ถึงเกาะพะงันแล้ว ทิวไทรีบขับรถออกมาจากท่าเรือ เขาคิดว่า การหลบหนีครั้งนี้คงจะเป็ครั้งสุดท้ายสำหรับทั้งเขาและข้าวขวัญ ที่เหลือ ต้องปล่อยให้เป็ไปตามครรลองของกฏหมายและกฎแห่งกรรม ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้อย่างนั้น ส่วนเขา ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดในส่วนของตัวเอง โดยมีข้าวขวัญเป็โจทก์เพิ่มขึ้นมาในภารกิจนี้
ทิวไทขับรถเข้าเขตบ้านของตัวเอง ชายหนุ่มจอดรถแล้วถอนหายใจ เพราะเขาลุ้นมาตลอดทางว่าเขากับข้าวขวัญจะหลุดรอดมาถึงที่นี่ได้หรือเปล่า
"คุณข้าว ถึงแล้ว" ทิวไทถือวิสาสะยื่นหน้าเข้าชิด ชายหนุ่มใช้มือไล้เบาๆ ไปตามเรียวหน้า เขาไม่อยากจะให้ข้าวขวัญห่างจากเขาอีกแล้ว หรืออีกนัยหนึ่ง เขาไม่อยากห่างจากเธอเลยต่างหาก สกินชิพที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมาและรสจูบเมื่อคืน มันทำให้เขารู้สึกว่าเขาต้องดูแลและรับผิดชอบและเอาใจใส่ เพราะ....เขาชอบ..หรือว่าอาจจะรัก...มันน่าจะเร็วไป ทิวไทรีบสลัดความฟุ้งซ่านของตัวเองให้ออกไปจากหัวทันที เอ็งก็แค่สงสารเขาเท่านั้นแหละไอ้ทิว
"คุณข้าวเป็ยังไงบ้าง?" ทิวไทกระซิบเบาๆ เพราะใบหน้าของเขาก็ห่างใบหน้าสวยคมนั้นไม่ถึงคืบ เมื่อเธอลืมตา ทิวไทก็เป็ภาพที่เต็มจอสำหรับเธอ ข้าวขวัญมองทิวไทนิ่ง เหมือนว่าเธออยากจะพูดบางอย่างแต่เธอก็พูดเพียงว่า
"ได้ยาไปแล้วเหมือนจะดีขึ้น แต่ตอนนี้ฉันปวดไปหมดทั้งตัวเลย"
"ขึ้นไปนอนบนเตียงในห้องดีกว่า คุณจะได้สบายตัว คุณนอนคุดคู้บนเบาะในรถมาหลายชั่วโมงก็คงเมื่อยบ้าง คุณลุกไหวไหม?"
"ไหว ที่นี่บ้านเธอหรือนายทิว?"
"ใช่ ที่นี่คุณจะปลอดภัย ค่อยๆลุกนะ ไปนอนในห้องสบายๆกัน ไม่มีใครตามเรามาแล้วนะ"
ทิวไทสังเกตเห็นว่า สีหน้าของข้าวขวัญยังมีความหวาดกลัวและไม่ค่อยจะเชื่อเขานัก
"คุณกลัวหรือ? คุณข้าว หรือว่าคุณอยากจะอยู่ห้องเดียวกับผมหล่ะ?"
