บทที่ ๑๑ : ข่มขู่
ณ โรงฝึกใหญ่ของกรมทหารแห่งหนานซา
“พะลัง พลัง คลื่น...” ร่างขาวของฟางเซียนกำลังทำไม้ทำมือเหมือนชาร์ตพลังตามหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งที่เพิ่งอ่านจบ
สองมือรวบรวมคลื่นปราณทั้งหมดไว้ที่เอวหนึ่งมุมปากเรียวเล็กแสยะยิ้ม พลางย่อขาลงตั้งท่า “ตะพาบสะท้านฟ้า”
มือทั้งสองข้างชูออกเล็งเป้าหมายเบื้องหน้าปราณระดับขั้นบริสุทธิ์พุ่งทะยานออกจากฝ่ามือเป็ลำแสงสีฟ้าสว่างวาบไปทั่วบริเวณ
โรงฝึกพังทลายเป็แนวยาวจนถึงตีนูเาฟูหยูซึ่งอยู่ห่างไกลหลายร้อยลี้ต้นไม้น้อยใหญ่หักโค่นเป็แถบตามแนวระนาบเส้นตรงของลำแสงพลังงานที่วิ่งผ่านเฟยหลงตาเบิกกว้าง เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามร่างกายเมื่อได้เห็นอานุภาพของกระบวนท่าตนเอง
“แม่เ้า!ได้ผลเสียยิ่งกว่าได้ผล ไม่มีอะไรโกงไปกว่าการ์ตูนเล่มนี้อีกแล้ว”ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวเหลือบตาดูหนังสือการ์ตูนที่วางอยู่บนโต๊ะด้านข้าง“ดราก้อนสตาร์ สมกับเป็วิชาที่เรียนมาจากผู้เฒ่าตะพาบจริงๆซุน โกจู”
ทุกคนในโรงฝึกทหารหลายร้อยคนต่างนิ่งค้างมองไปที่ผู้ตรวจการแผ่นดินสาวทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงซุบซิบพูดคุยหลังจากที่พวกเขาได้เห็นวิชาประหลาดอานุภาพทำลายล้างของฟางเซียน
“มิติแห่งนี้แปลกพิลึกดูเหมือนสิ่งของจากโลกเดิมของเราจะมีค่าไปเสียหมด” องค์กุ้ยเฟยหยิบหนังสือการ์ตูนกลับขึ้นมาอ่านต่อด้วยใบหน้าใคร่รู้สายตาเพ่งพิศอ่านเื่ราวในนั้นอย่างตั้งใจ “เหมือนว่าการ์ตูนเล่มนี้ถ้าเปรียบเป็คัมภีร์ยุทธ ก็คงจะเป็ระดับตำนานไปแล้ว ถ้าเราเตรียมการทุกอย่างทันทัพหลวงที่จะยกมาจับกุมเรา...ก็มิเห็นต้องกลัว!”
ขณะที่ด้านข้างของเฟยหลงก็มีลั่วลั่วกำลังะโเตะหุ่นซ้อมอย่างขะมักขะเม้น
“ลูกเตะจริงจังแบบโคตรเอาจริง” เด็กสาวองครักษ์แหกปากะโลั่นพร้อมชักกระบี่ออกจากฝักเสี้ยววินาทีต่อมาเงาร่างน่าเอ็นดูก็หายไปกลางอากาศ ก่อนจะพบอีกทีเมื่อร่างเล็กนั้นะโเตะหุ่นซ้อมจนแหลกเละเป็ผุยผง
เหล่าทหารในโรงฝึกต่างอ้าปากค้างใอย่างพร้อมเพรียงเพราะทุกคนแทบไม่เชื่อสายตาว่าผู้ตรวจการและราชองครักษ์เพศหญิงทั้งสองคนจะเก่งกาจถึงเพียงนี้
“เลิกทำหน้าปัญญาอ่อนก่อนจะะโเตะได้ไหมลั่วลั่ว”เฟยหลงเอ่ยทัก สายตายังคงอ่านดราก้อนสตาร์อย่างต่อเนื่อง “หม่อมฉันทำตามคัมภีร์ยุทธที่ศึกษามาทุกกระเบียดนิ้วเห็นทีคงจะติดเป็นิสัยเสียแล้วเพคะ” ลั่วลั่วยังคงทำหน้าบอกบุญไม่รับและยิ้มแห้งๆเหมือนคนไร้ิญญา
“ช่างมันเถอะตามใจเ้าแล้วกัน ว่าแต่...” เฟยหลงกลืนน้ำลายอึกหนึ่งพร้อมละสายตาจากหนังสือการ์ตูน “เื่ที่ข้าให้เ้าไปคัดสาวใช้ที่ไว้ใจได้มาให้ข้าสามคนไปถึงไหนแล้ว?”
