ตอนที่48 ตลาดปุ๋ยเคมีปั่นป่วน
สามสิบนาทีต่อมา
ซ่งเย่กลับมาถึงวิลล่าซิงฝูและพบตายายกำลังนั่งชมวิวทิวทัศน์ท่ามกลางสวนดอกไม้อันสวยงามหน้าวิลล่า
“เย่เอ๋อร์ตาลุกเดินได้สะดวกขึ้นแล้วนะ” เส้าจ้านอวดหลานสาวและลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง
โดยมีการตั้งท่าเตรียมพร้อมและมือสองข้างจับที่ท้าวแขนเก้าอี้ที่นั่งก่อนลุกขึ้นยืนเมื่อได้จังหวะเหมาะสมแล้ว
“เยี่ยมไปเลยค่ะคุณตา”ซ่งเย่ยิ้มมุมปากและกล่าวชื่นชมตาอย่างจริงใจเมื่อเห็นตายืนได้อย่างมั่นและเริ่มเดินไปมา
“ต่อไปตาแก่คงไม่อยู่นิ่งแน่นอน”ม่อฮวาพูดยิ้มๆเมื่อเห็นท่าทางของสามีตนเอง
“ผมต้องเริ่มทำอะไรบ้างแล้วนอนป่วยมาหลายปีไม่รู้ว่าเวลานี้ทางกลุ่ม Space X เป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว?”
ชื่อกลุ่มแปลกที่ไม่คุ้นหูซ่งเย่ทำให้เธอถามตาด้วยความสงสัยว่า
“กลุ่มSpace X คือกลุ่มอะไรหรือค่ะคุณตา?”
“เอ่อเป็นกลุ่มเฉพาะกิจของเอสเปอร์ที่อยู่ภายใต้สังกัดของเจ้านายหลิวเย่น่ะ”
เส้าจ้านสะดุ้งเล็กน้อยที่พบว่าตนเองได้เปิดเผยความลับกลุ่มสำคัญ
แต่เมื่อพิจาณาถึงท่าทีของเจ้านายหลิวเย่กับหลานสาวแล้วทำให้เขาพูดออกมาโดยตรง
“อ้อ”ซ่งเย่พยักหน้ารับรู้แต่ไม่ได้ถามอะไรตาอีก
“เรื่องรักษาเพื่อนของตาเป็นอย่างไรบ้าง?”เส้าจ้านถามถึงภารกิจการรักษาคนป่วยที่เป็นเพื่อนตนเองกับซ่งเย่
“ฝังเข็มให้แล้วคาดว่าพรุ่งนี้น่าจะฟื้นตัวได้ค่ะ” ซ่งเย่ตอบตายายตามความจริง
“หลานยายเก่งมากจ๊ะ”ม่อฮวาเอ่ยชมหลานสาวอย่างไม่ตระหนี่คำ
“ขอบคุณค่ะ”ซ่งเย่กล่าวขอบคุณอย่างอ่อนโยน
จากนั้นเธอขอตัวไปห้องปฏิบัติการเนื่องจากมีการสั่นเตือนแจ้งเหตุจากซาเซินน้อย
แต่เธอไม่ต้องการให้ครอบครัวเป็นกังวลจึงเลือกที่จะตรวจสอบและแก้ไขสถานการณ์ด้วยตนเอง
เมื่อซ่งเย่อยู่ในห้องปฏิบัติการ
เธอเปิดคอมพิวเตอร์และเชื่อมเข้ากับดาวเทียมอย่างรวดเร็ว
เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของซาเซินน้อยที่ทิ้งไว้สอดแนมที่โรงงาน
ซ่งเย่พบรถเอสยูวีต้องสงสัยสองคันซึ่งมีชายฉกรรจ์รวม8 คน
โดยรถทั้งสองคันจอดอยู่ด้านหลังโรงงานและมีชายคนหนึ่งกำลังใช้กล้องถ่ายภาพการเคลื่อนไหวในโรงงาน
เนื่องจากรั้วด้านหลังกำลังปรับปรุงดังนั้นจึงมีช่องว่างระหว่างแผ่นไม้ที่สามารถมองเห็นสถานการณ์ภายในได้
“พวกไหนกัน?”