ทิวไทแหย่ข้าวขวัญเล่นแล้วส่งยิ้มให้เบาๆ เพราะเห็นว่าเธอนั้นนิ่งเงียบและดูเครียด แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้ชายหนุ่มเครียดยิ่งกว่า
"ฉันขออยู่ห้องเดียวกับนายได้ไหม นายทิว ฉันจะไม่อยู่คนเดียวอีกแล้ว ฉันกลัว"
ต่อมน้ำตาของข้าวขวัญผลิตอย่างรวดเร็ว ซึ่งทิวไทก็เข้าใจเธอมากๆ เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของลูกผู้หญิงก็คือการถูกล่วงละเมิด จริงๆ เขาก็ห่วงสภาพจิตใจของเธออยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะเธอฉิวเฉียดเื่นี้มาแล้วถึงสองครั้ง โดยหนึ่งในสองครั้งนั้นเป็แผนของเขาเอง นึกมาถึงตอนนี้ ทิวไทอยากจะเขกหัวตัวเองที่สุดที่นึกแผนแบบนั้นออกไปได้
"พูดเป็เล่นไป คุณข้าว"
แต่ข้าวขวัญไม่ตอบ ร่างบางนั้นหลับตาลงอย่างหมดแรง
"ฉันอยากนอนพัก ปวดหัวจังเลย"
บ้านยกพื้นสูงรายล้อมด้วยต้นไม้แ่าจนร่มรื่นไปทั่วบริเวณ ที่ใต้ถุนสูงนั้นมีโซฟาหวายชุดใหญ่วางไว้ ถัดเข้าไปด้านในเป็โต๊ะอาหารทำด้วยไม้สักขนาดแปดคนนั่งได้สบายๆ แล้วต่อด้วยห้องครัวปิดท้าย หญิงชราวัยประมาณหกสิบปลายๆ เดินออกมาจากประตูครัวเมื่อได้ยินเสียงรถเข้ามาในเขตบ้าน เมื่อเห็นว่าเป็ลูกชายคนเดียว หญิงชราจึงรีบเดินตรงไปหา จึงเห็นว่าทิวไทกำลังประคองข้าวขวัญเดินเข้ามาที่ใต้ถุนบ้านและให้เธอนั่งลงบนโซฟาหวาย
"ทิว ไปไงมาไงเนี่ยลูก!"
นางทองกร มารดาของทิวไท ดีใจที่เห็นลูกชาย จึงรีบตรงเข้าไปกอดแล้วจูบลูกชายทั้งซ้ายขวา แต่สภาพลูกชายของนางนั้นดูยับเยินราวกับผ่านศึกามาอย่างหนัก
"แล้วนี่ใครกัน ทิว?"
"ลูกนายหน่ะแม่ เอาไปที่ห้องฉันก่อนได้ไหม คุณข้าวไม่สบายมีไข้ เมาเรือด้วย"
"เอ้า! ไป ๆ อุ้มเถอะทิว สภาพนี้ขึ้นบันไดบ้านไม่ไหวแน่ ตามแม่มาเร็ว!"
นางทองกรน้ำเสียงร้อนรน นางเดินลิ่วนำขึ้นชั้นสองของบ้านไปก่อนเพื่อเปิดห้องเปิดเครื่องปรับอากาศให้ ทิวไทช้อนอุ้มร่างของข้าวขวัญขึ้นให้อยู่ในอ้อมแขนแข็งแรงแล้วเดินลิ่วโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของเธอ
"ฉันเดินได้ นายทิว ปล่อยฉันลงเถอะ"
"คุณอยู่เฉยๆ เถอะ เดี๋ยวผมตกบันได"
เมื่อหลังัักับที่นอนหนานุ่ม ข้าวขวัญก็ถอนใจยาวเพราะรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก เธอหลับตาลงแล้วหลับแทบจะทันทีที่หัวถึงหมอน เพราะหนักไปทั้งหัว และปวดเมื่อยไปทั้งตัว
"นังหนูนี่เป็ไข้หรือเปล่าทิว หน้าแดง ปากแดงหมดเลย กินยามาหรือยัง?"
นางทองกรถามเพราะเห็นคนตัวเล็กดูหมดสภาพกว่าลูกชายของตัวเองอีก ทิวไทห่มผ้าให้แล้วหันมาพยักหน้ากับแม่ให้ไปคุยกันที่ใต้ถุนบ้าน
"เออ เออ แม่ไม่หลงหรอกน่า แม่รับรอง จะไม่พูดอะไรเลย แต่แม่ว่าต้องบอกป้าพรกับไข่นุ้ยมันด้วยนะ"
นางทองกรเออออไปตามทิวไท ลูกชายสุดที่รักคนเดียวของนาง หลังจากที่ทิวไทเล่าเื่ต่างๆให้นางฟัง ฟังแล้วก็สงสารข้าวขวัญ นางคงไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าดูแลชีวิตประจำวันของข้าวขวัญให้ดี และจะต้องเตรียมตัวรับแรงกระแทกจากสิ่งที่ทิวไทบอกไว้ด้วย
ป้าพรและไข่นุ้ย ลูกชายของป้าพรถูกเรียกมาทันทีเพื่อให้ช่วยกันดูแลข้าวขวัญ ทั้งป้าพรและไข่นุ้ยต่างก็ดีใจที่ทิวไทได้กลับบ้านเหมือนคนอื่นเขาเสียบ้าง
"ป้าคิดถึงจะแย่ คุณทิวไม่กลับบ้านเลยตั้งสองปีกว่า ไอ้นุ้ยมันก็คิดถึง ทำงานอะไรกันนักหนาคะ คุณทิว?"
