เดินทางอยู่ครึ่งค่อนวัน สุดท้ายขบวนของเย่หลางก็กลับมาถึงบ้านหลังน้อยของตนที่อยู่ยังเชิงเขาหนิวซาน ถ้าจะให้พูดตามตรงแล้ว เมื่อเห็นถึงสภาพบ้านหลังน้อยที่ทรุดโทรมของตนอีกครั้ง เย่หลางเองก็อดที่นึกเปรียบเทียบเกี่ยวกับเื่ของความสะดวกสะบายขณะที่ตนอาศัยอยู่ยังตระกูลเถียนไม่ได้
หลังจากที่ส่งคาราวานคนรับใช้ของตระกูลเถียนกลับไปแล้ว เย่หลางซึ่งจัดแจงข้าวของที่ซื้อมาใหม่ให้เข้าที่เข้าทางแล้วก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อ “เอาเถอะ จะยังไงหนทางแห่งการฝึกปราณยุทธก็ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความยากลำบาก การกินอยู่ที่สุขสบาย รังแต่จะทำให้หนทางในการฝึกยุทธของเราล่าช้าลงเท่านั้น”
ด้วยรู้ดีว่าในครั้งนี้ตัวเองคงมีเวลาอยู่ในโลกแห่งยุทธจักรแห่งนี้ไม่มากเท่าครั้งก่อน ดังนั้นเมื่อจัดแจงอะไรจนเข้าที่เข้าทางแล้ว เย่หลางจึงกลับมาจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนเดินพลังปราณ
เพราะสาเหตุบางอย่างทำให้เย่หลางนั้นเกิดความมั่นใจที่แปลกประหลาดขึ้นว่าอีกไม่นาน ตนจะสามารถพัฒนาระดับปราณยุทธของตนจากระดับปราณแรกก่อกำเนิดขึ้นกลางไปเป็ปราณแรกก่อกำเนิดขึ้นสูงได้สำเร็จ
นั่งขัดสมาธิจดจ่ออยู่กับการเดินพลังปราณให้หมุนเวียนตลอดทั้งร่าง สุดท้ายแล้วก็ปรากฎกระแสของปราณยุทธแตกกระเพื่อมออกมาจากร่างกายของเย่หลางซึ่งบ่งบอกถึงการทะลวงไปสู่อีกขีดขั้นของผู้ฝึกปราณยุทธ
ทันทีที่สามารถพัฒนาระดับปราณยุทธของตัวเองไปสู่อีกขีดขั้นได้สำเร็จ เย่หลางที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ก็ลืมตาตื่นขึ้น “เป็อย่างที่ท่านอาจารย์สอนไว้ไม่ผิด…การที่ผู้ฝึกยุทธจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปสู่อีกขีดขั้นได้จำเป็ที่จะต้องััประสบการณ์ในหลายๆด้านด้วยตัวเอง" นึกคิดกับตัวเองได้อย่างนั้น เย่หลางก็จัดแจงให้ตัวเองลุกขึ้นเพื่อเตรียมจะทดสอบระดับพลังที่เพิ่มพูน “บางทีประสบการณ์ที่ว่านั้นอาจจะรวมถึงเื่ที่เราต่อสู้เสี่ยงตายในโลกแห่งความเป็จริงด้วย?” เย่หลางนึกคิดถึงเหตุผลที่น่าเหลือเชื่อบางอย่างขึ้นมา เนื่องเพราะตลอดหลายอาทิตย์ที่พักอยู่ยังบ้านตระกูลเถียนนั้น ไม่ใช่ว่าตนไม่อยากจะพัฒนาปราณยุทธของตนไปสู่อีกขีดขั้น หากแต่ไม่ว่าตนจะทุ่มเทความพยายามหมุนเวียนพลังปราณยุทธภายในร่างอย่างไร สัญญาณที่บ่งบอกว่าตนจะสามารถพัฒนาระดับปราณยุทธภายในร่างให้เลื่อนระดับได้กลับไม่ปรากฎขึ้นเลย…ทว่าหลังจากที่เข้าสู่เกทและผ่านการต่อสู้จริงมาตลอด 2 วันในโลกแห่งความเป็จริงแล้ว ทันทีที่กลับเข้ามาสู่โลกแห่งยุทธจักร สัญญาณบางอย่างกลับบ่งบอกกับตนว่าขอเพียงนั่งลงเดินปราณอีกเพียงชั่วคราว ตนก็จะสามารถพัฒนาระดับปราณภายในร่างให้ก้าวไปสู่อีกขีดขั้นได้ และตอนนี้มันก็พิสูจน์แล้วว่าความรู้สึกดังกล่าวไม่ใช่เื่แปลกปลอม