ซ่งเย่ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจและบังคับให้ซาเซินน้อยเคลื่อนตัวเข้าใกล้รถทั้งสองคันอย่างเงียบเชียบ
“ถ่ายรูปผิดปกติหรือผิดกฎหมายให้ได้มากที่สุดพวกเราต้องทำให้โรงงานนี้ปิดตัวให้ได้”
เสียงชายวัยกลางคนอ้วนท้วมนั่งเบาะหลังพูดสั่งชายหนุ่มที่กำลังถือกล้องถ่ายรูปอยู่ระหว่างช่องว่างแผ่นไม้นั้น
“ผมพยายามถ่ายอยู่ครับแต่ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลยครับ?”ชายหนุ่มตอบอย่างสุภาพตามจริง
“มันจะไม่มีสารเคมีได้ยังไงผลิตปุ๋ยเคมีเหมือนกันต้องมีขยะเคมีที่เป็นกากพิษเหมือนกันสิ”
ชายวัยกลางคนยังไม่ยอมแพ้และพึมพำกับตนเองอย่างไม่เข้าใจ
“ผมถ่ายได้แต่รอบนอกโรงงานครับแต่ภายในโรงงานและกระบวนผลิตเราคงต้องหาคนแทรกซึมเข้าไปถ่ายรูปด้านในออก
มานะครับ”ชายหนุ่มเสนอความคิดเห็นที่น่าเป็นไปได้มากที่สุดกับเจ้านายตนเอง
“แย่ แย่มากพวกแกทำงานไม่ได้เรื่อง วันนี้ถอยก่อนแล้วค่อยหาวิธีการใหม่”
ชายวัยกลางคนบ่นอย่างหัวเสียและตะโกนบอกลูกน้องตนเองให้ล่าถอยออกไป
“ฮึฮึคิดจะหาเรื่องโรงงานรึ คงขัดผลประโยชน์ของพวกแกล่ะสิ”ซ่งเย่ยิ้มเยาะพลางดูถูกชายอ้วนนั่น
ซาเซินน้อยไม่ได้โจมตีพวกเขาเนื่องจากพวกเขาไม่ได้รุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของโรงงานแต่อย่างใด
ซ่งเย่จึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ชั่วคราว
จากนั้นสืบค้นข้อมูลเพื่อดูว่าสถานการณ์ของการผลิตปุ๋ยแห่งอนาคตเป็นอย่างไร?
“อ้อ มิน่าล่ะพวกตาอ้วนถึงได้เป็นเดือดเป็นร้อนแบบนั้น”
ซ่งเย่เข้าใจอารมณ์ชายอ้วนเมื่อเห็นข้อมูลข่าวการเปิดตัวปุ๋ยแห่งอนาคตของกองทัพ
ซึ่งกระทบผลประโยชน์ของหลายบริษัทที่ผลิตหรือนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ
เพราะปุ๋ยเคมีเหล่านั้นได้สร้างปัญหาสารเคมีตกค้างในดินและน้ำ
ซึ่งเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลกในสิบอันดับแรก
เวลานี้ได้มีข่าวจากสำนักข่าวดังอันดับหนึ่งระดับประเทศได้ประกาศความร่วมมือของกองทัพและบริษัทเทคโนโลยีแห่ง
อนาคตในการผลิตปุ๋ยแห่งอนาคตที่ช่วยลดปัญหาสารเคมีตกค้างในดินและน้ำ
“พ่อดูดีทีเดียว”ซ่งเย่พยักหน้าเมื่อมองเห็นภาพพ่อตนเองในชุดสูทพอดีตัวซึ่งกำลังเซ็นลงนามในสัญญา
จากนั้นพ่อได้จับมือกับนายทหารระดับสูงคนหนึ่งเพื่อให้นักข่าวได้ถ่ายภาพเป็นหลักฐาน
นักข่าวสาวของสำนักข่าวที่เข้าร่วมงานแถลงข่าวและลงนามสัญญาได้พูดถือไมโครโฟนกับหน้ากล้องว่า