ป้าพรและไข่นุ้ยอยู่เป็เพื่อนแม่มาหลายปีแล้ว เมื่อป้าพรเลิกกับสามีนั้น นางทองกรซึ่งเป็เพื่อนป้าพรก็ชวนให้มาอยู่ด้วยกัน ในตอนนั้นไข่นุ้ยเพิ่งจะได้สามสี่ขวบเอง ป้าพรได้ช่วยนางทองกรดูแลบ้านเช่า โดยมีรายได้เพิ่มเติมเมื่อฝรั่งที่เช่าอยู่ถาวร้าคนทำความสะอาดบ้านและซักผ้า ส่วนไข่นุ้ยนั้น นางทองกรกับทิวไทส่งให้เรียนหนังสือ ไข่นุ้ยนั้นได้ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน ทั้งนางพรและไข่นุ้ยนั้นทำให้ทิวไทสบายใจเพราะทำให้แม่ของเขามีเพื่อนและไม่เหงา ทิวไทถือว่าป้าพรและไข่นุ้ยนั้นเป็เสมือนญาติ
แล้วทิวไทก็เล่าเื่ทั้งหมดให้ป้าพรกับไข่นุ้ยฟัง ทั้งสองพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ทิวไทก็เป็ห่วงตรงไอ้ไข่นุ้ยนี่แหละ เพราะมันอายุเพียงแค่สิบสามปีเอง
"พี่ทิวอย่าดูถูกผม ผมโตแล้ว ไม่หลุดหรอกน่า" ไข่นุ้ยบอกกับทิวไทเป็ภาษาใต้ เมื่อเขาบอกว่ากลัวไข่นุ้ยหลุด
"ให้มันจริงนะไอ้นุ้ย แล้วฉันจะรอดู ถ้าหลุดฉันเอาตายนา" ทิวไทคาดโทษ
"แล้วพี่ทิวจะให้คุณข้าวอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงเมื่อไหร่?"
ไข่นุ้ยถาม
"ฉันจะรีบสะสางให้เร็วที่สุด แต่เอาจริงๆ ก็ยังบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ เอ็งก็อยู่เป็เพื่อนเล่นพี่เขาเข้าใจมั้ย ่นี้ปิดเทอมนี่ แล้วก็ช่วยเป็หูเป็ตาให้ฉันด้วย"
เื่นี้ก็ทำให้ชายหนุ่มหนักใจไม่น้อย เขานึกไม่ออกจริงๆ ว่าเื่ของข้าวขวัญกับเขาจะต้องไปยังไงต่อ
ข้าวขวัญตื่นขึ้นมาใน่เย็น พอได้เปลี่ยนชุดที่ใส่ ได้ทานยา แล้วได้นอนในห้องแอร์สบายๆ เธอก็หลับั้แ่เช้าจรดเย็น ตื่นแล้วก็ลุกขึ้นอาบน้ำทำให้รู้สึกสดชื่น แล้วเดินลงมาที่ใต้ถุนบ้าน จึงเห็นว่ามีคนหลายคนนั่งคุยกันอยู่
"อ้าว! คุณข้าว ตื่นแล้วเหรอ?"
ทิวไทกุลีกุจอลุกจากเก้าอี้ไปประคองข้าวขวัญที่กำลังเดินลงจากบันไดให้มานั่งที่โซฟาด้วยกัน
"ได้นอนเต็มอิ่มสบายๆ แล้ว คุณดีขึ้นไหม?"