ยังไม่ทันที่จะได้มีเวลายินดีหรือทดสอบอะไรเกี่ยวกับความสามารถที่เพิ่มพูนสูงขึ้น เย่หลางก็ััรู้ได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง นั่นก็คือเสียงของความวุ่นวายที่อยู่ๆก็ดังแว่วเข้ามาที่ข้างหู “นี่มัน…”
เมื่อพอจะคาดเดาได้ถึงสาเหตุของเสียงวุ่นวายซึ่งดังแว่วเข้ามาที่ข้างหู เย่หลางก็ะโกลับขึ้นไปยังเตียงไม้และนอนหลับตาลงในทันที
เต้ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาััได้ถึงความวุ่นวายที่น้อยกระโจมได้ในทันที ไม่รอช้าเต้รีบหันไปคว้าเอาหอกซึ่งเป็อาวุธของตนจากนั้นจึงดีดตัวพุ่งทะยานออกไปจากกระโจมในทันที
“นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันวะ” เต้นึกคิดกับตัวเองขณะที่พุ่งตรงออกไปเพื่อช่วยเพื่อนนักผจญภัยในทีมรับมือกับกลุ่มก็อบลินจำนวนมากซึ่งกำลังโถมจู่โจมเข้ามา
แน่นอนว่าการรับมือกับก็อบลินซึ่งมีขนาดตัวที่เล็กและมีอาวุธเป็เพียงแค่ก้อนหินหรือท่อนไม้นั้นไม่น่าที่จะลำบากกินแรงอะไรสำหรับนักผจญภัยที่ส่วนใหญ่แข็งแรงเกินกว่ามนุษย์ทั่วไปมาก แต่นั่นมันก็ในกรณีที่จำนวนของก็อบลินซึ่งจู่โจมเข้ามีมีอย่างจำกัดหรือมีมากกว่าจำนวนนักผจญภัยไม่มากนัก ทว่าสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ที่กลุ่มของเต้กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็อีกกรณีหนึ่ง
“ถึงจะมีคุณป้องอยู่ด้วยก็เถอะ…แต่จำนวนขนาดนี้ พวกเรารับมือไม่ไหวแน่” หนึ่งในนักผจญภัยแรงค์ F ในทีมเอ่ยขึ้นมากับเพื่อนที่ด้านข้างอย่างรู้สึกขวัญเสีย
แม้ว่าในตอนนี้สำหรับเต้แล้ว การรับมือกับก็อบลินนั้นไม่ได้ถือว่าเป็เื่น่าหวั่นใจหรือลำบากกินแรงอะไร ทว่าสถานการณ์ไม่คาดฝันที่กำลังเผชิญอยู่นี้มันกลับทำให้เต้ย้อนนึกกลับไปถึงภาพความทรงจำของเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่ทีมของตนเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น “บ้าชิบ…มันจะอะไรกันนักกันหนาวะ..หรือว่ามันจะเหมือนกับตอนนั้น การยกระดับของเกท?” เต้ที่กำลังรู้สึกหวั่นไหวใจนึกคิดตั้งคำถามขึ้นมากับตัวเอง
