ตอนที่ 4 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (18)
ค่ายกลถูกทำลายแล้วหรือ หนานิจวินยืนนิ่ง วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันเงียบๆ ใครเป็คนทำลายค่ายกล ชื่อเฉิงจวินหรือว่าเหลียนเชวี่ย ทว่าเหลียนเชวี่ยไม่ได้ใช้ยันต์ติดต่อ เป็เพราะไม่ได้ประสบอันตรายหรือเพราะใช้ไม่ทันกันแน่
หนานิจวินไม่มัวสนใจความเ็ป เดินย้อนกลับไปหายันต์ติดต่อที่เขาติดไว้บนตัวเหลียนเชวี่ย ทว่าเมื่อครู่หักโหมสูญพลังงานมากเกินไป ความเร็วในการค้นหาอืดอาดเป็พิเศษ พวกชื่อเฉิงจวินกลับเป็ฝ่ายตามมาหาตนก่อน
ชื่อเฉิงจวินเอ่ยพูดก่อนใครเพื่อน “ตามแผนแค่ต้องสืบค้นความเป็ไปของค่ายกลให้ชัดเจน เหตุใดหนานิจวินจึงใจร้อนทำลายค่ายกลโดยตรงเช่นนี้ มันอันตรายนะ!”
อีกนิดเดียวก็จะหาตัวเหลียนเชวี่ยพบแล้ว หนานิจวินไม่อยากละทิ้งความทุ่มเททั้งหมดก่อนหน้านี้ จึงไม่ได้สนใจชื่อเฉิงจวิน
ชื่อเฉิงจวินยังอยากพูดต่อ กลับถูกต้วนเฟิงห้ามไว้ “ชื่อเฉิงจวิน หนานิจวินคงประสบอันตรายในค่ายกลก่อนจึงฮึดสู้สุดตัวก็ได้ ตอนนี้เกรงว่าคงาเ็ไม่น้อย ท่านให้เขาปรับลมปราณก่อนสักหน่อยค่อยอธิบายโดยละเอียด”
ชื่อเฉิงจวินถอนหายใจเหมือนหงุดหงิดที่ไม่ได้ดั่งใจ แล้วเอ่ยถามหนานิจวินว่า “หนานิจวินปรับลมปราณ ้าให้ข้าถ่ายทอดพลังิญญาให้เ้าหน่อยหรือไม่”
หนานิจวินยังคงไม่เอ่ยพูด ชื่อเฉิงจวินอยู่ด้านข้างชักเริ่มอดทนรอไม่ไหว...ชื่อเฉิงจวินไม่รู้ว่าหนานิจวินไม่ได้กำลังปรับลมปราณหากแต่หาคนอยู่ ปรับลมปราณสามารถตอบกลับได้ แต่หาคนกลับทำไม่ได้ ดีที่เหลียนเชวี่ยใช้ยันต์ติดต่อหาหนานิจวินก่อนที่ความอดทนอันน้อยนิดของชื่อเฉิงจวินจะหมดไป หนานิจวินไม่ต้องตามอีกอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงลืมตาขึ้นมาขานตอบ “รบกวนชื่อเฉิงจวินช่วยข้าไปหาตัวเหลียนเชวี่ยด้วย”
ชื่อเฉิงจวินได้ยินว่าต้องไปตามหาเหลียนเชวี่ยก็เผยสีหน้าแปลกพิกลออกมา แต่ก็ยังโบกมือหนาคราหนึ่งแล้วพาคนทั้งกลุ่มขี่กระบี่ไปยังสถานที่ที่เหลียนเชวี่ยอยู่
เหลียนเชวี่ยไม่ได้มีอันตรายอะไร กำลังเปลี่ยนเป็ร่างมนุษย์สอดส่ายสายตาไปรอบๆ พอดี เวลานั้นตาค่ายกลเปลี่ยนแล้ว มันเองก็ถูกย้ายมายังตำแหน่งใหม่เพราะกลืนอาวุธเวทเข้าไป แต่ความมุ่งมั่นที่จะทำลายค่ายกลนั้นยังคงอยู่ รวบรวมแรงทั้งหมดที่มี หอบท้องที่บรรจุอาวุธเวทอยู่ข้างในออกไปจากตาค่ายกล แต่สิ่งที่ไม่ค่อยโชคดีเท่าไรคือเมื่อออกจากตาค่ายกลแล้วจึงพบว่าด้านนอกกำลังะเิรุนแรงบ้าคลั่ง แม้จะทำลายม่านพลังแล้วแต่ก็ยังถูกซัดะเืจนหมดสติอยู่ดี หลังจากมันฟื้นก็รีบใช้ยันต์ติดต่อหาหนานิจวินทันที
ยามที่หนานิจวินและพรรคพวกเพิ่งโรยตัวสู่พื้น เหลียนเชวี่ยรีบกระเตาะกระแตะเข้าไปหาหนานิจวินทันที ร้องะโลั่น “เสิ่นอี้ชิง! เหตุใดท่านเพิ่งจะโผล่มา! ท่านดู! ข้าทำลายค่ายกลนี้ทิ้งไปตรงๆ เสียเลย! ข้าสุดยอดหรือไม่!”
