“ก็ซื้อมาจากสหกรณ์รัฐน่ะสิคะ” แม้ในใจของชีชีจะรู้สึกประหม่าอยู่บ้างแต่สีหน้าของเธอกลับเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดๆ
“ชีชี การพูดโกหกมันไม่ดีนะ” สีหน้าของลู่เหย่ขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด
“ฉันไม่ได้โกหกซะหน่อย”
เมื่อเห็นว่าชีชียังคงปากแข็งแววตาของลู่เหย่ก็เริ่มฉายแววขุ่นเคือง “ข้าวสารที่บ้านเราคุณภาพดีจนแทบจะเทียบเท่าข้าวเกรดส่งเฉพาะ[*] แล้ว สหกรณ์รัฐไม่มีทางเอาของแบบนี้มาขายแน่ คุณแอบไปตลาดมืดมาใช่ไหม?”
ที่แท้ลู่เหย่ก็สงสัยว่าเธอไปตลาดมืดมานี่เองพอรู้แบบนี้ชีชีก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เปล่าค่ะ”
ชีชีเก็บจานที่ล้างสะอาดเข้าตู้เมื่อเห็นลู่เหย่ยังคงทำท่าทางเหมือนจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆเธอจึงเดินไปลากเครื่องจักรขนาดเล็กตัวหนึ่งออกมาจากข้างเตาพร้อมกับแท่นหินโม่ขนาดเล็กอีกอัน
“ฉันแค่เอามันกลับมาแปรรูปนิดหน่อยน่ะ”
“แล้วนี่คืออะไร?”
หินโม่นั้นลู่เหย่รู้จักดีแต่เครื่องจักรตัวนั้นเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อนในชีวิต
“อันนี้ คุณจะเรียกว่าเครื่องขัดเงาข้าวก็ได้ค่ะแค่เอาข้าวสารที่ซื้อมาจากสหกรณ์รัฐใส่ลงไปจัดการสักหน่อยมันก็จะกลายเป็ข้าวแบบที่เรากินกันนั่นแหละ”
“เครื่องนี้คุณเป็คนคิดค้นขึ้นมาเองเหรอ?”
“ถ้าไม่ใช่ฉันแล้วจะเป็ใครล่ะคะ?”
ความจริงแล้วในชาติก่อนชีชีเป็ถึงนักวิชาการจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การเกษตรซึ่งความเชี่ยวชาญหลักของเธอก็คือเครื่องจักรกลการเกษตรนี่แหละ
หากไม่กลัวว่าจะทำความลับแตกละก็เธออยากจะประดิษฐ์ทั้งเครื่องไถพรวนดินลึก เครื่องไถนาหรือเครื่องย่อยหินออกมาให้หมดเสียด้วยซ้ำจะได้ไม่ต้องมานั่งถางป่าเปิดหน้าดินให้เหนื่อยแทบขาดใจแบบนี้
เพื่อพิสูจน์ความมหัศจรรย์ของเครื่องจักรนี้ลู่เหย่ถึงกับลงทุนวิ่งไปขอยืมข้าวสารจากบ้านพี่สะใภ้หลี่มาหนึ่งกำมือ
ชีชีเห็นแววตาของเขาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นราวกับเด็กๆเธอจึงไม่อยากขัดศรัทธา และสาธิตวิธีการทำงานให้เขาดูทันที
และก็เป็ไปตามคาดข้าวกล้องหน้าตาธรรมดาๆ เพียงแค่ผ่านเครื่องไม่กี่อึดใจก็กลายเป็ข้าวขาวสะอาดเกรดพรีเมียมไปในพริบตา!
ดวงตาของลู่เหย่เป็ประกายด้วยความทึ่งตะลึงงันเขาเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่าเื่ที่ชีชีบอกจะประกอบรถไถนั้นไม่ใช่เื่ล้อเล่นแต่เธอมีความสามารถที่จะทำมันได้จริงๆ
เขาประคองใบหน้าเล็กๆของชีชีขึ้นมา แล้วระดมจูบไปสองฟอดใหญ่ “คุณภรรยาคุณนี่เก่งที่สุดเลย!”