มาว่ากันเื่ของเกทแล้ว เกทนั้นคือประตูที่เชื่อมระหว่างโลกแห่งความจริงกับโลกต่างมิติที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ถึงแม้ว่าโลกที่อยู่อีกด้านหนึ่งนั้นมักจะถูกเรียกว่าดันเจี้ยน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีลักษณะเป็ถ้าโพรงหรือโลกใต้ดินแต่อย่างใด หากแต่มันกลับเป็โลกอีกใบหนึ่งจริงๆซึ่งถูกจำกัดพื้นที่ไว้ ที่บอกว่าเป็โลกอีกใบหนึ่งที่ถูกจำกัดพื้นที่ไว้ก็เพราะหลังจากที่เข้าสู่เกทแล้วจะพบเข้ากับพื้นที่ซึ่งมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไปที่มีสภาพแวดล้อมหลากหลาย ทั้งที่มีพื้นที่เป็ป่าเขา หรือเป็เขตหนาวเหน็บสุดขั้ว ยังมีทะเลทรายที่แห้งแล้ง
อย่างนั้นแล้วการเลื่อนระดับของดันเจี้ยนที่เต้หมายถึงคืออะไร? ที่บอกว่าอีกด้านหนึ่งของเกทนั้นคือดันเดี้ยนซึ่งเปรียบเสมือนกับโลกขนาดย่อมอีกใบหนึ่งที่มีพื้นที่อย่างจำกัด ก็เพราะว่ามันเป็อย่างนั้นจริงๆ ถึงแม้ที่อีกด้านของเกทนั้นจะเป็โลกอีกใบซึ่งมีสภาพแวดล้อมไม่ต่างกับโลกของเรา หากแต่มันกลับมีกำแพงพลังงานที่มองไม่เห็นกั้นจำกัดพื้นที่ของโลกซึ่งอยู่หลังเกทเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง
ถ้าจะให้พูดถึงการเลื่อนระดับของเกทแล้ว เราก็ต้องมาอธิบายถึงระดับของเกทก่อน นับั้แ่มีเกทปรากฎขึ้นมาบนโลกเป็ครั้งแรก หลังจากที่มนุษย์ซึ่งผ่านการเลื่อนระดับเริ่มที่จะเข้าไปสำรวจในเกท จากนั้นเป็ต้นมา เกทก็ถูกแบ่งออกเป็หลายระดับ ั้แ่เกทระดับเริ่มต้นอย่างเกทระดับ F ไล่ไปจนถึงเกทระดับสูงอย่างเกทระดับ S หรือ SS ซึ่งระดับของเกทย่อมบ่องบอกถึงความอันตรายที่รออยู่ภายในนั้นได้เป็อย่างดี
แน่นอนว่าเกทที่กลุ่มของเต้เลือกจะเข้ามาใจครั้งนี้คือเกทระดับ F ซึ่งเกทระดับ F นั้นอาจหมายถึงเกทใหม่ที่ถูกประเมินให้อยู่ในระดับที่มีความอันตรายต่ำหรืออาจจะหมายถึงเกทเก่าซึ่งผ่านการสำรวจทำแผนที่มาจนครบทุกซอกทุกมุมและถูกประเมินแล้วว่ามีความอันตรายต่ำ ในกรณีของเกทที่กลุ่มของเต้เลือกเข้ามาในครั้งนี้นั้นจัดว่าเป็อย่างหลัง
ที่นี้ก็มาพูดถึงการเลื่อนระดับของเกทว่าคืออะไร ..การเลื่อนระดับของเกทนั้นหมายถึงการที่อยู่ๆกำแพงโปรงใสซึ่งจำกัดพื้นที่ขนาดของโลกภายในเกทเอาไว้อยู่ๆก็เลื่อนขยายออกไปอย่างไม่มีสาเหตุ เมื่อเขตพื้นที่ซึ่งถูกจำกัดเอาไว้ถูกขยายให้กว้างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ นั่นก็หมายความว่าภายในเกทจะปรากฎมอนสเตอร์ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น ในที่นี้นั้นรวมไปถึงมอนสเตอร์ที่มีความอันตรายมากกว่าที่เกทแห่งนั้นเคยถูกประเมินเอาไว้ด้วย