“วันนี้กองทัพประเทศได้ส่งนายพลหลิวหงเต๋อเป็นตัวแทนเพื่อร่วมลงนามในสัญญาการผลิตปุ๋ยแห่งอนาคตโดยบริษัท
เทคโนโลยีแห่งอนาคตซึ่งทางกองทัพมีหุ้นส่วนในการผลิตปุ๋ยจำนวน 20% ผลการวิจัยของปุ๋ยแห่งอนาคตปรากฏว่าธาตุ
หลักของปุ๋ยซึ่งประกอบด้วยไนโตรเจนฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม และสารเคมีอื่นนั้น สามารถสลายไปได้เองภายในไม่
เกิน 6เดือนซึ่งช่วยลดปัญหาสารเคมีตกค้างในดินและน้ำได้อย่างชัดเจน”
ในภาพข่าวมีประชาชนประมาณ30 คนยืนถือป้ายประท้วงอยู่ด้านหน้าประตูโรงงาน
ซึ่งข้อความป้ายประท้วงระบุว่าปุ๋ยนี้หลอกลวงประชาชนและกองทัพไม่รู้ข้อเท็จจริง
รวมถึงการที่กองทัพสนับสนุนผิดกลุ่มคนเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มนายทุน และข้อความอีกหลายแผ่น
“ระยะทางพิสูจน์กำลังม้ากาลเวลาพิสูจน์จิตใจคน”
ซ่งเย่พึมพำสำนวนหนึ่งที่เธอเคยอ่านพบในหนังสือเรียนวิชาประจำชาติ
จากนั้นเธอไม่ได้สนใจข่าวนั้นอีกและเดินตรงไปทานอาหารเย็นกับครอบครัว
ระหว่างทานอาหารนั้นตาเส้าจ้านได้ถามซ่งซ่านจิงขึ้นมาด้วยความรู้สึกภูมิใจ
“อาจิง วันนี้ลงนามกับทางกองทัพเรียบร้อยดีไหม?”
“ดีครับคุณพ่อ ท่านนายพลให้เกียรติผมและพวกเราพูดคุยถึงความร่วมมือด้านอื่นโดยเฉพาะการคัดเลือกตัวแทนจำหน่าย
ระดับภูมิภาคย่อยที่ไม่ขายราคาแพงมากเกินไปให้กับประชาชนและการส่งออกไปต่างประเทศครับ”
ซ่งซ่านจิงตอบตามจริงอย่างพึงพอใจ
“ดีแล้ว ตกลงคัดเลือกได้บริษัทอะไรเหรอ?” เส้าจ้านถามข้อมูลเพิ่มเติม
“พอดีเย่เอ๋อร์บอกข้อมูลบางอย่างกับผมเมื่อเช้านี้พวกเราจึงตัดสินใจเลือกบริษัทปุ๋ยเฝยเลี่ยว เป็นบริษัทของคนประเทศ
เราเองครับ”
ซ่งซ่านจิงตอบอย่างผ่อนคลายและรู้สึกภูมิใจที่มีลูกสาวสวยและเก่งอย่างซ่งเย่
“แสดงว่ามีคู่แข่งหลายเจ้าใช่ไหม?” ม่อฮวาถามอย่างสงสัย
“เกือบสิบบริษัทครับคุณแม่แต่บริษัทเฝยเลี่ยวได้เสนอให้พวกเราเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนด้วยมากถึง 20% เพราะพวกเขาขาด
เงินทุนหมุนเวียนในบริษัทแต่เย่เอ๋อร์ตรวจสอบผลประกอบการและธรรมาภิบาลของพวกเขาแล้วบริษัทนี้ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า
ดีทีเดียวจนทำให้มีกำไรแต่ละปีไม่มากนัก”ซ่งซ่านจิงอธิบายขยายความเพิ่มเติม
“มีโอกาสได้ช่วยเกษตรกรและขายไม่แพงมากก็ดีแล้ว”เส้าจ้านเอ่ยอย่างยินดี
จากนั้นทุกคนทานอาหารเย็นร่วมกันอย่างมีความสุข
หลังทานอาหารอิ่มแล้ว
ซ่งเย่กลับไปเตรียมผลิตนาฬิกาต้นแบบต่อในห้องปฏิบัติการ
เมื่อถึงเวลา 23.00 น. เธอหยุดทำงานค้างไว้และกลับไปนอนพักผ่อน
..........
