มู่ไห่เฉินเดินกลับมายังที่พัก เขาเปิดประตูด้วยมือกุมหน้าอก แม้จะเจ็บไม่มากแต่ก็รู้สึกแสบร้อนอยู่บ้าง
ผ่านประตูขวามือก็ยังคงมีเถ้าแก่คนเดิม เขายังคงมองมู่ไห่เฉินด้วยหางตา เถ้าแก่ก้มลงไปใต้โต๊ะก่อนจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง
“ยาแก้ปวด เม็ดละสิบอีแปะ”
เสียงกระด่างของเถ้าแก่ยังคงเป็เช่นเคย มู่ไห่เดินไปเปิดขวดยาก่อนจะนำยาเม็ดหนึ่งเข้าปากแล้วกลืนลงไป
มู่ไห่เฉินยื่นไปหนึ่งตำลึง เถ้าแก่ก็ปฏิเสธทันทีว่าไม่มีทอน ค่อยมาให้วันหลัง
มู่ไห่เฉินได้แต่คิดแล้วก็สงสัย เถ้าแก่คนนี้แปลกประหลาดเกินไป แต่อย่างไรก็ช่างเขาก็อยากพักผ่อนแล้ว จึงได้ขอตัวเดินขึ้นห้องกลับไป
พอล้มตัวนอนก็รู้สึกว่ายาเถ้าแก่ใช้ได้เลย อาการปวดเมื่อครู่นั้นบรรเทาได้ดี
ก่อนหลับตานอนยังคงนึกถึงภาพการประลองก่อนหน้า แม้จะวุ่นวายมากแต่พอมานึกย้อนถึงตอนนี้ก็รู้สึกว่าการประลองฝีมือนั้นก็สนุกมากเลยทีเดียว นี่นับว่าเป็การประลองที่รู้สึกถึงการต่อสู้ที่แท้จริง
รุ่งเช้ามู่ไห่เฉินเดินลงจากชั้นสองตั้งใจจะไปหาอะไรกินเสียหน่อย
พอเดินลงบันไดตรงไปยังทางออก ซ้ายมือก็เจอเถ้าแก่ยืนดีดลูกคิดคำนวณอยู่ เขายกหน้าขึ้นมาเล็กน้อยเหลือบมองมู่ไห่เฉิน จากนั้นก็ล้มหน้ากลับไปทำงานของตัวเองต่อ ทางมู่ไห่เฉินเองก็แค่พยักหน้าทักทาย แล้วก็มุ่งสู่ประตูทางออก
เพียงขาข้างหนึ่งก้าวออกไป ก็มีเสียงเถ้าแก่ดังขึ้นมา
“สวนอุทยานนอกเมืองฝั่งตะวันออก วันนี้มีเทศกาลชมดอกไม้”
มู่ไห่เฉินชะงักก่อนหันไปหาเถ้าแก่ว่าพูดกับใคร เมื่อหันไปก็พบว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้นอกจากตน แปลว่าเมื่อสักครู่เถ้าแก่พูดกับเขาหรือ แต่ดูท่าทางของเถ้าแก่แล้วก้มหน้าก้มตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้สนใจมู่ไห่เฉินที่หยุดหันมามองด้วยซ้ำ
มู่ไห่เฉินเข้าใจว่าเถ้าแก่คงบอกตน จึงได้กล่าวขอบคุณแม้เถ้าแก่จะนิ่งเฉยไม่เหลียวมามองก็ตาม
เขาเดินออกจากที่พักไปตามตรอกซอกเล็ก ๆ สู้ถนนเส้นหลักเพื่อหาอะไรกิน แน่นอนว่าเขาตรงไปยังร้านบะหมี่เดิม เพื่อสอบถามบางสิ่ง
เสี่ยวเอ้อวันนี้บริการดีเช่นเคย อีกทั้งยังตอบคำถามเกี่ยวกับเทศชมดอกไม้ให้ฟังอีก