ตระหนักรู้ได้ถึงสถานการณ์ที่ตัวเองน่าจะกำลังเผชิญอยู่ เต้ก็เริ่มที่จะหันมองสำรวจไปยังสถานการณ์โดยรอบ ถึงแม้ว่าทีมของตนจะมีป้องซึ่งเป็นักผจญภัยระดับ B ร่วมทางมาด้วยก็จริงอยู่ หากแต่ถ้าสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้มีสาเหตุมาจากการเลื่อนระดับของเกทจริงๆ ไม่ว่าจะอย่างไร ทางเลือกที่เหลืออยู่สำหรับกลุ่มของตนก็มีแค่เพียงการถอยกลับออกจากเกทแห่งนี้ให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งมันก็ไม่ใช่เื่ง่ายเลยที่จะถอยกลับออกไปได้ครบทุกคนในสถานการณ์ที่ถูกรุมล้อม
จริงดังคาด เมื่อกวาดสายตามองผ่านไปโดยรอบบริเวณ เต้ก็พบเข้ากับป้องซึ่งกำลังรับมือกับมอนสเตอร์ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายเหมือนกับก็อบลินหากแต่กลับมีขนาดร่างกายที่ใหญ่โตกว่าก็อบลินทั่วไปมาก มากเสียจนใหญ่กว่าร่างกำยำของป้องเกือบเท่าตัว
เห็นถึงสีหน้าของป้องที่แสดงออกถึงความรู้สึกว่ากำลังตกที่นั่งลำบาก เต้ก็เกิดความรู้สึกที่เป็ลางร้ายขึ้นมาภายในจิตใจ
การต่อสู้พันตูเพื่อป้องกันค่ายจากการโจมตีของเหล่าก็อบลินผ่านไปอีกไม่ถึงห้านาที สถานการณ์ก็เริ่มเลวร้ายขึ้นทันทีเมื่อมีหนึ่งในนักผจญภัยเสียท่าให้กับกลุ่มของก็อบลินที่กลุ้มรุมเข้าใส่จนส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือขึ้น
ด้วยสถานการณ์เลวร้ายที่กำลังเผชิญอยู่นี้ การที่กลุ่มนักผจญภัยแรงค์ F ซึ่งด้อยประสบการณ์สามารถที่จะยื้อมาได้เป็เวลานานถึงขนาดนี้ก็นับว่าเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อมากแล้ว น่าสังเวชสำหรับนักผจญภัยแรงค์ F คนดังกล่าวที่ถึงแม้จะร้องขอความช่วยเหลือออกมาหากแต่ไม่มีใครที่จะสามารถปลีกตัวไปช่วยเหลือได้เลย
ทางป้องที่เป็ความหวังหลักนั้นกำลังรับมือกับก็อบลินตัวใหญ่อย่างลำบากกินแรงอยู่ แน่นอนว่าป้องย่อมไม่สามารถที่จะแบ่งแยกสมาธิหรือปลีกตัวมาช่วยเหลือนักผจญภัยแรงค์ F คนดังกล่าวที่ส่งเสียงร้องของความช่วยเหลือออกมาได้
เมื่อป้องไม่สามารถที่จะปลีกตัวมาช่วยเหลือได้ ความหวังสุดท้ายที่จะสามารถปลีกตัวไปช่วยเหลือนักผจญภัยคนดังกล่าวได้จึงตกมาอยู่กับเต้ “บัดซบ..บัดซบที่สุด..ทำไมเื่แบบนี้มันถึงได้มาเกิดขึ้นกับเราไม่รู้จบ” เต้สบภคิดกับตัวเองในใจขณะที่พยายามปลีกตัวหลบฉากออกไปเพื่อช่วยเหลือเพื่อนนักผจญภัยที่กำลังถูกลุ่มของก็อบลินขนาดเล็กลุมล้อมทุบตีด้วยก้อนหิน