ขณะนอนอยู่บนเตียงนอน
ซ่งเย่นอนลืมตามองเพดานห้องพลางคิดอย่างสงสัยว่า“หลิวเย่หายไปไหนหลายวันแล้ว?”
จากนั้นเธอหลับตาและกำหนดจิตใช้ทักษะไนต์แมร์เพื่อดูว่าหลิวเย่ทำอะไรอยู่
“วื๊ด”
เกิดเสียงหนึ่งดังขึ้นในใจของเธอและพลันภาพในห้องเปลี่ยนแปลงไป
กลายเป็นว่าเวลาซ่งเย่อยู่ในป่าทึบที่รอบตัวมีแต่ต้นไม้สูงใหญ่และมืดครึ้มจนแสงจันทร์ไม่สามารถลอดผ่านลงมาได้
ซ่งเย่ใช้เวลาปรับสายตาให้ชินกับความมืดครู่หนึ่ง
จากนั้นเธอเดินไปในทิศทางหนึ่งที่ได้ยินเสียงบางอย่างเลือนราง
ซ่งเย่เดินเท้าเปล่ามาได้ครู่หนึ่งก่อนจะบ่นพึมพำให้กับตัวเองเบาๆ
“เฮ้อ คิดจะใช้ทักษะไนต์แมร์ ต่อไปต้องเตรียมตัวให้ดีกว่านี้”
นั่นเป็นเพราะว่าการเดินเท้าเปล่าทำให้ความเร็วของเธอลดลงเล็กน้อยเพราะต้องคอยระวังไม้หรือหินที่แหลมคม
ครู่หนึ่งซ่งเย่มายืนอยู่บนยอดเนินเขาที่มองระยะไกลเห็นการต่อสู้ระหว่างคนสองกลุ่มๆละประมาณ50 คน
ภาพการต่อสู้ที่ซ่งเย่มองเห็นมีทั้งการต่อสู้ระหว่างคนธรรมดาและเอสเปอร์
เอสเปอร์ทั้งสองฝ่ายมีหลากหลายทักษะเช่น ทักษะใช้พลังน้ำใช้พลังเพลิงไฟ ใช้พลังจากดินและหิน ใช้พลังของอากาศ
และอีกหลากทักษะเข้าต่อสู้กัน
“โอ๊ะ มีหลากหลายทักษะ น่าสนใจจังเลย” ซ่งเย่ตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นอยากเรียนรู้
พลันนี้มีพลังสีขาวลำแสงหนึ่งพุ่งตรงเข้าใส่ซ่งเย่จนเธอหลบไม่ทันและลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนตนเอง
“เอ๊ะ ทำไมเรากลับมาที่นี่?”