“ถ้าเื่นั้นหม่อมฉันจัดการให้แล้วเพคะมี ถิงถิง หรงเอ๋อ และเยี่ยนเอ๋อ คนทั้งหมดเป็เพื่อนสาวใช้ของหม่อมฉันเองอายุเฉลี่ย ๑๔ ถึง ๑๖ ปี แน่นอนว่าเมื่อก่อน หม่อมฉันก็เคยอยู่ในกลุ่มนี้ที่คอยปัดกวาดเช็ดถูเรือนรับใช้องค์กุ้ยเฟย” ลั่วลั่วโค้งถวายความเคารพขณะที่ฟางเซียนลูบคางครุ่นคิด
“คนทั้งหมดที่หม่อมฉันคัดมา...เป็คนบ้านนอกคอกนาที่ถูกพ่อแม่ขายให้ไปเป็สาวใช้ในวังอีกทั้งยังมาจากหมู่บ้านเดียวกันกับหม่อมฉัน” เด็กสาวผมหางม้ากราบแนบเท้ากุ้ยเฟยผู้สูงศักดิ์“หม่อมฉันหวังว่าพวกเขาจะได้รับความกรุณาจากองค์กุ้ยเฟยเฉกเช่นเดียวกับหม่อมฉันขอองค์กุ้ยเฟยโปรดรับคนทั้งสามไว้พิจารณาด้วยเพคะ”
เฟยหลงยิ้มพร้อมลูบหัวอีกฝ่ายเดิมทีเขาแค่้าหาคนที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่องครักษ์เพิ่มก็เท่านั้น
“ไปตามพวกนางมา...ข้าจะรอพบพวกนางอยู่ที่ห้องบรรทม แล้วก็ บอกพ่อบ้านเื่ซ่อมแซมจวน โรงฝึกรวมถึงป่าหลังจวนด้วย ข้าทำพังไว้เยอะพอดู ให้ใช้เงินในคลังได้เต็มที่ อ้อ!แล้วก็ขยายโรงฝึกให้กว้างกว่านี้สักสามสี่เท่าด้วยล่ะ”
“รับพระบัญชาเพคะองค์กุ้ยเฟย” ลั่วลั่วโค้งคำนับรับคำอีกทีหนึ่ง ขณะที่เงาร่างของฟางเซียนค่อยๆลอยช้าๆ ขึ้นไปบนอากาศ ใช่แล้ว! หญิงสาวผู้งดงามกำลังเหาะ...เ้าหล่อนเหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนในการ์ตูนดราก้อนสตาร์ที่พึ่งอ่านไปเมื่อสักครู่...