หากแต่เพียงก้าวเดินออกไปได้แค่ครึ่งทาง เสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ดังขึ้นมาจากทิศทางที่ตัวเองพึ่งจะจากมา เห็นอย่างนั้นเต้ก็กัดฟันกรอดอย่างไม่รู้ว่าตนสมควรจะทำอย่างไรดี ด้วยความสามารถของเต้ในตอนนี้ หากว่าใช้ออกด้วยพลังปราณซึ่งฝึกปรือมา การจะรับมือกับก็อบลินที่มีขนาดตัวเล็กจิ๋วกว่าตนก็ไม่ใช่เื่ที่ยากลำบากกินแรงอะไร เพียงต่อยออกด้วยหมัดเดียว เต้ก็สามารถที่จะสังหารฆ่าพวกมันได้อย่างง่ายดาย แต่ถึงแม้จะเป็อย่างนั้นมันกลับเป็เื่ยากที่เต้จะสามารถสลัดหลุดจากลุ่มก็อบลินที่โถมกระโจนเข้ามาใส่ตนอย่างไม่กลัวตายโดยไม่หยุดหย่อนได้
เมื่อแนวป้องกันเริ่มพังทลายลง เพียงพริบตาเดียวกลุ่มของก็อบลินก็ทะลักเข้ามาภายในบริเวณใจกลางของค่ายพักได้ เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้ เต้ก็รู้ได้ในทันทีว่ามันเป็ไปไม่ได้ที่ทุกคนจะสามารถมีชีวิตรอดกลับออกไป
สำหรับตนเองแล้ว ด้วยพลังปราณที่มีบวกกับวิชาตัวเบาที่ฝึกฝนมา..การจะฉากหลบออกไปจากสถานการณ์ตอนนี้เพียงลำพังยังไม่ใช่เื่ที่ลำบากกินแรงเท่าไรนัก หากแต่ภาพความทรงจำเมื่อวันวานที่เพื่อนร่วมทีมต่อสู้เสี่ยงตายเพื่อรั้งศัตรูไว้ให้กับตนหนีออกมาเพียงลำพังยังคงตามติดหลอกหลอนเต้มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งภาพความทรงจำเ่าั้ที่คอยย้ำเตือนและหลอกหลอนตนเองตลอดมากลับไม่อนุญาติให้เต้ใช้วิชาตัวเบากระโหลดหลบหนีออกจากวงล้อมไปเพียงลำพัง
ยังไม่ทันที่เต้ซึ่งเกิดความรู้สึกลังเลใจจะทันได้ตัดสินใจว่าจะมุ่งตรงไปช่วยเหลือใคร ป้องซึ่งรับมืออยู่กับก็อบลินตัวใหญ่ก็ผละมือจากมาและคว้าเอาตัวของแต้วซึ่งยืนสั่นกลัวทำอะไรไม่ถูกอยู่กลางค่ายเพื่อวิ่งฝ่าวงล้อมของกลุ่มก็อบลินหลบหนีออกไป พร้อมกันนั้นเสียงทุ้มของป้องก็ดังตระโกนบอกขึ้น “ยื้อไว้ ผมจะตามคนมาช่วย”
“????????????” ได้ยินอย่างนั้นห้วงสมองของเต้ก็อื้ออึงไปในทันที ยื้อไว้? ตามคนมาช่วย? นั่นจะเป็ไปได้อย่างไร ? เพียงลำพังกลุ่มก็อบลินตัวเล็กที่ถาโถมเข้ามาใส่อย่างไม่รู้จบ มันก็แทบเป็ไปไม่ได้แล้วที่กลุ่มนักผจญภัยซึ่งไร้ประสบการณ์จะสามารถต้านทานเอาไว้ได้ และเมื่อป้องซึ่งเป็ความหวังเพียงหนึ่งเดียวเลือกที่จะฝ่าวงล้อมหนีออกไปอย่างในตอนนี้ นั่นก็หมายความว่าก็อบลินตัวใหญ่ที่ดูน่าเกรงขามนั่นจะต้องเข้ามาบดขยี้กลุ่มนักผจญภัยที่เหลืออยู่เพียงสองคนในไม่ช้าอย่างแน่นอน แล้วอย่างนี้ยังจะมาร้องะโบอกให้ยื้อเวลาอะไรกันอีก?