ชีชีถึงกับยืนอึ้งไปครู่หนึ่งใบหน้าขาวนวลค่อยๆ ขึ้นสีระเรื่อจนแดงก่ำบรรยากาศรอบตัวพลันกลายเป็ร้อนรุ่มและอึดอัดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
ฝ่ายลู่เหย่เองก็ใช่ว่าจะดีไปกว่ากันปลายหูของเขาแดงซ่านจนแทบจะมีเืหยด ริมฝีปากขยับยิ้มกริ่มแต่กลับพูดอะไรไม่ออกสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจก้มลงจูบปิดปากเธอเสียเลย
ทั้งเร่าร้อนป่าเถื่อน และเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน...ความรักของคนหนุ่มสาวมันก็ควรจะเป็เช่นนี้เอง
และแล้วก็นับเป็อีกคืนที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอน
ตอนที่ชีชีลืมตาตื่นขึ้นมาพระอาทิตย์ก็โด่งจนเกือบจะเที่ยงวันแล้วขนาดเสียงแตรสัญญาณรวมพลตอนเช้าเธอก็ยังไม่ได้ยิน
ที่ข้างกายไม่มีใครอยู่แล้วเธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าร่างกายของลู่เหย่ทำด้วยอะไรถึงได้แข็งแรงขนาดนั้น?ไม่ว่าจะหักโหมแค่ไหนเช้าวันต่อมาเขาก็ยังคงดูกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวาเหมือนเดิม
ผิดกับเธอที่รู้สึกเหมือนถูกรถบดถนนวิ่งทับซ้ำไปซ้ำมานับร้อยรอบจนปวดร้าวไปทั้งตัว
ชีชีนอนกอดผ้าห่มกลิ้งไปมาบนเตียงอยู่หลายตลบก่อนจะพาร่างที่อ่อนเปลี้ยไปล้างหน้าบ้วนปาก
หลังจากดื่มน้ำพุิญญาเข้าไปแก้วใหญ่ความรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายจึงค่อยๆ เลือนหายไปจนหมดสิ้น
สายตาพลันไปเห็นเงินจำนวน189หยวนวางอยู่บนโต๊ะ พร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่ง ลายมือนั้นหนักแน่นทรงพลัง และเฉียบคมสมกับเป็ลู่เหย่
[เงินเดือนเดือนนี้ 89 หยวนกับเงินพิเศษจากการทำภารกิจอีก 100 หยวนผมยกให้คุณจัดการทั้งหมดนะ แล้วก็อย่าลืมส่งเงินกลับไปให้ทางบ้านด้วยล่ะ]
ชีชีเก็บเงินเข้ากระเป๋าด้วยความเบิกบานใจผู้ชายคนนี้ก็มีมุมดีๆ เหมือนกันแฮะ
หาเงินได้เท่าไรก็ให้เมียใช้หมดงานบ้านก็ช่วยทำ บริการ (บนเตียง) ก็ดีเลิศ จะยัง้าอะไรให้มากกว่านี้อีก?
ไอ้เื่'ความจริงใจ' อะไรนั่นน่ะมันจะไปสู้เงินสดที่จับต้องได้จริงแบบนี้ได้ยังไง?
ส่วนเื่ที่ลู่เหย่บอกให้ส่งเงินกลับบ้านน่ะเหรอ...เธอทำเป็มองไม่เห็นข้อความนั้นเสียก็สิ้นเื่
ชีชีมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นว่าใกล้จะได้เวลาทำมื้อเที่ยงแล้วแต่ไม่รู้ว่าลู่เหย่จะกลับมาทานข้าวบ้านหรือเปล่า
ไม่ว่าอย่างไรชีชีก็ตัดสินใจทำเผื่อไว้สำหรับสองคนอยู่ดี เพราะต่อให้เขาไม่กลับมาทานข้าวจริงๆการเก็บอาหารไว้ในมิติก็ไม่มีทางเสียแน่นอน
ทว่าเธอยังไม่ทันจะเตรียมมื้ออาหารเสร็จดีลู่เหย่ก็เดินหน้าระรื่นกลับมาที่บ้าน
“คุณภรรยา ทานข้าวเสร็จแล้วผมจะพาไปที่ที่หนึ่งนะ”
ชีชีลอบเบ้ปากอยู่ในใจเธอไม่เชื่อหรอกว่าลู่เหย่จะพาเธอไปเดินเที่ยวห้างหรือดูหนังอะไรเทือกนั้นผู้ชายทื่อๆ อย่างเขาคงไม่มีเส้นประสาทส่วนโรแมนติกอยู่ในสมองหรอก
หรืออาจจะมี...แต่คงไม่ใช่สำหรับเธอ
ถ้าเป็หลินเสี่ยวหรูละก็เขาคงจะเต็มใจทำเื่พวกนั้นให้สินะ?