เหล่าทหารหลายร้อยคนก้มกราบลงแนบพื้นพวกเขานึกมโนภาพกันไปเองว่าผู้ตรวจการสาวคือเทพเซียนลงมาจุติใหม่ “นี่มันไม่ใช่วิชาตัวเบาแล้ว นี่มันคือวิชาลอยตัวของภพเซียนชัดๆ”พวกมันส่งเสียงซุบซิบอื้ออึงบูชาเงาร่างระหงตามหลังแบบไม่เชื่อสายตา
“ในการ์ตูนคนจะลอยได้ก็ไม่แปลกหรอกชาวไซยัน ชาวนาแม็ก จอมมารอู ก็บินได้กันทั้งนั้น” ฟางเซียนสบถบ่นพึมพำคนเดียวในมือถือหนังสือการ์ตูนแแ่เหมือนกลัวหล่นหาย พร้อมออกบินไปห้องบรรทมของตนเอง บนชั้นสามในจวนตรวจการ
หนึ่งชั่วยามต่อมาลั่วลั่วก็ได้พาสหายทั้งสามเข้าพบองค์กุ้ยเฟยผู้สูงศักดิ์
เด็กสาวผู้มาใหม่ทั้งสามตัวสั่นงันงกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเฟยหลงผู้นั่งชันเข่าข้างหนี่งอยู่บนเตียงไม้ขนาดใหญ่
“ทางด้านซ้ายคือถิงถิงเพคะ ถักเปียสองข้าง มีความสามารถคือนวดเก่ง” ลั่วลั่วเอ่ยปากแนะนำสหายให้เ้านายของตนฟังแบบตั้งอกตั้งใจ“มีนิสัยไม่ค่อยพูดจนนึกว่าเป็ใบ้ แต่เชื่อใจได้แน่นอนเพคะ”
“ตรงกลางคือหรงเอ๋อ องค์กุ้ยเฟยคงสังเกตได้ว่า สีผมของคนคนนี้ผิดแผกแปลกไปจากพวกเราหน้าตาก็ดูพิลึก รวมถึงยังมีดวงตาสีฟ้าอีกต่างหาก ที่สำคัญ ชอบพูดภาษาแปลกๆแต่ก็ไว้ใจได้เหมือนกันเพคะ”
เฟยหลงหรี่ตามองหรงเอ๋อแบบพินิจไม่นานนักเขาก็บ่นพึมพำกับตนเองขึ้นเบาๆ “นี่มันลูกครึ่งฝรั่งไม่ใช่เรอะ”
“ไฮ!”เด็กสาวผมทองก้มกราบแนบพื้น ใบหน้าน่ารักกำลังออดอ้อนขอความเอ็นดู
“คนสุดท้ายทางด้านขวา เยี่ยนเอ๋อ ผมยาวสยายราวกับแพรไหม ร้องรำทำเพลงเพราะจับใจเื่โคลงกลอน ศิลปะเชี่ยวชาญทั้งหมด ถูกขนานนามโดยสาวใช้ด้วยกันว่าเป็กวีชั้นเอกแต่... นางคนนี้มีปัญหาเื่สายตา เอ่อ... แต่ก็เป็เพื่อนสนิทของหม่อมฉันไว้ใจได้เพคะ” ลั่วลั่วทำไม้ทำมือแนะนำเด็กสาวผู้หนึ่งที่กำลังนั่งคุกเข่าสงบนิ่งใบหน้าเรียวสวยอันนั้นกำลังหลับตาพริ้มเหมือนคนนอนหลับ
“ปัญหาเื่สายตา...อย่างนั้นหรือ?” เฟยหลงลูบคางเอียงคอ “ชื่อเยี่ยนเอ๋อใช่หรือไม่?ไหนเ้าลองลืมตามองมาที่ข้าสักหน่อย?”