ยามมองดูอาการร้องโหวกเหวกของเหลียนเชวี่ย หนานิจวินอดหัวเราะไม่ได้ อีกอย่างมันไปเอานิสัยแปลกๆ ที่พอตื่นเต้นก็มักจะเรียกชืุ่์ของตนมาจากไหน
แม้ว่าหนานิจวินจะบอบช้ำเช่นกัน แต่เมื่อครู่เขาถูกม่านพลังวัชระปกคลุมไว้ตลอดจึงมองไม่เห็นอาการาเ็ภายนอก เหลียนเชวี่ยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายาเ็ภายใน พอเริ่มเข้าใกล้ก็ไม่รู้จักชะลอความเร็ว โผเข้าใส่อ้อมอกของหนานิจวินอย่างไม่หนักไม่เบา สองมือโอบเอวเขาแล้วเงยหน้าขึ้นถามย้ำอีก “ข้าสุดยอดหรือไม่”
หนานิจวินข่มความเ็ปและฝืนยิ้มบางๆ ลูบหัวเหลียนเชวี่ยแ่เบาเหมือนปลอบขวัญเด็ก “สุดยอด สุดยอดไปเลย หากไม่ได้เ้าข้าอาจตายแล้วก็ได้”
เหลียนเชวี่ยปริ่มอกปริ่มใจทันที มีความสุขสุดๆ ส่วนสือหนิงที่อยู่ข้างกันกลับใจนสีหน้ามึนงง
ยามเหลียนเชวี่ยเอ่ยเรียกคำว่า ‘เสิ่นอี้ชิง’ ออกมา สือหนิงก็เหลอหลาอยู่บ้าง สะกิดถามต้วนเฟิง “เสิ่นอี้ชิงคือใคร”
ต้วนเฟิง “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ยามเห็นหนานิจวินยิ้ม สือหนิงเบิกตากว้างทันที “ต้วนเฟิง! หนานิจวินยิ้มแล้วใช่หรือไม่”
ต้วนเฟิง “หืม”
“หนานิจวินยิ้มแล้ว!” สือหนิงตบแขนต้วนเฟิงอย่างตื่นเต้น “นั่น! หนานิจวินยังลูบหัวเหลียนเชวี่ยด้วย! เ้าดู! เขาลูบหัวมันด้วย!”
ต้วนเฟิง “เ้าเบาๆ เสียงหน่อย ไม่กลัวหนานิจวินหาว่าเ้าโหวกเหวกหรือ”
สือหนิงทั้งขมวดคิ้วและกระทืบเท้า “แต่...แต่...”
“อะ...แฮ่ม...” ชื่อเฉิงจวินก็ขมวดคิ้วเช่นกัน แล้วแสร้งกระแอมไอขึ้นมา
หนานิจวินได้ยินบทสนทนาของสือหนิงกับต้วนเฟิง และได้ยินเสียงกระแอมไอของชื่อเฉิงจวินแล้วเช่นกัน นึกขึ้นได้ว่าเสียมารยาท จึงดันเหลียนเชวี่ยออกเบาๆ หันไปโค้งคารวะให้กับชื่อเฉิงจวินน้อยๆ แล้วกล่าวว่า “ชื่อเฉิงจวิน เมื่อครู่ได้ยินเสียงของอูหม่านในค่ายกล นางน่าจะเป็คนวางค่ายกลนี้ นอกจากนี้นางน่าจะรู้ร่องรอยของพวกเราแล้วเช่นกัน”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘อูหม่าน’ สีหน้าชื่อเฉิงจวินพลันเปลี่ยนไปทันที แม้ว่าตลอดทางชื่อเฉิงจวินไม่ได้มีสีหน้าที่ดีอะไรนักมาโดยตลอด แต่ปกติจะชักสีหน้าใส่ผู้อื่น สีหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัวเช่นนี้เพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรก เหลียนเชวี่ยมึนตื้อ ก่อนเอ่ยถาม “อูหม่านที่ว่านี้คือใครหรือ”
เหลียนเชวี่ยอยากถามหนานิจวิน แต่คนที่ตอบคำถามคือชื่อเฉิงจวิน “จอมมารมีบริวารคือทูตชั่วร้ายสิบเจ็ดตน ทุกครั้งที่จอมมารมาเกิดจะเรียกทูตชั่วร้ายสิบเจ็ดตนนี้ตามลำดับ ยามทูตทั้งสิบเจ็ดตนมากันครบ พลังวิชาของจอมมารก็จะบรรลุจุดสูงสุด อูหม่านเป็ทูตลำดับที่สิบสองแล้ว หรือกล่าวคือพลังวิชาของจอมมารฟื้นฟูเกือบสมบูรณ์แล้ว...”
“เช่นนั้นครั้งก่อนที่จอมมารมาเกิดในโลกมนุษย์ถึงลำดับที่เท่าไรหรือ” เหลียนเชวี่ยถามอีก
“ลำดับที่สิบสี่”
“เช่นนั้นก็อ่อนแอกว่าครั้งที่แล้วอยู่บ้าง หนานิจวินยังพอสังหารจอมมารได้อีกครั้ง” เหลียนเชวี่ยคิดอย่างไรก็กล่าวเช่นนั้น คนอื่นๆ นอกจากหนานิจวินล้วนขมวดคิ้วจ้องเขา แม้แต่สือหนิงยังมีข้อความว่า ‘นกตัวนี้ไม่รู้ความ’ เขียนแปะเต็มหน้า เหลียนเชวี่ยเริ่มร้อนตัวขึ้นมาทันที ค่อยๆ หดคอไม่กล้าพูดแล้ว