"หืม? นี่เจ้าไม่ถูกใจเจ้าหนุ่มนั่นหรือ? ไม่จริงน่า! ซูอี้โจวรูปงามปานเทพบุตร หล่อเหลามากนะ!"
หงเต๋อฝู่มิคาดคิดว่าจะได้ยินบุตรีกล่าวเช่นนั้นก็รีบร้อนเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม แต่หงเวยกลับไม่สนใจเขาอีกต่อไป
ซูอี้โจวราวกับมีใครไล่ตามอยู่ข้างหลังออกจากจวนตระกูลหงก็คว้ามือน้องสาววิ่งเหยาะๆ ตลอดทาง เลี้ยวผ่านปากทางหนึ่งเมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดไล่ตามมา จึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมา
ซูอี้หว่านมองซูอี้โจวที่ทำท่าราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูเช่นนั้นก็อดมิได้ที่จะหัวเราะจนตัวงอ
นางเพิ่งจะเคยเห็นซูอี้โจวมีท่าทีตื่นตระหนกเช่นนี้เป็นครั้งแรกช่างน่าขบขันยิ่งนัก!
"หัวเราะอะไรเล่า!"
ซูอี้โจวถูกน้องสาวหัวเราะเยาะจนยิ่งหงุดหงิดเมื่อคิดถึงว่าหงเต๋อฝู่คงจะรีบรุดไปหาจางอ้ายหลินเพื่อสู่ขอก็รู้สึกว่าร่างกายแทบจะรับไม่ไหว
ที่จริงเขามักจะมีผู้คนช่วยแนะนำคู่ดูตัวอยู่เสมอในใจถึงแม้จะไม่ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก แต่ก็มีความคาดหวังอยู่บ้างเล็กน้อย
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหงเต๋อฝู่ที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้นี่ถึงกับทำให้เขารู้สึกจนปัญญา
"ไม่ใช่ ข้าเพียงรู้สึกว่าเถ้าแก่หงน่าสนใจยิ่งนักนี่คงเป็นครั้งแรกที่เห็นใครยกบุตรีให้พี่ชายซึ่งๆ หน้ากระมัง? ยังอ้างอีกว่าเพื่อตอบแทนที่พี่ช่วยเหลือนางจึงคิดจะให้บุตรีมอบกายถวายชีวิตอีก...”
ขณะที่พูดซูอี้หว่านก็คิดถึงความตั้งใจของหงเต๋อฝู่ที่ต้องการให้ซูอี้โจวมาเป็นลูกเขยถึงกับหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
"ยังจะหัวเราะอีก!"
ซูอี้โจวหมดหนทางจะรับมือน้องสาวจริงๆสุดท้ายได้แต่ปล่อยให้นางหัวเราะจนพอใจ แล้วค่อยพากันเดินกลับเรือน
"ไปเถอะ นี่เสียเวลาไปค่อนวันแล้ว ตะวันใกล้จะลับฟ้าแล้ว"
ถึงซูอี้โจวจะกล่าวเกินจริงไปบ้างแต่วันนี้ก็มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นจริงๆ
ซูอี้หว่านนึกถึงว่าไม่ว่าจะเป็นจวนเจ้าเมืองหรือตระกูลหง ก็ล้วนทำให้นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเมืองอวิ๋นเฉิงมิได้สงบสุขดังที่เห็น
เมื่อครานั้นเซียวจวิ้นอันกล่าวว่าไม่อาจอยู่ในเมืองอวิ๋นเฉิงนานเกินไป ตอนนี้ดูแล้วก็มีเหตุผลยิ่งนัก
อย่างไรก็ตามหากสามารถทำให้สถานการณ์ในเมืองอวิ๋นเฉิงมั่นคงสืบสาวราวเรื่องถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่คอยก่อกวนที่นี่ก็นับว่าเป็นสถานที่ที่ดีในการลงหลักปักฐาน
อย่างน้อยในตอนนี้ซูอี้หว่านก็มิได้ปรารถนาที่จะจากที่นี่ไป
"พี่ชาย พวกเรารีบกลับกันเถอะ"
...
เซียวจวิ้นอันนำพาลูกน้องสองสามคนกลับมายังเรือนหลังเล็กแต่กลับไม่พบเห็นพี่น้องซูอี้โจว ก็อดแปลกใจมิได้
"ท่านป้า เหตุใดจึงไม่เห็นพี่โจวและหว่านหว่านเล่า?"
