสีซีดยืนกำชายกระโปรงตัวเองไว้แน่น ดวงตากลมโตของเธอสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวแต่ยังคงแฝงความเด็ดเดี่ยวเธอพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำราวกับ้าจะต่อสู้กับความลึกลับที่ปกคลุมหมู่บ้านนี้
เด็กคนนี้พูดจามีน้ำหนักกว่าผู้ใหญ่ทั้งหมู่บ้านรวมกันเสียอีกรอยเปื้อนโคลนบนศพ รอยเท้าที่จงใจทิ้งไว้ และเงาบนหอระฆัง... ทุกอย่างมันดู‘เป็รูปธรรม’ เกินกว่าจะเป็คำสาปของิญญาแล้วนะชาวบ้านทั้งหลาย
ทันทีที่เด็กน้อยพูดจบเสียงกระซิบก็ดังอื้ออึงขึ้นทันทีเหมือนฟ้าร้องแม่ของเธอรีบถลาเข้ามากอดแขนลูกสาวไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือด “ดารา!อย่าพูดเพ้อเจ้อ!”เธอเอ็ดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและโกรธเกรี้ยวก่อนจะรีบลากตัวลูกสาวออกไปจากวงล้อมสายตาของฝูงชนทิ้งไว้เพียงเสียงสะอื้นไห้แ่เบาที่กลืนหายไปกับเสียงซุบซิบที่ไม่ยอมหยุดหย่อน
สารวัตรเฮย์สขยับเข้ามาใกล้ผมพลางโน้มตัวลงกระซิบถามด้วยความไม่มั่นใจ“นายคิดว่าเด็กคนนั้นพูดจริงหรือเปล่า บอร์น?”
ผมก้มหน้ามองรอยโคลนที่ปลายนิ้วเอ่ยตอบช้าๆ โดยไม่แม้แต่จะปรายตาไปมองกลุ่มคนรอบข้าง“เด็กไม่เคยโกหกครับสารวัตร... มีแต่ผู้ใหญ่นั่นแหละที่มักจะใช้หมอกเป็เครื่องมือในการโกหกเด็ก”
เฮย์สหันไปมองรอบหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยดวงตาอาฆาตและหวาดระแวงเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางกระชับเสื้อโค้ท“พูดแบบนี้ฉันเริ่มรู้สึกหนาวไปถึงกระดูกดำแล้วสิ”
สารวัตรไม่ได้หนาวเพราะอากาศหรอกครับแต่หนาวเพราะเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากำลังยืนอยู่กลางวงล้อมของคนที่พร้อมจะเปลี่ยนคนเป็ผีได้ทุกเมื่อเพื่อรักษาความเชื่อของตัวเองต่างหาก
เกียร์หรี่เลนส์ขยายที่ดวงตาของมันจนเกิดเสียงเฟืองหมุนเบาๆมันกวาดสายตามองไปรอบฝูงชนก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงต่ำผิดปกติ “เกี๊ยะ... ลมรอบตัวพวกคนพวกนี้มันเปลี่ยนไปแล้วนายท่านมันไม่ใช่แค่กลิ่นของความกลัว แต่มันคือกลิ่นของความโกรธที่กำลังเดือดปุดๆ เลยล่ะ”
“งั้นเราก็กำลังนั่งอยู่บนหม้อแรงดันที่กำลังจะะเิสินะ”เฮย์สพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ราวกับจะระบายความอัดอั้น
ผมค่อยๆเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาเฉียบคมจับจ้องไปที่ยอดหอระฆังสูงตระหง่านที่ตั้งอยู่ใจกลางความมืดมิดของม่านหมอกและััได้ถึงความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่บนนั้น
“หอระฆังนี้...มันกำลังพยายามจะพูดครับสารวัตร”ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาทุกคนในบริเวณนั้นถึงกับนิ่งงัน “แต่มันไม่ใช่ ‘ภาษา’ที่คนพวกนี้อยากจะฟังหรอกนะ”
และเมื่อถึงเวลาที่มันพูดความจริงออกมาผมหวังว่าสารวัตรจะเตรียมวิ่งได้เร็วพอๆกับตอนที่วิ่งหนีพวกคุณหญิงในงานเลี้ยงนะครับ