ตอนที่40 ร้านยาซานเหยา
ซ่งเย่ตื่นแต่เช้าเพื่อไปออกกำลังกายตามปกติโดยไม่มีหลิวเย่
เธอใช้เวลาฝึกทักษะต่อสู้“ซาเซิน” มากขึ้น
เนื่องจากเมื่อวานได้ระบายพลังด้วยการต่อสู้กับคนของบ่อนคาสิโนน้อยเกินไป
หลังจากออกกำลังกายแล้วเธอกลับถึงวิลล่าเวลา07.00 น.
จากนั้นอาบน้ำแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน
ขณะกำลังทานอาหารเช้าอยู่นั้นยายเดินมานั่งคุยกับเธอด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข
“เย่เอ๋อร์พรุ่งนี้คุณตาจะกลับมาบ้านแล้วนะ หากวันนี้หมอตรวจร่างกายคุณตาแล้วดีขึ้นกว่าเมื่อวาน”
“ดีค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้ารับอย่างยินดี
เธอวางแผนจะไปซื้อยาสมุนไพรเพื่อต้มให้คุณตาทานรักษาอาการป่วยให้หายขาด
นั่นเป็นแผนที่เธอได้วางไว้ก่อนทำการรักษาอาการป่วยคุณตาด้วยการฝังเข็ม
..........
ซ่งเย่ไปเรียนตามปกติ
โดยภาคเช้าเธอนั่งอ่านหนังสือทางการแพทย์เพิ่มเติม
ภาคบ่ายวิชาอิสระติววิชาคณิตศาสตร์เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์นี้
และต่อด้วยการวิ่งท่องจำสูตรคณิตศาสตร์เหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา
“ซ่งเย่ วันจันทร์พวกเราจะติววิชาฟิสิกส์ใช่ไหม?”นักเรียนหญิงคนหนึ่งถามซ่งเย่ก่อนกลับบ้านอย่างคาดหวัง
“นั่นสิ วิชาฟิสิกส์ก็ดีนะตอนนี้ฉันจำสูตรคณิตศาสตร์ได้เกือบหมดแล้ว” นักเรียนชายอีกคนพูดสนับสนุน
“พวกเราอยากติวกับเธออีกซ่งเย่”
“ซ่งเย่สอนง่ายทำให้ฉันเข้าใจได้ดีขึ้น”
“อยากให้ซ่งเย่สอนอีก”
“ซ่งเย่ช่วยพวกเราด้วยนะ”
“ซ่งเย่ อย่าทอดทิ้งพวกเรานะ”
“พวกเราจะตั้งใจเรียน”
“ฉันสัญญาว่าจะตั้งใจเรียน”
เพื่อนนักเรียนทั้งชายหญิงของห้องสามต่างพูดอ้อนวอนซ่งเย่อย่างมีความหวังและให้คำสัญญาอย่างหนักแน่น
“อือวันจันทร์ติวฟิสิกส์” ซ่งเย่แววตาทอประกายสดชื่นและพยักหน้ายืนยันกับเพื่อนๆ
“ดีมากขอบคุณซ่งเย่”
“เยี่ยมไปเลย”
“พวกเราต้องวิ่งท่องสูตรอีกไหม?”
“ฉันอยากให้ถึงวันจันทร์เร็วๆ”
“วันจันทร์ต้องทำข้อสอบประจำเดือนแล้วนะ”
“พวกเราไม่กลัวข้อสอบประจำเดือนอีกต่อไป”
“นั่นสิ ข้อสอบประจำเดือนมาเลยฉันจะทำให้ดู”
เพื่อนนักเรียนส่งเสียงท้าทายการสอบประจำเดือนอย่างไม่เกรงกลัว
ซ่งเย่ส่ายหัวเล็กน้อยกับการพูดจาเสียงดังโอ้อวดของเพื่อนๆ
จากนั้นทุกคนไปวิ่งท่องสูตรคณิตศาสตร์ด้วยกันจนถึงเวลาเลิกเรียน
..........