เซียวจวิ้นอันในวันนี้ส่งอาหารจานด่วนไปมิใช่น้อยเขาเก็บเงินใส่ในถุงเงินที่พกไว้ หวังจะนำไปมอบให้ซูอี้หว่านด้วยตนเองแต่ไม่คาดคิดว่าในเวลานี้จะไม่พบเห็นนางกลับมาอีกทั้งในเรือนกลับเหลือเพียงจางอ้ายหลินคอยเฝ้าอยู่เพียงคนเดียว
เขาไม่รู้ว่าเหตุใดในใจจึงรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูกราวกับเป็นความรู้สึกสูญเสีย และยังรู้สึกว่าทุกอย่างมันช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
"จวิ้นอัน เจ้ากลับมาแล้วหรือ? รอก่อนนะเดี๋ยวพวกหว่านหว่านก็คงจะกลับมาแล้วกระมัง"
จางอ้ายหลินผู้มีชื่อเสีย(ง)เรื่องทำครัวจึงไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปทำอาหาร กลัวว่าหากเผลอไปจะทำให้ครัววอดวาย มิเช่นนั้นแล้วเมื่อลูกสาวลูกชายกลับมาละก็ คงได้โดนเทศนาชุดใหญ่แน่!
พอคิดถึงตรงนี้นางก็ลูบท้องที่เริ่มจะแบนราบอย่างหมดหนทางแล้วแอบส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังเซียวจวิ้นอัน
"ข้าจะออกไปตามหาคนให้เอง พวกเขาไปที่ใดกัน?"
เซียวจวิ้นอันรู้สึกหวั่นใจฝีมือของเขาน่ะหรือ จะเลี้ยงคนทั้งบ้านให้อิ่มหนำได้อย่างไรเขาทำได้มากที่สุดก็เพียงแค่คอยเป็นลูกมือช่วยซูอี้หว่านทำอาหารอยู่ข้างๆเขาไม่เคยลงมือปรุงอาหารด้วยตัวเองมาก่อนเลยสักนิด!
เมื่อคิดได้ดังนั้นฝีเท้าที่ก้าวออกจากประตูของเซียวจวิ้นอันจึงเร่งความเร็วขึ้นอีกหลายส่วน
"พวกเขาไปที่จวนเจ้าเมืองกัน คุณหนูใหญ่บุตรีของเจ้าเมืองป่วยหนักจึงเชิญหว่านหว่านไปรักษา บางทีในเวลานี้คงจะรักษาเสร็จแล้ว และกำลังกลับมา"
จางอ้ายหลินเมื่อเห็นเซียวจวิ้นอันกล่าวเช่นนี้ก็มิได้ห้ามปราม กลับเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงห่วงใยแล้วนางก็กลับเข้าไปพักผ่อนในห้องแต่เพียงผู้เดียว
ในเมื่อไม่มีใครทำอาหารเช่นนั้นนางก็จะงีบหลับเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานมากเกินไปจนเพิ่มความหิวโหยก็แล้วกัน
เซียวจวิ้นอันนึกไม่ถึงว่าซูอี้หว่านจะไปรักษาคนได้ยินดังนั้นก็ประหลาดใจเล็กน้อย แต่สักพักก็คลายความสงสัย
เขาทราบมานานแล้วว่าฝีมือทางการแพทย์ของซูอี้หว่านนั้นเก่งกาจเพียงใดบาดแผลของตนเมื่อครานั้นก็ล้วนต้องขอบคุณการดูแลของซูอี้หว่านจึงสามารถฟื้นตัวได้เร็วเพียงนี้มิเพียงแต่จะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ แม้กระทั่งรอยแผลเป็นก็ยังจางลงไปมาก
สิ่งเหล่านี้กล่าวได้ว่าเป็นความดีความชอบของซูอี้หว่านทั้งสิ้นเขาทราบถึงความสามารถของนาง
เมื่อคิดได้เช่นนั้นการเคลื่อนไหวของเซียวจวิ้นอันก็รวดเร็วขึ้น ก้าวย่างรีบเร่งไปทางจวนเจ้าเมือง
อย่างไรก็ตามขณะที่กำลังจะถึงจวนเจ้าเมือง เซียวจวิ้นอันกลับพบเจอกับคนคุ้นเคย
"ท่าน..."
ท่านหมอเฉียนเบิกตากว้างมองเซียวจวิ้นอันราวกับมิกล้าเชื่อสายตาของตนเอง อย่างไรก็ตามปฏิกิริยาของเขารวดเร็วเป็นอย่างมากมิได้ร้องออกมา แต่กลับก้าวย่างรีบเร่ง เดินไปยังข้างกายเซียวจวิ้นอัน
"ไม่ทราบว่าเหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
ท่านหมอเฉียนมองเซียวจวิ้นอันในดวงตามีความตื้นตันที่ยากจะบรรยาย
ผู้คนต่างคิดว่าเซียวจวิ้นอันคงประสบภัยไปแล้วมิคาดคิดว่าเขาจะไม่เพียงแต่ไม่ตาย อีกทั้งยังอยู่ในเมืองอวิ๋นเฉิง!