เทศกาลดอกไม้นั้นเป็เทศกาลประจำปี ดอกไม้หลากที่ล้วนถูกจัดส่งมาแสดงที่นี่ เสี่ยวเอ้อแนะนำให้ลองไปเที่ยวชมดูสักครั้ง รับรองว่าตระการตาแน่นอน
มู่ไห่เฉินรับฟังก็ต้องอยากไปดูสักครั้ง แต่ก่อนจะจากไปก็ไม่ลืมให้ทิปเสี่ยวเอ้อ
ถนนสายหลักสู่ประตูเมืองฝั่งตะวันออกวันนี้ครึกคักเป็พิเศษ เสียงล้อรถม้ากระทบพื้นหินดังเป็จังหวะไม่ขาดสาย รถม้าจากตระกูลสูงศักดิ์แล่นผ่านไปมา คนขับแต่งกายเรียบร้อย ม่านผ้ารกม้าประดับแพรบางไหวตามแรงลม
เหล่าชาวบ้านเองก็ล้วนแต่งกายงดงามกว่าปกติ เสื้อผ้าสีสดปรากฏให้เห็นทั่วไป ราวกับทั้งเมืองตั้งใจประดับตนเองให้เข้ากับเทศกาลในวันนี้
มู่ไห่เฉินออกจากประตูเมืองเดินไปได้ไม่นาน สองข้างทางก็เริ่มเรียงรายด้วยร้านขายดอกไม้ กลิ่นหอมจาง ๆ ของบุปผาหลากชนิดลอยปะปนกันไปในอากาศ
หนุ่มสาวจำนวนมากแวะเลือกซื้อดอกไม้ บางคนยิ้มเขิน บางคนหัวเราะเบา ๆ ขณะยื่นดอกไม้ให้กัน บรรยากาศโดยรอบจึงเต็มไปด้วยความหวานชื่นและคึกคัก
เดินออกไปอีกไม่ไกล ทางฝั่งซ้ายปรากฏเขาสูงลูกหนึ่ง แม้ไม่กว้างใหญ่นักแต่ก็ดูโดดเด่น ด้านหน้ามีกำแพงสูงล้อมรอบเป็บริเวณกว้าง ผู้คนหลั่งไหลเข้าออกไม่ขาดสาย เพียงมองดูก็พอเดาได้ว่า ภายในนั้นคงเป็สถานที่จัดเทศกาลดอกไม้ไม่ผิดแน่
มู่ไห่เฉินก้าวผ่านประตูเข้าสู่ภายในกำแพง และทันทีที่เข้าไป ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สวนภายในถูกจัดแต่งอย่างประณีต ดอกไม้นานาชนิดบานสะพรั่งทั่วทุกทิศ สีสันสดใสเรียงรายตามทางเดิน สลับกับพุ่มไม้และโขดหินที่จัดวางอย่างลงตัว
เป็อีกครั้งที่มู่ไห่เฉินรู้สึกว่าโลกใบนี้งดงามยิ่งนัก เหล่าหนุ่มสาวเดินชมดอกไม้ที่จัดแสดงกันอย่างเพลิดเพลิน
บางแห่งเป็กลุ่มสตรีหัวเราะคิกคัก บางมุมเป็ชายหนุ่มเหล่าบัณฑิตสนทนากันเบา ๆ และบาง่ก็เห็นคุณหนูคุณชายเดินเคียงกันไปตามทาง สายตาแต่ละคู่เต็มไปด้วยความผ่อนคลาย
มู่ไห่เฉินเดินตามทางคดเคี้ยวไปเรื่อย ๆ จนมาถึงสวนด้านหลัง บริเวณนี้ยังคงมีผู้คนอยู่บ้าง แต่ไม่หนาแน่นเท่าด้านหน้า บรรยากาศจึงเงียบสงบกว่าหลายส่วน
ตรงกลางสวนมีสระน้ำขนาดใหญ่ ผิวน้ำสะท้อนแสงแดดระยิบระยับ กลางสระตั้งศาลาสีขาวสง่า ทั้งสามทิศมีทางเดินเชื่อมเข้าสู่ศาลา เพื่อให้ผู้คนได้หยุดพักและชมดอกไม้ที่ปลูกเรียงรายอยู่รอบสระ