ซ่งเย่ไม่เข้าใจว่าตนเองกลับคืนมาที่นี่ได้อย่างไรขณะที่กำลังดูการต่อสู้ระหว่างคนสองกลุ่มอยู่
ทางด้านหลิวเย่ที่บัญชาการการรบระหว่างทหารของกองกำลังแผนกพิเศษและนักฆ่าเอสเปอร์ขององค์กรKA
ในประเทศ P อยู่นั้น
เขารู้สึกถึงการแอบเฝ้ามองจากใครบางคน เมื่อมองระยะไกลและพบว่าเป็นสาวน้อยของตนเองใช้ทักษะไนต์แมร์
เขาเกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับเธอจึงใช้พลังย้อนเวลาส่งตัวเธอกลับคืนมายังจุดเริ่มต้น
“สาวน้อยเธอช่างอยากรู้อยากเห็นเสียจริง”หลิวเย่ส่ายหัวเล็กน้อยและกวาดสายตามองโดยรอบ
เมื่อไม่พบว่าเอสเปอร์ขององค์กร KA พบเห็นซ่งเย่
เขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก “วู้ อย่าทำแบบนี้อีกนะสาวน้อย”
ด้านซ่งเย่ได้ลุกขึ้นไปล้างเท้าและอาบน้ำอีกรอบ
ก่อนกลับมาฝืนนอนพักผ่อนอย่างไม่เต็มใจพลางบ่นพึมพำให้หลิวเย่ว่า
“ถูกพลังนั่นพุ่งเข้าใส่เร็วเกินไป อดเรียนรู้เลยหลิวเย่นะหลิวเย่”
……….
รุ่งเช้าซ่งเย่ตื่นเวลา 04.00 น.และไปออกกำลังกายตามปกติ
เมื่อกลับมาถึงวิลล่าพลันได้ยินโทรทัศน์ประกาศข่าวการท้าทายของบริษัทปุ๋ยแห่งหนึ่ง
ที่จะทำการทดลองประสิทธิภาพสารตกค้างกับปุ๋ยแห่งอนาคตของบริษัทเทคโนโลยีแห่งอนาคต
“พวกเขาดื้อด้านเสียจริง”ม่อฮวาบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจที่บริษัทปุ๋ยยังหาเรื่องบริษัทของลูกหลานตนเอง
“ต่อสู้กันซึ่งหน้าไม่น่ากลัวเท่ากับสู้กันลับหลังหรอกค่ะคุณแม่”เส้าม่านเอ๋อพูดปลอบใจแม่ตนเอง
“พ่อว่าเรื่องอาจยุ่งยากแบบนี้ไปพักใหญ่เพราะปุ๋ยของพวกลูกไปขัดผลประโยชน์มหาศาลของพวกเขาน่ะสิ”
เส้าจ้านเอ่ยขึ้นอย่างคนมีประสบการณ์มาโชกโชน
“ใช่ค่ะ” ซ่งเย่สนับสนุนความคิดเห็นของตาเธอ
“เฮ้อ เจอแบบนี้บ่อยๆก็น่าเบื่อเหมือนกันนะครับคุณพ่อ”
ซ่งซ่านจิงบ่นเล็กน้อยที่เขาต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่จบสิ้น
“คิดเสียว่าเป็นการฝึกฝนทักษะของเราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไม่มีศัตรูทางการค้าเลยย่อมขาดการพัฒนา”
เส้าจ้านพูดอย่างมีเหตุผล
“ครับคุณพ่อ” ซ่งซ่านจิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับน้ำมาใช้ดินต้าน”
ซ่งเย่พูดอย่างเข้าใจกับธรรมชาติของการแข่งขันเพราะบนดาวเอเอสมีการแข่งขันที่โหดร้ายยิ่งกว่านี้หลายร้อยเท่า
ดังนั้นเรื่องแค่การแย่งชิงตลาดการค้าไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเธอมากไปกว่าชีวิตและความปลอดภัย
..........