เด็กสาวผมดำยาวใบหน้าน่ารักกำลังหลับตาดูงดงามราวกับภาพวาดหากแต่พอลืมตาตื่นขึ้นมา ใบหน้านั้นกลับเหยเกหรี่ตาจ้องมองเฟยหลงเหมือนกับหญิงชราอายุร่วมร้อยปี
คิ้วขมวดยับยู่ตาหลิ่วจ้องมองเก้าอี้คนละตำแหน่งกับที่เฟยหลงนั่งอยู่ “หม่อมฉันมู่ เยี่ยนเอ๋อ ถวายพระพรองค์กุ้ยเฟย” ร่างเล็กในชุดสาวใช้เสื้อผ้าขาดๆ ก้มกราบเก้าอี้ปลกๆ หันไปคนละทิศละทาง
ผู้ตรวจการสาวเบ้ปากเหงื่อตก...จริงที่บุคคลทั้งสามเป็เด็กสาวที่ลั่วลั่วคัดมา และท่าทางไว้ใจได้ ทว่า... ดูจากลักษณะอาการแล้วจากที่เฟยหลงจะหาองครักษ์คุ้มกายเพิ่ม กลับกลายเป็เหมือนเขาต้องเพิ่มภาระเข้าแทนที่
“ว๊อทส์”หรงเอ๋ออุทานเมื่อเห็นอากัปกริยาเพื่อนรักก้มกราบเก้าอี้ขณะที่ถิงถิงทำหน้านิ่งมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยใบหน้าเรียบเฉย
โป้ก!
“เอ่อ...ทั้งสามไว้ใจได้แน่นอนเพคะ หม่อมฉันยืนยันได้” ลั่วลั่วคุกเข่าเอาหัวโขกพื้นขอร้องช่วยอีกแรงเด็กสาวผมหางม้าดูลุกลี้ลุกลนเฝ้าสังเกตอาการเ้านายหัวใจเต้นตึกตัก
เฟยหลงถอดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พลันเอื้อนเอ่ยเสียงเรียบขึ้นว่า
“ต่อแต่นี้ไปพวกเ้าคือองครักษ์ทั้งสี่ของข้า ลั่วลั่ว ถิงถิง หรงเอ๋อ เยี่ยนเอ๋อ”
“ขอบพระทัยองค์กุ้ยเฟย”เด็กสาวทั้งสี่ก้มคำนับฟางเซียนพร้อมกันหนึ่งในนั้นกำลังก้มกราบเก้าอี้ที่ว่างเปล่า
ครู่ต่อมา...
เฟยหลงให้เครื่องดื่มชูกำลังแก่สามสาวองครักษ์หน้าใหม่ทำให้พวกนางบรรลุปราณขั้นราชันย์อย่างง่ายดาย “มีองครักษ์เป็เด็กสาวหน้าตาน่ารักก็ดีดูเพลินไม่เบื่อ” ร่างระหงเอื้อนเอ่ยพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะออกแบบเครื่องแต่งกายองครักษ์ประจำตัวให้ดูพิเศษกว่าเหล่าทหารและตำรวจคนอื่น“เครื่องแบบต้องเท่ และดูมีเอกลักษณ์”
ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวสั่งตัดเสื้อชุดเมดขาวดำมีตัวอักษรภาษาจีนเย็บประดับตรงแขนเขียนว่า “องครักษ์พิทักษ์ดวงดาว”
ชั่วยามต่อมา...กุ้ยเฟยสาวก็ได้ให้องครักษ์ทั้งสี่เข้ามาเลือกหนังสือการ์ตูนไปไว้อ่าน
ลั่วลั่วหยิบ‘วันคิกแมนเล่มสอง’ หน้าบานด้วยความดีใจส่วนถิงถิงหยิบ ‘การูโตะ’ นินจาคาถาโอ้ลันล้า
“เลือกสิหรงเอ๋อ หยิบเล่มที่ถูกใจไปอ่าน” อดีตฮองเฮาลูบเรือนผมสีทองของอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู
“เยสเซอร์”เด็กสาวลูกครึ่งฝรั่งตอบกลับพร้อมหยิบหนังสือ ‘ดาบพิฆาตแมว’ ขึ้นไว้แนบอก ดวงตาสีฟ้าเป็ประกายมองภาพแมวบนปกหนังสือวาวโรจน์ขณะที่เยี่ยนเอ๋อ... หลิ่วตาทำหน้าแก่ก้มหาหนังสือที่วางเรียงรายด้วยความพินิจพิจารณาก่อนมือขวาขาวเล็กจะหยิบจับ ‘โดราเอม่อง’ ขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด พลันหลับตาลงพักสายตาอีกครั้ง...