ในศาลาเวลานี้ มีสตรีลูกคุณหนูผู้หนึ่งยืนชื่นชมฝูงปลาและดอกไม้ นางยืนอย่างสงบ สายตามองลงไปยังผืนน้ำ ข้างกายนางมีสาวใช้ติดตามมาด้วยหนึ่งคน ทั้งสองยืนใกล้ชิดกัน ท่าทางสนิทสนมเกินกว่าสาวใช้ทั่วไปที่พบเห็นในงานเช่นนี้
ไม่นานนัก ก็มีบัณฑิตผู้หนึ่งเดินเข้ามาสนทนาด้วย นางผู้นั้นย่อคำนับอย่างสุภาพ สีหน้าสงบนิ่ง ไม่มีท่าทีผลักไสหรือรังเกียจ ทั้งสองสนทนากันตามปกติ ไม่ปรากฏสิ่งใดผิดสังเกต เพียงแต่มู่ไห่เฉินยืนอยู่ห่างออกไป จึงฟังถ้อยคำได้ไม่ชัดนัก
ในสระน้ำเบื้องล่าง ฝูงปลาหลากสีแหวกว่ายไปมาอย่างอิสระ สีสันของเกล็ดสะท้อนกับแสงแดดเป็ประกาย คาดว่าผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้คงต้องใช้เงินไม่น้อย เพื่อจัดการให้ภาพตรงหน้าดูงดงามเช่นนี้
ไม่นานก็มีเสียงซุบซิบจากคนข้าง ๆ มองไปยังศาลากลางสระ ที่แท้ตรงนั้นเหมือนจะเกิดเื่วุ่นวายขึ้น คุณชายผู้หนึ่งท่าทีหยิ่งทนงตนไม่น้อย เขามากับลูกน้องสี่คน
ทันทีที่พวกเขามาถึง บัณฑิตก่อนหน้ารีบเดินหลีกและจากไป ตอนนี้ศาลาถูกปิดกั้นทุกทางด้วยลูกน้องของชายผู้นี้
คุณชายท่านนั้นพยายามพูดคุยด้วยแต่เหมือนสตรีผู้นี้ไม่ได้ชอบใจนัก ยิ่งพยายามแตะเนื้อต้องตัวสตรีผู้นั้นก็ยิ่งขัดขืน แน่นอนว่าสาวใช้ผู้นั้นย่อมไม่พอใจ นางพยายามเดินเข้ามาขวางเอาไว้
คุณชายผู้นั้นจับแขนสาวใช้ก่อนดึงนางไปทางด้านหลังให้ลูกน้องตนจับสาวใช้ไว้ คุณหนูผู้นั้นพยายามโวยวายจะชิงตัวสาวใช้ตัวเองกลับ แต่ก็ถูกคุณชายท่านนั้นขวางเอาไว้
“คุณชายบ้านไหนเนี่ย รังแกสตรีกลางวันแสก ๆ”
“อย่าเข้าไปยุ่งดีกว่า เดี๋ยวจะเดือดร้อน นั้นบุตรชายคนรองของใต้เท้าหวัง”
ผู้คนข้าง ๆ มู่ไห่เฉินต่างเห็นเหตการณ์แต่กลับไม่มีคนกล้าเข้ายุ่ง มู่ไห่เฉินเดินเข้าไปสองสามก้าว ตนไม่ใช่คนในพื้นที่ หากเข้าไปช่วยเหลือแล้วจากไปก็คงไม่มีปัญหาอะไร
แต่มู่ไห่เฉินก็ต้องหยุดเท้าลงเมื่อเห็นคุณหนูผู้นั้นดึงเครื่องประดับบนหัวออก ก่อนนางถอดเสื้อคลุม นางรวบผมขึ้นมัดอย่างเรียบง่าย
ทุกคนเห็นก็ต่างงุนงง แต่แล้วเื่ก็เกิดขึ้น คุณหนูที่อ่อนโยนเมื่อสักครู่ยามนี้จับคุณชายหันหลังก่อนเตะขาข้างหนึ่งจนร่วงไปกับพื้น นางใช้เท้าเหยียบหลังพร้อมดึงแขนคุณชายนั้นไว้จนร้องโอ๊ย
“ช่วยข้าสิเ้าพวกโง่!”
“หยุดนะ! ปล่อยนางซะไม่อย่างนั้นคุณชายพวกเ้าได้แขนใหม่เป็แน่!”