จากนั้นซ่งเย่อาบน้ำแต่งตัวและทานอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน
เมื่อไปถึงโรงเรียนเธอพบว่าวันนี้ซูฉีเกาเฉินและเพื่อนชายอีกสามคนมีท่าทางอิดโรยกว่าเมื่อวาน
เธอพูดให้กำลังใจว่า “อย่าหยุดจนกว่าจะบรรลุวัตถุประสงค์”
“ขอบคุณซ่งเย่” เกาเฉินสบตาซ่งเย่และตอบกลับเสียงหนักแน่น
“ฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวังแน่นอนเพื่อนรัก”ซูฉีรับปากอย่างจริงจังและมีแววตามุ่งมั่น
“พวกเราน่าจะตั้งชื่อกลุ่มเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ”เทาเอ้อเสนอความคิดในการตั้งชื่อกลุ่มของพวกเขา
“นั่นสิ ฉันเสนอชื่อ ห้องสามน่ารัก”เป่ยกวงตาเป็นประกายและเสนอชื่ออย่างสดชื่น
“ไม่ๆ ชื่อนั่นปัญญาอ่อนเกินไป ต้องชื่อ ซ่งเย่เก่งกาจสิ”หวางอ้ายพูดเอาใจซ่งเย่โดยตรง
“เอาชื่อซ่งเย่ เพื่อนรักไปตั้งแบบนั้นได้ยังไงชื่อน่าเกลียดมาก” ซูฉีประท้วงอย่างไม่เห็นด้วย
“งั้นชื่ออะไรดีล่ะ?”เกาเฉินขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดหนัก
ซ่งเย่ที่มองเห็นท่าทางของเพื่อนๆที่ดูกระตือรือร้นและมีกำลังใจในการฝึกฝนมากขึ้น
เธอจึงเสนอชื่อออกมาโดยตรงว่า “ชื่อ เอเอส ดีไหม?”
เพราะว่าชื่อของชายหนุ่มทุกคนเมื่อสะกดเป็นภาษาอังกฤษจะมีตัวอักษรเอ อยู่ด้วย
ในขณะที่ซ่งเย่และซูฉีจะมีตัวอักษร เอส อยู่ด้วยและสอดคล้องกับชื่อดาวที่เธอจากมา
“เอเอสเหรอ? ก็ดีนะ”เกาเฉินครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของซ่งเย่
“ฉันชอบชื่อนี้ ตกลงเอาชื่อนี้แหละ”ซูฉีพยักหน้าตกลงอย่างรวดเร็ว
“ตกลง” สามหนุ่มพยักหน้าตกลงอย่างเป็นเอกฉันท์
ซ่งเย่ไม่รู้เลยว่าซูฉีและเพื่อนชายอีกสี่คนได้แอบตกลงกันลับๆที่จะทำเสื้อยืดชื่อกลุ่มมาใส่เพื่อแสดงพลังของกลุ่ม
จากนั้นซ่งเย่วนเวียนอยู่ในกิจวัตรปกติของการเรียนรู้
นั่นคือตอนเช้าซ่งเย่อ่านหนังสือเคมีขั้นสูง
เวลาพักไปทานอาหารกลางวันกับเพื่อนๆ
บ่ายอ่านหนังสือเคมีต่อและเมื่อถึงวิชาอิสระ
ซ่งเย่ทำหน้าที่ติววิชาฟิสิกส์ต่อจนถึงเวลา 15.30 น.
จากนั้นเพื่อนๆจะเตรียมตัวไปวิ่งท่องจำสูตรฟิสิกส์ที่เรียนในวันนี้และวันก่อนหน้า
เป็นการทบทวนสูตรทั้งหมดที่ได้เรียนมาซึ่งจะมีการเชื่อมโยงและทำให้นักเรียนจดจำได้อย่างแม่นยำ
เมื่อเลิกเรียนซ่งเย่กลับบ้าน
..........
ณ วิลล่าซิงฝู
มีรถบรรทุกขนาดกลางจอดอยู่หน้าประตูวิลล่า
เวลานี้ซ่งเย่กลับมาถึงบ้านและพบกับรถบรรทุกซึ่งจอดอยู่หน้าประตูทางเข้าวิลล่า
เธอถามลุงโจวด้วยความสงสัย “ลุงโจวใครมาส่งของอะไรเหรอค่ะ?”
ลุงโจวขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนตอบตามจริงว่า“ไม่ทราบเหมือนกันครับคุณหนู ว่าแต่คุณหนูได้สั่งอะไรไหมครับ?”
