"อะไรนะครับ"
ภูดิศรรับโทรศัพท์แล้วก็ต้องร้องเอะอะออกมาเมื่อได้ฟังเื่ที่คนทางปลายสายขอร้องมาแบบถนัดๆ
"น่า นะๆๆน้องถั่วพูคนดี"
เสียงของคนทางปลายสายอ้อนมา ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ แต่เป็ผู้ชายตัวโตวัยใกล้ห้าสิบปีเข้าไปแล้ว เขาชื่อภัทรพล เป็พี่ชายของภูดิศรเองแหละ แต่อายุห่างกันตั้งสิบเก้าปี เพราะปีนี้ภูดิศรพึ่งจะอายุสามสิบปีเต็มเอง
"โธ่ พี่พลครับ นี่ไม่ใช่เื่เล่นๆนะครับ"
น้องถั่วพูของพี่ชายคนโตทำเสียงละเหี่ยเพลียใจ
"พี่ก็ไม่ได้พูดเล่นนี่ พี่พูดจริงๆนะ แล้วก็จริงอย่างที่สุดอีกด้วย"
"แต่ว่า..."
"ไม่มีแต่หรอกถั่วพู ก็พี่ไม่มีใครอีกแล้ว หรือเื่แค่นี้ถั่วพูจะไม่ช่วยพี่"
พี่ชายยิ่งพูดให้ภูดิศรยิ่งตกอยู่ในอาการน้ำท่วมปากมากขึ้นไปอีก เขาจะปฏิเสธพี่ชายไปเต็มปากได้อย่างไรกัน ก็ั้แ่ที่ทั้งบิดาและมารดาเสียชีวิตลงไปไล่ๆกันตอนที่เขาพึ่งจะอายุสิบห้า ยังไม่ปีกกล้าขาแข็งพอที่จะพึ่งพาตัวเองได้ เขาก็ได้พี่ชายคนนี้เองที่คอยส่งเสียเลี้ยงดูเป็อย่างดีราวกับเป็พ่อคนที่สอง พี่ชายเอาแต่ทำงานและดูแลเขา ไม่สนใจเื่ส่วนตัวของตัวเองจนวัยล่วงเลยเกือบไม่ได้แต่งงาน พึ่งจะได้พบรักและแต่งงานก็เมื่อสามปีที่ผ่านมานี่เอง ตอนที่อายุสี่สิบหกปีเข้าไปแล้วกับแม่ม่ายสาวสวยที่อ่อนวัยกว่าสี่ปี ซึ่งในความจริงก่อนหน้านี้เขาก็พักอาศัยอยู่กับพี่ชายในบ้านหลังใหญ่ที่พ่อกับแม่สร้างและทิ้งเอาไว้ให้นั้นแหละ แต่เมื่อสามปีที่ผ่านมา เมื่อเขาเห็นว่าพี่ชายจะแต่งงาน เขาจึงขอแยกตัวออกมาสร้างบ้านอยู่ต่างหาก แม้พี่ชายจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ขัดความตั้งใจของเขาไม่ได้ เพราะโดยส่วนตัวแล้วเขาก็ชอบบ้านหลังที่ไม่ใหญ่มาก แต่ขอเน้นพื้นที่รอบๆกว้างๆมากกว่า จะได้จัดสวนสวยๆไว้เดินเล่นพักผ่อนคลายเครียดได้
"แต่ผมคิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอสำหรับงานนี้"
นักธุรกิจหนุ่มที่มากมายความสามารถในหลายๆด้านบอกออกมาอย่างนั้น แต่คนที่เห็นเขามาั้แ่เกิดหรือจะเชื่อ
"แต่พี่มั่นใจว่าถั่วพูทำได้"
"เฮ้อ..."
ภูดิศรถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความหนักใจ จะไม่ให้เขาหนักใจได้อย่างไร ก็พี่ชายกำลังจะพาภรรยาไปฮันนีมูนที่ต่างประเทศเป็เวลาตั้งสองเดือน ลำพังแค่ที่จะมอบหมายงานในบริษัททั้งหมดมาให้เขาดูแลรับผิดชอบคนเดียวนั้นมันก็นับว่าหนักหนาพอแล้ว นี่ยังจะมอบหมายลูกติดจากภรรยามาให้อยู่ในความดูแลของเขาอีก นี่มันไม่ใช่เื่เล่นๆเลยนะ
"นะถั่วพูนะ เห็นใจพี่เถอะ พี่แต่งงานมาตั้งสามปีแล้ว ยังไม่เคยมีโอกาสได้ไปเที่ยวกันสองต่อสองกับภรรยาเลย บอกผลัดเธอมาตลอด และเมื่อตอนต้นปีพี่ก็สัญญากับเธอเป็มั่นเป็เหมาะแล้วว่าจะพาไปให้ได้ เพราะลูกของเธอเรียนจบปริญญาตรีพอดีและเธอก็เตรียมการทุกอย่างไว้หมดแล้ว ถ้าพี่ผลัดอีกปีนี่เธอต้องขอหย่ากับพี่แน่ๆเลย"
"จะขนาดนั้นเลยเหรอครับพี่พล"
"ใช่สิ"
"แต่ลูกสาวของคุณนิชเธอก็ไม่ใช่เด็กๆแล้วไม่ใช่หรือครับ"
"อายุยี่สิบเอ็ดปีแล้ว"
"ก็นั้นไงครับ เธอโตพอที่จะรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว"
"ใช่สิ ความจริงตามโปรแกรมเดิมที่เราวางไว้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเดือดร้อนมาถึงถั่วพูหรอก ถ้าหากว่าเมื่อสองเดือนที่แล้วลูกสาวของคุณนิชเธอจะไม่ได้รับอุบัติเหตุจนสมองได้รับความกระทบกระเทือน จนไม่อาจวางใจให้อยู่คนเดียวตามลำพังโดยไม่มีคนดูแลได้"
"อะไรนะครับ ลูกสาวของคุณนิชเป็บ้างั้นเหรอ"
"เฮ้ย นายถั่วพู ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า"
น้องชายร้องเอะอะแต่พี่ชายแย้งเสียงอ่อย แบบฟังไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิดเดียว
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
มั่นใจว่าเมื่อคืนนี้เขาวางสายโทรศัพท์จากพี่ชายไปโดยที่ยังไม่ได้รับปากอะไรเลย แต่พอตื่นเช้ายังไม่ทันจะลุกจากเตียง ภูดิศรก็ได้ยินเสียงรถของพี่ชายแล่นเข้ามาจอดในบริเวณบ้าน เขารีบลุกจากเตียงไปแหวกม่านออกดู เป็รถของพี่ชายจริงๆนั้นแหละ และเพราะสังหรณ์ใจแปลกๆเขาจึงเข้าห้องน้ำไปบ้วนปากและล้างหน้าอย่างลวกๆก่อนรีบวิ่งลงบันไดไปชั้นล่างทั้งชุดนอนอย่างนั้น
"คุณพลมาคะคุณถั่วพู"
พี่อ้อมซึ่งเป็สาวใช้ประจำบ้านรีบรายงานก่อนที่เท้าของชายหนุ่มจะลงบันไดไปถึงพื้นห้องโถงกว้าง
ชายหนุ่มเพียงแต่พยักหน้ารับรู้แล้วเดินเลยออกไปหน้าบ้าน แล้วก็พบกับภาพที่พี่ชายของเขากำลังสาละวนอยู่กับการยกกระเป๋าใบใหญ่หลายใบลงจากท้ายรถ โดยมีพี่โรจน์สามีของพี่อ้อมคอยช่วยอยู่
"นั้นกำลังทำอะไรกันครับพี่พล"
เขาถามคำถามที่เสี่ยงต่อการอาจจะโดนย้อนกลับมาว่า ไม่มีลูกตาดูหรือไง ถึงไม่รู้ว่าคนเขากำลังทำอะไรอยู่ แต่ไม่สิ ไม่ใช่เขาไม่รู้ว่าคนพวกนั้นกำลังทำอะไร แต่เขาอยากรู้ว่าทำอย่างนั้นทำไมมากกว่า
"อ้าว ก็เมื่อคืนเราคุยกันแล้วนี่ถั่วพู"
พี่ชายหันมาตอบ
"แต่ผมยังไม่ได้ตกลงอะไรด้วยเลยนะครับ"
ภูดิศรถึงกับออกอาการโวยวายเมื่อรู้ว่าตัวเองเข้าใจอะไรไม่ผิด เขากับลูกสาวของพี่สะใภ้ยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย แต่จะให้มาอยู่ด้วยกัน แล้วนี่เ้าหล่อนยังจะเป็...
"น่าถั่วพู ไม่ให้พี่อาศัยนาย แล้วนายจะให้พี่ไปอาศัยใคร เรามีกันอยู่แค่สองคนพี่น้องเองนะ"
เอากับพี่ชายเขาสิเล่นพูดจาหว่านล้อมเขาทุกทางเลยทีเดียว
"แต่ว่าผม..."