สองวันผ่านไป...
กุ้ยเฟยฟางเซียนกำลังนั่งไขว่ห้างบนบัลลังก์ของจวนผู้ตรวจการโดยมีองครักษ์ทั้งสี่ในชุดเมดแสนน่ารักรายล้อม หนึ่งมุมปากของพระนางกำลังแสยะยิ้มผยอง
“เรียนผู้ตรวจการแห่งหนานซาทัพหลวงแห่งฉีนำโดยแม่ทัพเตียวชิงเทียนมาขอเข้าเฝ้าพวกเขามีกระบี่อาญาสิทธิ์จากฮ่องเต้ ทำให้พวกหม่อมฉันไม่สามารถรั้งกลุ่มทหารของทัพหลวงได้จะให้หม่อมฉันกระทำการอันใดดีพ่ะย่ะค่ะ” นายทหารม้าเร็วรุดแจ้งข่าวทว่า... เฟยหลงกลับทำไม้ทำมือเหมือนเชื้อเชิญ “ให้พวกมันเข้ามา”
ไม่นานนัก...
แม่ทัพใหญ่แห่งฉีก้าวเท้าเดินองอาจเหยียบโถงจวนว่าการแห่งหนานซาซึ่งในเวลานี้!จวนว่าการหนานซามีขนาดใหญ่กว่าท้องพระโรงของวังหลวงเสียอีก
“ฉ้อราษฎร์บังหลวง!สร้างที่พักใหญ่โตเทียมพระราชวังแม้จะมีรับสั่งจากองค์ฮ่องเต้ให้จับเป็ แต่ดูเหมือนถ้าไม่กุดหัวยัยหญิงแพศยานี่ข้าคงไม่มีหน้าแบกตำแหน่งแม่ทัพใหญ่อีกต่อไป” เตียวชิงเทียนสบถดังลั่นโถงประชุมขนาดใหญ่เขาเดินสาวเท้าตรงเข้าหาฟางเซียนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ไกลลิบมือข้างหนึ่งเอื้อมไปจับดาบที่ข้างเอว แลเหมือนจะชักออกมาได้ทุกเมื่อ
หน่วยตำรวจที่พึ่งก่อตั้งโดยฟางเซียนขมวดคิ้วจ้องมองเตียวชิงเทียนเป็ตาเดียวกันหากแต่ว่าเหล่าทหารผู้ติดตามเตียวชิงเทียนกลับหัวเราะเย้ยหยัน “ทหารชนบทของหนานซาจะกล้าหือกับทหารเมืองหลวง?มีกี่ชีวิตก็คงไม่พอหรอก พวกงั่ง”
เมื่อเตียวชิงเทียนเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเฟยหลงชายหน้าบากก็ชักดาบออกจากฝัก
“เ้ายังทำเป็ทองมิรู้ร้อนนั่งบนบัลลังก์สบายใจ? หารู้ไม่ว่าวันนี้ทุกตำแหน่งของเ้าได้ถูกปลดลงทั้งหมดแล้วเ้าจักกลายเป็แค่ประชาชนชั้นสามัญทั่วไป และตายลงเพื่อมอบหัวเป็รางวัลให้แก่ข้า” ร่างใหญ่ในชุดเกราะเหล็กะโลั่นโถงประชุมแห่งหนานซามืออวบอูมชี้ปลายดาบไปที่ฟางเซียนไม่ลดละ “ทหารของหนานซาจงฟังั้แ่บัดนี้ ผู้ว่ามณฑลได้เปลี่ยนจากอี้ ฟางเซียน เป็โหล เปิ่นเหวยดังเดิมจงวางอาวุธและเข้าร่วมกับทัพหลวงของพวกเราเสีย!”