“บัดซบ” ตระหนักรู้ว่าป้องได้ตัดสินใจที่จะละทิ้งพวกตนให้กลายเป็เหยื่อล่อเพื่อถ่วงเวลาเอาไว้ เต้ก็สบภส่งเสียงออกมาอย่างรู้สึกเจ็บใจ
หันมองไปยังเพื่อนนักผจญภัยคนอื่นที่ต่างทยอยเสียท่าถูกฝูงก็อบลินกลุ้มลุมจนเืนองพื้น รู้ได้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้ยากที่จะกอบกู้แก้ไขแล้ว เต้ก็ตัดสินใจที่จะเร่งพลังปราณเพื่อใช้วิชาตัวเบาะโหลบฉากออกจากวงล้อมไป
กลับมาที่ป้องซึ่งคว้าตัวแต้วเพื่อหวังจะวิ่งฝ่าวงล้อมของกลุ่มก็อบลินหลบหนีไป ถึงแม้ว่าป้องจะใช้ความสามารถของตัวเองเปลี่ยนิัทั่วทั้งร่างให้กลายเป็เกราะหินจะคว้าตัวของแต้ววิ่งฝ่าวงล้อมของฝูงก็อบลินออกมาได้ หากแต่ด้วยน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นประกอบกับการที่ต้องแบกแต้วไว้ด้วยจึงทำให้ป้องเคลื่อนที่ได้ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก
ยังไม่ทันที่ป้องจะพาแต้วที่สั่นกลัวฝ่าวงล้อมออกไปได้ไกล ก็ปรากฎก้อนหินขนาดใหญ่ลอยคว้างเข้ามาปะทะใส่แผ่นหลังของป้องจนทำให้ป้องล้มกลิ้งถลาไป
หลังจากที่พลิกตัวขึ้นมาจากการล้มกลิ้ง ป้องที่ตระหนักรู้ว่าแต้วได้หลุดลอยกระเด็นออกจากการยึดกุมของตนได้กระเด็นตกไปอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าก็อบลินแล้วก็ตัดสินใจที่จะทำเื่ที่ทำให้เต้ซึ่งพึ่งจะะโลอยตัวขึ้นไปหลบอยู่บนต้นไม้ต้องรู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง
“ไอ้ห่านี่…” เต้ที่เกาะหลบอยู่บนต้นไม้กัดฟันสบภด่าป้องที่หันหลังละทิ้งแต้วซึ่งตกอยู่ในวงล้อมหลบหนีไปเพียงลำพังอย่างรู้สึกโกรธแค้นแทน
ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าก็อบลินตัวเล็กซึ่งกำลังกระชัดเข้ามา แต้วที่กำลังตัวสั่นด้วยความกลัวหันซ้ายมองขวาอย่างหวาดผวา “อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา ฉันกลัวแล้ว ขอโทษ ฉันขอโทษ” เสียงสั่นเครือของแต้วเอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกสิ้นหวัง
ด้วยเพราะรู้ดีว่าตัวเองมีเวลาไม่มากนักที่จะตัดสินใจ เต้ที่เกาะหลบอยู่บนต้นไม้ก็กัดฟันกรอดเพื่อเรียกความกล้าให้กับตัวเอง จากนั้นจึงตัดสินใจที่จะะโพุ่งทะยานออกไป
ใช้เวลาเพียงชั่วอึกใจหนึ่ง เต้ก็สามารถที่จะทะยานเข้ามาถึงบริเวณที่แต้วก้มคู้ตัวอยู่ ะเิพลังปราณในร่างออกมาเพื่อดีดกระเด็นกลุ่มก็อบลินและร่างของแต้วให้กระเด็ดกระดอนไป เต้ซึ่งรู้ดีว่าตัวเองมีเวลาเหลืออยู่ไม่มากก่อนที่ก็อบลินตัวใหญ่จะตามติดมาก็รีบทะยานออกไปคว้าเอาร่างของแต้วซึ่งสั่นเทาด้วยความกลัวเอาไว้ จากนั้นจึงรีบใช้วิชาตัวเบาวิ่งตะบึงหลบหนีไป
ไม่รู้ว่าตนเองหอบร่างของแต้วในชุดเกราะวิ่งอย่างไร้ทิศทางมาไกลเท่าไหร่แล้ว เต้ที่เริ่มจะรู้สึกอ่อนแรงลงก็ค่อยๆชะลอฝีเท้าเพื่อพักหอบหายใจ
หันซ้ายมองขวาเพื่อสำรวจหาที่หลบซ่อนตัวอยู่สักพักใหญ่ เต้ที่พบเข้ากับถ้ำแห่งหนึ่งก็รีบหอบร่างของแต้วทะยานเข้าสู่ถ้ำนั้นไป