"พี่รู้ว่านายต้องทำได้ พี่มั่นใจ"
นี่เขากำลังถูกมัดมือชกด้วยประโยคเท่ๆอย่างนั้นใช่ไหม และโดยที่ยังไม่ต้องรอให้เขาพูดอะไรออกมาอีก พี่ชายก็รีบกวักมือเรียกใครคนหนึ่งที่ยังนั่งอยู่ในรถให้ออกมา และภูดิศรก็อดไม่ได้ที่จะรอลุ้นดูว่าคนในนั้นจะเป็ใคร
ประตูรถถูกเปิดออกแล้วพี่สะใภ้ของเขาก็ก้าวลงมาก่อนจะประคับประคองใครอีกคนให้ลงตามมา ภูดิศรถึงกับเผลอกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นร่างของอีกคนที่ตามลงมาถนัด ซึ่งเป็หญิงสาวที่มีเส้นผมยาวดำขลับ รูปร่างโปร่งระหง สูงราวหนึ่งร้อยหกสิบห้า ซ.ม. ใบหน้าสวยใสสะดุดตา ดวงตาดำเป็ประกายวาว ขนตายาวงอนริมฝีปากจิ้มลิ้มนั้นอิ่มเอิบและเป็สีเรื่อจัดโดยธรรมชาติ แต่ท่าทางเหวอๆ เอ๋อๆของเ้าหล่อนนั้นสิ ที่ทำให้ชายหนุ่มหายใจได้ไม่ทั่วท้อง
พี่สะใภ้พาเธอมาหยุดลงที่ตรงหน้าเขาแล้วบอก บอกเหมือนเ้าหล่อนเป็เด็กเล็กๆทั้งที่โตเป็สาวขนาดนี้แล้ว
"สวัสดีอาูเาสิหนูนุช"
เด็กเอ๋ออย่างยัยหนูนุชมองจ้องเขาั้แ่หัวจรดเท้าแล้วก็ขมวดคิ้ว
"ภูอะไรคะแม่"
"เขาชื่อภูดิศรจ๊ะ เป็น้องชายของพ่อพล และหนูนุชก็ต้องเรียกเขาว่าอาภู"
"เหรอคะ"
ยัยหนูนุชรับรู้ด้วยท่าทางเลื่อนลอยไม่สนใจอะไร จนผู้เป็พ่อคนใหม่ต้องรีบเข้ามาจัดแจงเพื่อเป็การเอาใจคนที่ยังอยู่ในชุดนอนและทำหน้ายุ่งเหยิงอยู่
"หวัดดีอาูเาสิลูก คุณอาูเาจะได้รักและเมตตา คอยดูแลดีดี ไม่ผลักไสไล่ส่งใน่ที่พ่อกับแม่ไม่อยู่นี้"
ภูดิศรเหลือบตามองคนพูดเ้าเล่ห์นั้นอย่างขวางๆ แต่เขาก็ยังทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ในขณะที่ยัยหนูนุชอะไรนั้นก็รีบยกมือขึ้นไหว้เขาอย่างว่าง่าย
"สวัสดีคะอาภู"
"เห็นไหมถั่วพู ยัยหนูนุชน่ารักและว่าง่ายจะตาย"
ร้อยแปดเหตุผลที่ภัทรพลพยายามจะดึงเอามาโน้มน้าวจิตใจของน้องชายให้ยอมรับดูแลแม่หลานสาวนอกไส้นี้แต่โดยดี
ภูดิศรรีบดึงแขนของพี่ชายพาออกไปให้ห่างจากบริเวณนั้น ก่อนเปิดฉากพูดกับเขาด้วยท่าทางจริงจัง
"ถึงจะน่ารักและว่าง่ายยังไง แต่ยัยนั้นก็เป็คนบ้านะพี่"
"เฮ้ย แค่ผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตน่า"
ภัทรพลแก้คำพูดของน้องชายให้ฟังดูดีขึ้น
"มันก็เหมือนๆกันนั้นแหละ"
"นี่ถั่วพูคิดจะไม่ช่วยพี่จริงๆอย่างนั้นเหรอ" ภัทรพลตีหน้าเศร้า "กว่าพี่จะได้รักและแต่งงานกับคุณนิช นายรู้ไหมว่าพี่ต้องใช้เวลาและความพยายามมากแค่ไหน พี่รักเธอมาก แล้วนี่ถ้าเธอโกรธพี่แล้วทิ้งพี่ไป พี่คงเสียใจมากจนถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ จากนั้นพี่ก็จะซูบผอมเพราะความตรอมใจจนอาจถึงขั้นคิดสั้นได้ ถั่วพูอยากให้พี่เป็อย่างนั้นเหรอ"
ภัทรพลตีสีหน้าเศร้าสร้อยได้เนียนสนิท
"คนรักกันจริง ทำไมถึงจะมาทิ้งกันง่ายๆเพียงเพราะเื่ไม่ได้ไปเที่ยว"
ภูดิศรกล่าวเสียงแข็งทั้งที่ใจเริ่มอ่อนลงไปบ้างแล้วั้แ่ได้เห็นสีหน้าของพี่ชาย
"มันก็เป็ความผิดของพี่เองที่ไม่อาจทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเธอได้"