ทหารและตำรวจแห่งหนานซายังคงนิ่งสงบไม่ทิ้งอาวุธแต่อย่างใดพวกเขายังคงมองไปที่ฟางเซียนเหมือนรอฟังคำสั่งอะไรบางอย่าง...
“ไม่ได้ยินที่ท่านแม่ทัพพูดรึวางอาวุธและช่วยกันล้อมกลุ่มฏฟางเซียนเสียสิพวกทหารเลว” ร่างผอมกะหร่องของโหลเปิ่นเหวยเดินแทรกขึ้นมา“บัลลังก์นั่นมันของข้า นี่คงขูดรีดภาษีประชาชนมามากโขนำมาสร้างจวนถนน บ้านเรือนเสียยิ่งใหญ่ นังสวะฟางเซียน ป่านนี้ประชาชนไม่อดตายกันหมดแล้วรึใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเสียขนาดนี้”
“ท่านเ้ามณฑลเปิ่นเหวยเห็นทีข้าต้องแสดงพลังเพื่อพูดคุยกับเหล่าทหารพวกนี้สักหน่อย” เตียวชิงเทียนเริ่มเปล่งปราณออร่าชั้นัออกมารอบตัวใบหน้าหยาบกร้านเต็มไปด้วยแผลเป็ยิ้มมุมปาก “ข้าเตือนพวกเ้าเป็ครั้งสุดท้ายวางอาวุธและส่งมอบหัวของอดีตผู้ตรวจการมาอย่างว่าง่าย แล้วพวกเ้าจะอยู่รอดปลอดภัยฉายาแม่ทัพไร้พ่ายของข้าไม่ได้มาเล่นๆ หรอกนะ”
“ปราณขั้นัหาได้ยากยิ่งในแผ่นดินต้าฉีอย่าเอาหัวของพวกเ้ามาถวายเพื่อเศษเงินจากนังตัวแสบนั่นหน่อยเลยพวกเ้ามิอาจต่อกรได้” โหล เปิ่นเหวยะโสาธยายสรรพคุณเสียงสูงขณะที่ฟางเซียนกวาดสายตาเหมือนส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้เหล่าบริวาร
แปะ แปะ แปะ
เสียงตบมือดังขึ้นชายหนุ่มในร่างหญิงสาวลุกจากบัลลังก์จ้องมองโหล เปิ่นเหวยและเตียวชิงเทียนด้วยั์ตายียวนกวนประสาท “ยอดเยี่ยมเ้าพาทหารทัพหลวงมาเสียตั้งมากมาย เอาลูกน้องมามอบให้ข้าใช้แรงงานอย่างนั้นหรือ?”