ซ่งเย่ไม่คิดว่าแร่จะมาส่งได้อย่างรวดเร็วจึงคิดว่าจะไปถามคนในบ้านอีกครั้ง
ปรากฏว่าเธอพบกับความประหลาดใจเมื่อเห็นเพ่ยเหวินซีนั่งรอเธออยู่ในห้องโถงรับแขก
“สวัสดีซ่งเย่” เพ่ยเหวินซียิ้มทักทายซ่งเย่อย่างสุภาพ
“คุณมาได้อย่างไร?” ซ่งเย่ถามอย่างแปลกใจที่เห็นเพ่ยเหวินซีที่นี่
“มาส่งของที่สั่งไว้น่ะครับ”เพ่ยเหวินซีตอบคำถามของซ่งเย่อย่างตรงไปตรงมา
“ของมาแล้วเหรอ?”ซ่งเย่ตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“จะให้ผมเอาไปไว้ที่ไหนดีครับ?” เพ่ยเหวินซีถามอย่างสุภาพ
“ให้ขับรถเข้าไปด้านหลังวิลล่าเลย” ซ่งเย่บอกตามตรง
“อ๋อ ห้องปฏิบัติการนั่นเหรอครับ?” เพ่ยเหวินซีพยักหน้าอย่างเข้าใจ
เพราะว่าเขาเคยมาช่วยเจ้านายขนย้ายอุปกรณ์หลายอย่างจากวิลล่าของเจ้านายมาไว้ที่นี่นั่นเอง
“ใช่ ไปที่นั่นเลย มีโกดังเก็บแร่ทำไว้พร้อมแล้ว”
ซ่งเย่ได้ขอให้พ่อสั่งให้คนงานสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งที่ทำห้องปฏิบัติการนี้ขึ้นมา
“ได้ครับ”เพ่ยเหวินซีรับคำและโทรสั่งลูกน้องที่รออยู่ข้างนอกให้ขับรถเข้ามาในวิลล่าและตรงไปยังด้านหลัง
สามสิบนาทีต่อมา
เพ่ยเหวินซีควบคุมดูแลการจัดเก็บแร่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาให้ซ่งเย่ลงนามในเอกสารสำคัญ
เนื่องจากมีแร่บางอย่างที่ต้องส่งรายงานกลับกองทัพเพื่อระบุผู้ครอบครองและใช้งาน
“พวกคุณมีงานด่วนอะไรช่วงนี้?” ซ่งเย่ถามเพ่ยเหวินซีโดยตรงเพราะเธอยังคงสงสัยกับภารกิจของหลิวเย่
เพราะเมื่อคืนนี้ที่เธอใช้ทักษะไนต์แมร์เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของหลิวเย่ด้วยความอยากรู้
แต่ปรากฏว่าได้พบกับเหตุการณ์ต่อสู้ปะทะกันอย่างดุเดือด
“เอ่อ ผมไม่สามารถตอบได้ ขออภัยอย่างยิ่งครับ” เพ่ยเหวินซีอึกอักและตอบตามตรงเพราะหลิวเย่เคยสั่งห้ามไว้ว่าห้าม
บอกเรื่องการต่อสู้ของกองกำลังแผนกพิเศษกับซ่งเย่จนกว่าเธอจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกคนหนึ่งของกองกำลัง
ทำให้เขาปฏิเสธเธอตามตรง
“เข้าใจแล้ว”ซ่งเย่รับรู้ได้ว่าคงเป็นภารกิจลับที่ไม่สามารถแพร่งพรายได้
เธอจึงไม่คาดคั้นคำตอบกับเขาอีก
“ผมกลับก่อนนะครับ”เพ่ยเหวินซีกล่าวลาเมื่อปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของเจ้านายเสร็จเรียบร้อยแล้ว
และเขาต้องรีบบินกลับไปช่วยเจ้านายและกองกำลังเพื่อต่อสู้กับอีกฝ่าย
“ขอบคุณ” ซ่งเย่กล่าวขอบคุณเพ่ยเหวินซีอย่างมีมารยาท