นางพูดพร้อมกับพยายามบิดแขนคุณชายท่านนั้นจนร้องด้วยความเ็ปอีกครั้ง
สุดท้ายแล้วคนใช้ผู้นั้นก็ถูกปล่อยตัว นางรีบเก็บข้าวของคุณหนูตัวเอง ก่อนจะถูกสั่งให้รีบจากไปก่อน สาวใช้มีท่าทีลังเลแต่ก็รีบจากออกมา
คุณหนูผู้นี้จับดึงตัวคุณชายออกมาจากศาลาก่อนจะถีบส่งเขากลับเข้าไปในศาลาแล้วรีบหนีตามสาวใช้ไป
นางวิ่งตรงมาทางมู่ไห่เฉิน
“ไม่ทราบชื่อ วรยุทธ์ขั้นฝึกปราณ”
กลิ่นหอมจาง ๆ ของนางยังคงอยู่แม้จะวิ่งสวนทางกับมู่ไห่เฉินไปแล้ว ส่วนคนเ่าั้ท่าทางจะไม่คิดติดตาม เพราะคุณชายดูแล้วคงจะปวดแขนน่าดู คุณชายท่านนั้นทำได้เพียงมองนางจากไปด้วยความโกรธเคือง
มู่ไห่เฉินไม่คาดคิดว่าจะมีเื่น่าอัศจรรย์ใจให้ได้พบเจอในวันนี้ แต่ว่าเขาก็ไม่ได้สนใจและเดินไปต่อที่โซนเทศกาลจุดอื่น
นับว่าเทศกาลดอกไม้นี่ทำให้มู่ไห่เฉินได้เปิดหูเปิดตา ได้เห็นภาพที่งดงาม ดอกไม้หลากหลาย เห็นชีวิตของผู้คนที่สนุกสนานกับเทศกาล ทุกอย่างล้วนให้ความหมายของชีวิต
มู่ไห่เฉินเดินจากออกมาจากเทศกาลดอกไม้ด้วยความอิ่มเอมใจ ก่อนจะเดินทางกลับเข้าเมือง มู่ไห่เฉินคาดกว่าอีกสักวันสองวัน หากเขาเดินจนทั่วแล้วก็จะจากเมืองอู่หลิน เพื่อออกไปท่องโลกให้พอใจ
ระหว่างกำลังท่องเมือง มู่ไห่เฉินก็สะดุดกับร้านอาหารอาคารสามชั้นตรงหัวมุม ท่าทางดูดีหรูหรา ไหน ๆ ก็จะจากไปแล้ว มู่ไห่เฉินก็อยากลองอาหารเลิศรสสักชุดว่าจะเป็เช่นไร
เขาเดินเข้าไปในร้านก็มีเสี่ยวเอ้อทักทายและเดินไปส่งยังโต๊ะชั้นแรกด้านใน
เสี่ยวเอ้อแนะนำเมนูหลายชุด ส่วนมู่ไห่เฉินแท้จริงก็อยากลองหลายเมนูเช่นกัน แต่หากสั่งมาเยอะก็เกร็งจะทานไม่หมด นั่นก็จะเสียดายไปสักหน่อย ดังนั้นเขาจึงได้สั่งอาหารชุดเล็กห้าร้อยอีแปะ อย่างน้อยในนี้ก็มีเมนูชึ้นชื่อของร้านอยู่
เสี่ยวเอ้อรับออเดอร์เสร็จก็เดินจากไป ชั้นแรกนั้นคงมีไว้รับรองผู้คนทั่วไป เพราะดูจากหลายโต๊ะตรงนี้แล้วก็สวมชุดไม่ไดเหรูหรา ล้วนเป็ชาวบ้านธรรมดา แต่เมื่อสักครู่้าเขาเห็นเหล่าคุณชายและบันทิตนั่งทานอาหารอยู่ แปลว่าที่นี่คงมีการแบ่งชนชั้นอยู่
มู่ไห่เฉินแม้จะคิดเช่นนี้แต่ก็ไม่ได้สนใจ จะนั่งตรงไหนก็ไม่ต่างกันสำหรับเขาในตอนนี้ ขอเพียงแค่ได้อาหารเลิศรสอย่างที่คาดหวังไว้ก็พอ