“สามหาวนังแพศยาปากดี หัวจะหลุดออกจากบ่าอยู่แล้ว ยังกล้าเล่นลิ้น” ทหารนายหนึ่งของทัพหลวงะโแทรกแล้วก็มีเสียงก่นด่าฟางเซียนตามมาอีกระลอกใหญ่
เฟยหลงหันไปพยักหน้ากับหรงเอ๋อเพียงเสี้ยววินาทีหนึ่ง! เด็กสาวผมทองในชุดเมดสีดำก็ย่อตัวลงเหมือนตั้งท่าจะชักดาบหนึ่งมุมปากพลันเอื้อนเอ่ยขึ้นพึมพำ “ปราณแมวท่าที่ ๑กระบวนท่าแมวย่องเชือด”
เด็กสาวในชุดเมดหายไปเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมายืนอยู่ตำแหน่งเดิม พร้อมชูศีรษะของทหารปากเสียจากกองทัพหลวง
“ข้าไม่ได้ขอความเห็นใครก็ห้ามเอ่ยแทรก” เฟยหลงพูดจาน้ำเสียงเ็าั์ตาวาวโรจน์กวาดมองทุกคนในโถงประชุมขนาดใหญ่
เวลาเดียวกันนั้น...หรงเอ๋อก็โยนศีรษะนายทหารไร้ชื่อให้แก่เตียวชิงเทียนด้วยสีหน้าเย้ยหยัน
ทุกคนในโถงประชุมเงียบกริบยกเว้นเตียวชิงเทียนกับโหลเปิ่นเหวย
“มันจะมากไปแล้วกล้าข่มขู่ท่านแม่ทัพใหญ่อย่างข้าเช่นนี้หรือไม่รู้ว่าใช้เล่ห์กลอันใดหรอกถึงตัดหัวคนของข้าในเสี้ยววินาทีได้ แต่จะมาวัดพลังปราณและกระบวนยุทธกับข้ามิได้เด็ดขาด” ปราณออร่าระดับัแผ่ซ่านจากตัวเตียวชิงเทียนออกมาอย่างเข้มข้นปลายดาบยังคงเล็งไปที่ฟางเซียนไม่ลดละ
“พวกเ้ามีกี่ชีวิตก็ไม่พอหรอกในแผ่นดินหนานซาข้าย่อมรู้ดี ว่าปราณระดับัหายากเพียงใด มากสุดที่ทหารหนานซามีคงจะเป็ระดับปฐีชั้นปลายได้”โหลเปิ่นเหวยกล่าวสำทับสีหน้าแช่มชื่นโอ้อวด
“เด็กๆแสดงให้พวกกบในกะลาได้ดูหน่อย” ลั่วลั่วทำสัญญาณมือเหล่าทหารและตำรวจแห่งมณฑลหนานซาที่อยู่ในโถงประชุมต่างเปล่งปราณออร่าออกมาไม่ขาดสายทุกทุกคนล้วนแล้วแต่มีปราณระดับขั้นักันทั้งสิ้น
เตียวชิงเทียนโหลเปิ่นเหวย รวมถึงเหล่าทหารจากทัพหลวงตาเบิกกว้างออกมาพร้อมๆ กัน พวกเขาไล่สายตาดูออร่าของเหล่าตำรวจและทหารมณฑลรัฐหนานซาตาไม่กระพริบ
“ฝันนี่ข้าฝันใช่หรือไม่?” แม่ทัพใหญ่จากเมืองหลวงสบถบ่นพึมพำขี้มูกโป่งก่อนจะหันกลับมามองฟางเซียนและองครักษ์พิทักษ์ดวงดาวทั้งสี่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
ลั่วลั่วถิงถิง หรงเอ๋อ และเยี่ยนเอ๋อ เปล่งปราณระดับราชันย์ออกมาออร่าพวยพุ่งไปทั่วโถงจวนว่าการั์ตาของคนทั้งสี่จ้องมองโหลเปิ่นเหวยกับเตียวชิงเทียนไม่ลดละคล้ายกับปีศาจร้ายที่กำลังแสยะยิ้มเมื่อมองเห็นเหยื่อ
เฟยหลงเดินทอดน่องช้าๆกลับขึ้นไปนั่งบนบัลลังก์ว่าการ แล้วเสี้ยววินาทีต่อมา ร่างระหงก็เปล่งออร่าปราณชั้นบริสุทธิ์พร้อมฉีกยิ้มสยอง
“เอาล่ะ!พวกเ้าจะมาปลดใครออกจากตำแหน่งนะ? แล้วใครจะมาเอาหัวของข้า?”หญิงสาวโยกคอไปมาเหมือนบิดี้เี “ข้าว่า...ข้าควรเป็ฝ่ายปลดองค์ฮ่องเต้เสียดีกว่า...มิใช่หรือ?”
โปรดติดตามตอนต่อไป