พอนึกถึงเื่นี้อารมณ์ที่เคยสดใสก็พลันหมองหม่นลงอย่างช่วยไม่ได้
“เป็อะไรไป? ไม่ดีใจเหรอ?”
ลู่เหย่รู้สึกผิดขึ้นมาลึกๆในใจ เขาคิดว่าตัวเองคงจะรังแกเธอหนักเกินไปเมื่อคืนนี้
แต่นั่นมันก็เป็เื่ที่เขาเองก็ควบคุมความ้าของตัวเองไม่ได้เหมือนกันนี่นา
“เปล่าค่ะ รีบทานข้าวเถอะ”
เนื้อที่ซื้อมาครั้งก่อนหมดเกลี้ยงแล้วและในเมื่อลู่เหย่อยู่บ้าน ชีชีจึงไม่กล้าหยิบของจากมิติออกมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้า
มื้อเที่ยงจึงเป็เพียงเมนูผัดผักง่ายๆสองอย่าง คือผัดผักกาดหอมจีนกระเทียมสับ กับผักกาดแก้วผัดน้ำมันหอย
ลู่เหย่ไม่ใช่คนกินยากอยู่แล้วไม่ว่าชีชีจะทำอะไรเขาก็ว่าอร่อยไปเสียหมด
เมื่อทานเสร็จลู่เหย่ก็จูงจักรยานพาชีชีมุ่งหน้าไปยังตัวตำบล
ชีชีไม่ได้ถามว่าเขาจะพาไปไหนเพราะอย่างไรเสียเธอก็ตั้งใจจะไปซื้อของในตำบลอยู่แล้ว ถือว่าไปทางเดียวกันพอดี
ปรากฏว่าลู่เหย่กลับพาเธอมาหยุดอยู่ที่ 'สถานีเครื่องจักรกลการเกษตร'
ดูท่าว่าเขาคงจะประสานงานกับผู้รับผิดชอบที่นี่ไว้เรียบร้อยแล้วเพราะพอไปถึง คุณลุงยามก็พาพวกเขาเดินตรงไปยังลานด้านหลังทันที
ที่นั่นมีชิ้นส่วนอะไหล่เก่าๆกองพะเนิน ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแต่ขึ้นสนิมเขรอะ
“คุณดูสิ ของพวกนี้พอจะใช้ได้ไหม?”
ดวงตาของชีชีเป็ประกายวาบขึ้นมาทันที...ผู้ชายคนนี้ช่างมีน้ำใจและใส่ใจจริงๆ เธอเผลอต่อว่าเขาในใจผิดไปเสียแล้ว
“ขอฉันดูหน่อยนะคะ”
ชีชีหยิบถุงมือสองคู่ออกมาจากกระเป๋าส่งให้ลู่เหย่คู่หนึ่ง ส่วนตัวเองสวมอีกคู่แล้วเริ่มลงมือค้นหาคัดแยกชิ้นส่วนในกองอะไหล่นั้นทันที
เดิมทีเธอตั้งใจจะประกอบแค่รถไถแต่พอเดินสำรวจดูเรื่อยๆ เธอก็พบว่ามีชิ้นส่วนบางอย่างที่หากนำมาดัดแปลงสักนิดอาจจะประดิษฐ์เป็ 'เครื่องไถพรวนดินลึกแบบเกลียว'ขนาดเล็กได้
ชีชีรีบบอกความคิดของตนให้ลู่เหย่ฟังทันทีซึ่งเขาก็ไม่ได้คัดค้านอะไร แถมยังเดินไปตามหัวหน้าสถานีเครื่องจักรกลมาพบเธอด้วย
“นี่คือหัวหน้าสถานีหวัง คุณมีอะไรก็คุยกับเขาได้เลย”
ชีชีถอดถุงมือออกแล้วหยิบกระดาษกับปากกาจากกระเป๋าสะพายออกมาวาดโครงร่างแบบง่ายๆ ให้ดู
“หัวหน้าสถานีหวังคะ ดูตรงนี้สิชิ้นส่วนไม่กี่อย่างนี้จำเป็ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปซ้ำคุณพอจะช่วยติดต่อโรงงานให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
“นี่มันคืออะไรน่ะ? ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
“ฉันเรียกมันว่า เครื่องไถพรวนดินลึกแบบเกลียวค่ะมันใช้สำหรับเพิ่มความลึกของชั้นดินที่เพาะปลูกช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำและรักษาความชื้นในดินอีกทั้งยังช่วยปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะสมต่อการเติบโตซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างมหาศาลเลยนะคะ”
ดวงตาของหัวหน้าสถานีหวังลุกวาวขึ้นมาทันทีนี่มันคือการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ชัดๆ!