"ท่านหมอเฉียน"
เซียวจวิ้นอันก็จำฐานะของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็วก็มุ่นคิ้วเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามในตอนนี้พวกเขากำลังอยู่บนถนนหนทางผู้คนสัญจรไปมา ที่นี่มิใช่สถานที่ที่ควรอยู่นาน
"ไม่ทราบว่าในตอนนี้ท่านพำนักอยู่ที่ใดพวกเราไปพูดคุยกันที่จวนของท่านดีหรือไม่?"
ท่านหมอเฉียนได้ยินดังนั้นก็มิได้คัดค้านแล้วเดินนำไปข้างหน้าทันที พาเซียวจวิ้นอันไปยังจวนของตนเอง
รอจนกระทั่งประตูปิดลงท่านหมอเฉียนก็มิอาจระงับความตื้นตันในใจได้อีกต่อไป กลับทรุดกายลงกับพื้นคุกเข่าลงต่อหน้าเซียวจวิ้นอัน!
"ล้วนเป็นความผิดพลาดของข้า ขอองค์รัชทายาทโปรดลงโทษข้าด้วย!"
"ท่านหมอเฉียน ท่านกำลังทำสิ่งใด?"
เมื่อเผชิญหน้ากับท่าทีเช่นนี้ของท่านหมอเฉียนเซียวจวิ้นอันก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเข้าไปประคองคนลุกขึ้นก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงต่ำว่า "ที่เมืองหลวงเกิดเรื่องราวอันใดขึ้น?เหตุใดท่านจึงไม่อยู่ข้างกายเสด็จพ่อ กลับมาอยู่ที่เมืองอวิ๋นเฉิง?"
ก่อนหน้านี้ท่านหมอเฉียนคือหมอหลวงคนสนิทข้างกายฮ่องเต้มาโดยตลอด เป็นผู้ดูแลสุขภาพของฮ่องเต้
อย่างไรก็ตามจู่ๆ เมื่อได้พบเห็นท่านหมอเฉียนปรากฏตัวขึ้นในเมืองอวิ๋นเฉิงใจของเซียวจวิ้นอันก็พลันกระวนกระวาย
"เสด็จพ่อของข้า... สรุปแล้วเสด็จพ่อเป็นอย่างไรบ้าง?"
เซียวจวิ้นอันต้องฝืนประคองจิตใจให้มั่นคงจึงจะสามารถเอ่ยถามเรื่องนี้ออกมาได้
เขามองท่านหมอเฉียนอย่างแน่วแน่ในสายตาเต็มไปด้วยความกังวล
"เป็นความผิดพลาดของข้าเองขอรับ!"
ท่านหมอเฉียนได้ยินสิ่งที่เซียวจวิ้นอันสอบถามดวงตาก็แดงก่ำขึ้นมารีบร้อนเล่าเรื่องราวในเมืองหลวงให้เซียวจวิ้นอันฟังทีละเรื่อง
"ฝ่าบาทในตอนนี้ประชวร เพียงแต่ว่ามิได้ประชวรจริงๆพระองค์ทรงถูกองค์รัชทายาทวางยา..."
"อะไรนะ!"
แม้ว่าจะทราบมานานแล้วว่าเซียวจวิ้นเหอคงไม่ปล่อยเสด็จพ่อไปแต่เซียวจวิ้นอันเมื่อได้ทราบความจริงแล้ว ก็ยังโกรธเคืองเป็นอย่างมาก
"เซียวจวิ้นเหอ บังอาจนัก!"
"ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะของท่านก่อน!"
ท่านหมอเฉียนทราบมานานแล้วว่าเซียวจวิ้นอันเมื่อได้ทราบเรื่องนี้คงจะโกรธเคืองเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็รีบร้อนเอ่ยปากปลอบประโลม "อาการประชวรของฝ่าบาทเป็นเพียงการเสแสร้ง ก็เพื่อตบตาผู้อื่นเท่านั้น"
กล่าวพลางท่านหมอเฉียนก็รีบร้อนเล่าเรื่องที่ได้ตกลงกับฮ่องเต้ไว้ก่อนหน้านี้
"ฝ่าบาททรงเป็นห่วงความปลอดภัยของพระองค์ ดังนั้นพระวรกายจึงไม่ค่อยดีนักเพียงแต่ทรงครุ่นคิดมากเกินไป หากฝ่าบาททรงทราบว่าท่านอ๋องทรงปลอดภัยดีพระองค์คงจะทรงยินดีเป็นอย่างยิ่งอาการประชวรก็คงจะหายไปเองโดยไม่ต้องรักษาแล้วขอรับ!"