เมื่อซ่งเย่กลับถึงวิลลาซิงฝู
เธอเหลือบมองเห็นคุณยายและแม่กำลังจัดเตรียมห้องและเฟอร์นิเจอร์สำหรับคุณตา
ซ่งเย่ยืนจ้องมองด้วยความรู้สึกหลากหลาย
นั่นเป็นเพราะว่าในชีวิตก่อนบนโลกใบนี้
เธอเป็นคนอ่อนแอและขี้ขลาดจนไม่สามารถปกป้องตัวเองได้และตายด้วยเงื้อมมือของอันธพาลที่ซ่งจูหว่านจ้างมา
เมื่อเกิดใหม่บนดาวเอเอสเธอถูกเลี้ยงดูโดยหุ่นยนต์พี่เลี้ยงตั้งแต่เกิด
มีโอกาสสัมผัสอ้อมกอดของพ่อแม่แค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน
เมื่ออายุได้สามขวบต้องเข้าไปอยู่ในโรงเลี้ยงซึ่งเป็นการเลี้ยงเด็กรวมกันโดยหุ่นยนต์และมีการฝึกวินัยให้กับเด็กๆ
เมื่ออายุห้าขวบเด็กชายหญิงถูกทดสอบพลังแฝงในกายว่ามีโอกาสเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่ทรงพลังหรือไม่?
หากมีพลังแฝงจะกลายเป็นพลเรือนชั้นพิเศษที่ถูกคัดไปเรียนในโรงเรียนสำหรับเอสเปอร์
หากไม่มีพลังแฝงจะกลายเป็นพลเรือนปกติที่ได้รับการเรียนรู้เพื่อทำงานพื้นฐานทั่วไปของดาวเอเอส
สำหรับซ่งเย่ที่มีพลังแฝงนั้นแต่ละวันของเธอคือการเรียนรู้และเรียนรู้ สลับกับการฝึกทักษะและฝึกทักษะ
มีการเรียนรู้แบบกลุ่มและฝึกทักษะร่วมกันแค่เดือนละ2 วัน
นอกนั้นจะเรียนรู้และฝึกทักษะคนเดียวภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆซึ่งเรียนรู้ด้วยภาพและเสียงและการเคลื่อนไหวแบบห้า
มิติพร้อมกับอุปกรณ์สำหรับการเรียนรู้ครบครัน
ทั้งอุปกรณ์การเรียนรู้วิชาพื้นฐานทั่วไปได้แก่ การอ่านเขียนภาษาดาวเอเอสและดาวอื่นๆอีก 5 ภาษา
วิชาพิเศษได้แก่ วิทยาศาสตร์พื้นฐานและขั้นสูงทั้งคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิวทยาดาราศาสตร์ และการต่อสู้
เมื่ออายุได้ 15ปีทุกคนจะเข้ารับการทดสอบเพื่อคัดเลือกผู้รอดจากดาวเคราะห์อันห่างไกลและเต็มไปด้วยอันตราย
หากใครสามารถรอดชีวิตได้ภายในเวลาที่กำหนดจะได้รับการคัดเลือกเป็นพลเรือนชั้นพรีเมี่ยม
ซึ่งพลเรือนชั้นนี้จะเป็นผู้นำกลุ่มในสาขาอาชีพหรือศาสตร์ต่างๆของดาวเอเอส
ซ่งเย่มีทักษะการเรียนรู้ที่ทรงพลังนั่นคือ สามารถเรียนรู้ได้ทุกศาสตร์บนดาวเอเอสและที่โดดเด่นคือทักษะต่อสู้
นั่นทำให้เธอได้รับการคัดเลือกเป็นทหารและสร้างผลงานสู้รบในสงครามระหว่างดวงดาวจนได้ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพ
ดังนั้นสิ่งที่ขาดหายไปในช่วงชีวิตของเธอคือปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและครอบครัว
เพราะชีวิตของเธอบนดาวเอเอสวนเวียนอยู่กับหุ่นยนต์พบปะมนุษย์เหมือนกันแค่เดือนละ 2 วัน
ซึ่งคนอื่นๆล้วนมีพฤติกรรมไม่แตกต่างจากเธอ
ทำให้การพบปะคนอื่นเดือนละ2 วันแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์หรือการสนทนาระหว่างกัน
ทุกคนจะอยู่มุมส่วนตัวของตนเองเท่านั้น
“ชีวิตนี้มีโอกาสได้สัมผัสความรักความอบอุ่นจากครอบครัวฉันจะเก็บเกี่ยวช่วงเวลานี้ให้มากที่สุด”
ซ่งเย่มองทุกคนในครอบครัวด้วยสายตาอบอุ่น
อาหารเย็นทุกคนทานข้าวและพูดคุยด้วยกันอย่างมีชีวิตชีวาและความสุขอบอวลไปทั่วห้องอาหาร
ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันหลังทานอาหารเย็นอิ่มแล้ว
ซ่งเย่พูดเตือนทุกคนด้วยความห่วงใยว่า“คุณยาย พ่อแม่ค่ะอย่าลืมฝึกซ้อมยิงปืนเข็มทุกวันและใช้ให้ชินมือนะคะ”
“ยายเข้าใจไม่ต้องห่วงจ๊ะเย่เอ๋อร์”
ม่อฮวาตอบรับอย่างเข้าใจเพราะเธอรู้ดีว่าตนเองและสามีเป็นเป้าหมายขององค์กรชั่วร้ายอย่างองค์กรKA
“แม่รู้จ๊ะ” เส้าม่านเอ๋อพยักหน้ารับอย่างยินดีที่ลูกสาวเป็นห่วงตนเอง
เพราะเธอรับรู้ถึงความเสี่ยงของชีวิตพ่อแม่ตนเองและตัวเธอกับสามีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงจากอันตรายนี้ไปได้
“พ่อเข้าใจ”
ซ่งซ่านจิงพยักหน้ารับอย่างหนักแน่นเพราะเขารู้ดีว่าธุรกิจของบริษัทนั้นขัดขวางผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ
ซ่งเย่พยักหน้าอย่างพึงพอใจที่ทุกคนในครอบครัวรับรู้ถึงภยันตรายและเตรียมปกป้องตัวเองโดยไม่เป็นภาระคนอื่น
..........