หากโครงการนี้สำเร็จจริงๆมันจะกลายเป็ผลงานชิ้นโบแดงในประวัติการทำงานของเขาและโอกาสที่จะได้เลื่อนตำแหน่งไปสู่จุดที่สูงขึ้นก็อยู่แค่เอื้อมไม่ใช่หรือ?
เมื่อเห็นหัวหน้าสถานีหวังนิ่งเงียบไปนานชีชีจึงเสริมต่อว่า “พอทำเครื่องไถพรวนนี้เสร็จฉันจะยกให้เป็สมบัติของสถานีเครื่องจักรกลเลยค่ะฉันแค่ขอยืมไปใช้งานเพียงวันเดียวเท่านั้น”
“สหายเสี่ยวชี คุณมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมที่ยอดเยี่ยมมากผมในฐานะตัวแทนของสถานีฯ ยินดีสนับสนุนงานของคุณอย่างเต็มที่!”
“ยินดีรับใช้ประชาชนค่ะ”
“ดีๆๆ คุณช่วยวาดพิมพ์เขียวแบบละเอียดมาให้ผมหน่อยนะเดี๋ยวผมจะรีบส่งไปที่โรงงานเครื่องจักรกลการเกษตรให้เอง”
“ขอบคุณมากค่ะหัวหน้าสถานีหวัง”
ชีชีรีบส่งพิมพ์เขียวที่เธอเตรียมไว้ล่วงหน้าให้เขาทันทีในนั้นมีการระบุขนาดและข้อมูลสำคัญไว้อย่างชัดเจน
ความจริงแล้วสิ่งที่ชีชีขอให้ทางโรงงานช่วยแปรรูปมีเพียงตัวโครงไถและชุดใบมีดพรวนเท่านั้นส่วนส่วนประกอบอื่นๆ เธอตั้งใจจะหาทางจัดการเอง
หัวหน้าสถานีหวังประคองพิมพ์เขียวเดินจากไปด้วยรอยยิ้มเบิกบานส่วนชีชีกับลู่เหย่ก็ยังคงช่วยกันคัดเลือกอะไหล่ต่อไป
ใช้เวลาไปค่อนบ่ายในที่สุดพวกเขาก็รวบรวมชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับประกอบรถไถหนึ่งคันได้ครบถ้วน
ชีชีถกแขนเสื้อเตรียมจะเริ่มลงมือประกอบแต่กลับถูกลู่เหย่คว้ามือห้ามไว้
“คุณแค่บอกมาว่าต้องทำยังไง เดี๋ยวผมลงมือเอง”
ชีชีถึงกับหลุดขำออกมาผู้ชายคนนี้ช่าง 'รู้ความ' และมีไหวพริบดีจริงๆ ... เยี่ยมมากคืนนี้กลับบ้านไปเธอจะให้รางวัลเขาให้สมกับความเหนื่อยเลยทีเดียว
ทั้งสองเริ่มจากช่วยกันขึ้นโครงรถซึ่งขั้นตอนนี้นับว่าเรียบง่ายที่สุดเพราะขอเพียงแค่เคยเห็นรถไถมาก่อนก็แทบจะไม่มีทางทำผิดพลาด
ทว่าขณะที่ทั้งคู่กำลังเร่งมือทำงานกันอย่างแข็งขันอยู่นั้นจู่ๆ ก็มีกลุ่มคนพุ่งพรวดพราดเข้ามา พร้อมกับะโใส่พวกเขาเสียงดังลั่น
“พวกคุณเป็ใครกันน่ะ?! ใครอนุญาตให้มาแตะต้องของพวกนี้?ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
เชิงอรรถ
[*]ข้าวเกรดส่งเฉพาะเป็ข้าวคุณภาพสูงพิเศษที่จัดไว้ให้สำหรับเ้าหน้าที่ระดับสูงหรือบุคคลสำคัญเท่านั้นคนทั่วไปหาซื้อไม่ได้