ทิวไทถามด้วยความเป็ห่วง
"ฉันดีขึ้นมากแล้ว เหลือแต่ปวดหัวนิดหน่อย"
เธอตอบเขา แต่ท่าทางนั้นดูยังไม่ค่อยจะสดชื่นเต็มที่เท่าไหร่นัก
ซึ่งทุกกิริยาท่าทางที่คอยประคองข้าวขวัญทั้งซ้ายทั้งขวาของทิวไท ไม่สามารถจะพ้นสายตานางทองกร ป้าพร และไข่นุ้ยไปได้ โดยเฉพาะนางทองกรถึงกับคิดในใจว่า 'หรือว่าฉันจะได้ลูกสะใภ้แล้วคราวนี้' เพราะทิวไทไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองนั้นทำอะไรอยู่ ลูกชายของนางทำไปโดยอัตโนมัติ ไอ้ทิวของแม่ดูอ่อนโยนขึ้นอีกเป็กอง
"พี่ทิวแปลกๆ นะฉันว่า" ไข่นุ้ยกระซิบกระซาบ
"ไอ้นุ้ย หยุดเลยเอ็ง เป็เด็กเป็เล็ก"
ป้าพรดุไข่นุ้ยให้มันเงียบเสียง เพราะกลัวว่าทั้งทิวไทและข้าวขวัญจะได้ยิน
"ฉันสิบสามแล้วนะแม่ ก็พอจะรู้เื่อยู่" ไข่นุ้ยเถียงแม่พรแล้วแม่พรก็ถลึงตาใส่มัน ก็มันจริงนี่นา แค่เห็นท่าทางพี่ทิว ไข่นุ้ยก็รู้ว่าพี่ทิวนั้น 'มีใจ'
ป้าพรส่งสัญญาณให้ไข่นุ้ยหยุดพูด เมื่อทิวไทประคองข้าวขวัญให้มานั่งด้วยกันที่โซฟา
"คุณข้าว นี่แม่ผม นี่ป้าพร แล้วก็ไข่นุ้ย ลูกป้าพร...ทุกคน นี่คุณข้าวขวัญ ลูกนายฉันเอง"
ข้าวขวัญยกมือไหว้นางทองกรและป้าพร และเธอก็รับไหว้ไข่นุ้ยด้วย
"เราจะอยู่ที่นี่สักพัก แต่คุณข้าววางใจได้ เพราะจะไม่มีใครตามเราได้แน่นอน"
ทิวไทบอกข้าวขวัญ เขาภาวนาให้เธอไม่ซักไซ้เขาไปมากกว่านี้ และคิดว่าตอนนี้เธออาจจะเพิ่งฟื้นไข้และยังช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงยังดูเงียบๆ อยู่
"คุณข้าวหิวหรือยังคะ ป้าพรทำอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วค่ะ ไข่นุ้ย เอ็งไปตั้งโต๊ะป่ะ"
ป้าพรผู้ใจดีเริ่มทำหน้าที่ ป้าพรทำกับข้าวได้อร่อยหาตัวจับยาก และก็ยังเสมอต้นเสมอปลายั้แ่ทิวไทรู้จักป้าพรมาจนถึงทุกวันนี้
"หิวนิดหน่อยค่ะ ป้าพร"
เหมือนจะเป็อาหารมื้อแรกที่ข้าวขวัญได้ทานด้วยความสบายใจ ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ได้กินแบบเต็มอิ่ม มีของให้กินเต็มโต๊ะ ป้าพรยังแถมไข่เจียวจานใหญ่ให้ด้วยเพราะว่าอาหารส่วนใหญ่นั้นเผ็ดมากๆ แต่ในที่สุด เธอกลับตักเข้าปากได้เพียงสองสามคำ เพราะไม่มีความรู้สึกว่าหิวเลยแม้แต่น้อย
"กินไข่เจียวนะคะคุณข้าว อาหารใต้มีแต่เผ็ดๆ เดี๋ยวมื้อหน้าป้าพรจะทำกับข้าวที่ไม่ค่อยเผ็ดให้ค่ะ"
"ขอบคุณค่ะป้าพร"
ข้าวขวัญไม่พูดไม่จา และเธอก็พยายามทานไปได้ครึ่งจาน แล้วบอกว่าอิ่ม ทั้งๆ ที่ข้าวจานนี้ ไข่นุ้ยตักให้นิดเดียวเหมือนให้แมวดม
ทิวไทยังไม่อยากบังคับอะไรหญิงสาวมากในตอนนี้ จึงชวนเธอไปเดินเล่นที่ชายหาด มารดาของเขา ป้าพร แล้วก็ไข่นุ้ยจะได้ทานข้าวต่อได้อย่างไม่อึดอัด เพราะยังไม่มีใครกล้าพูดคุยอะไรกับข้าวขวัญ
"พระอาทิตย์ตกที่หาดหน้าบ้านผมสวยนะ ไปเดินเล่นกันหน่อยไหม?"
ข้าวขวัญพยักหน้าแล้วลุกขึ้นเดินนำออกไปด้วยท่าทางที่ลอยๆ เหมือนกับว่า ทิวไทพูดอะไรก็ทำตามไปอย่างนั้น ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรร่วมสักเท่าไหร่