รุ่งเช้าวันเสาร์ซ่งเย่ไปออกกำลังกายตามปกติ
เมื่อกลับมาถึงบ้านเธอรีบอาบน้ำแต่งตัวและทานอาหารเช้า
จากนั้นเตรียมตัวออกจากบ้านเพื่อไปซื้อยาสมุนไพรที่ร้านยา“ซานเหยา”
ซึ่งเธอสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและพบว่าร้านนี้มียาสมุนไพรหลากหลายและขึ้นชื่อในเมืองกรีน
“คุณหนูจะไปไหนแต่เช้าเลยครับ?”ลุงโจวถามซ่งเย่เมื่อเธอก้าวขึ้นนั่งบนเบาะหลังรถยนต์
“ร้านยาซานเหยาค่ะลุงโจว”ซ่งเย่ตอบกลับเสียงเรียบ
เมื่อมาถึงหน้าร้านยาซานเหยา
ซ่งเย่ก้าวเดินเข้าไปในร้านขนาดใหญ่สูงสามชั้นโดยมีหน้าร้านกว้างถึง10 เมตร
เมื่อเข้าไปในร้านซ่งเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเนื่องจากมีกลิ่นยาโชยมาตามลมซึ่งหลากหลายกลิ่นปะปนกัน
เธอเหลือบมองเห็นชายหนุ่มและหญิงสาวเป็นพนักร้านของร้านที่ยืนประจำเคาน์เตอร์สองฝั่งซ้ายขวา
โดยมีตู้ไม้ติดผนังเป็นช่องขนาดเล็กกลาง ใหญ่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบจากพื้นสูงจรดเพดาน
และมีบันไดที่เลื่อนไปมาได้เพื่อให้พนักงานปีนขึ้นไปเอายาในกล่องที่อยู่ชั้นบนสุด
“ลูกค้ามาซื้อยาหรือขายยาสมุนไพรค่ะ”
พนักงานหญิงเงยหน้ามาเห็นซ่งเย่พอดีและกล่าวถามด้วยรอยยิ้มอย่างอัธยาศัยดี
“ต้องการไฉหู 6กรัม ไป๋เสา 6 กรัม จื่อสือ 9 กรัม กันเฉ่า 6 กรัม รวมเป็นหนึ่งชุดและจัดทั้งหมด10 ชุด”
ซ่งเย่เอ่ยชื่อตัวยาสมุนไพรตามตำรับซื่อหนี้ส่านออกมาโดยตรง
ยาตำรับซื่อหนี้ส่านมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดในสมองผู้ป่วยที่เคยติดขัดช่วยทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น บรรเทาอาการ
หดเกร็งของกระเพาะอาหารและลำไส้ขับของเสียจากลำไส้เล็ก
“ได้ค่ะลูกค้ารอสักครู่นะคะ”
จากนั้นพนักงานหญิงเดินไปเปิดช่องในตู้ไม้และหยิบยาออกมาจำนวนหนึ่ง
แล้วนำไปชั่งบนเครื่องชั่งดิจิตอลตามน้ำหนักที่ซ่งเย่บอกกับเธอ
ขณะที่พนักงานหยิบยาออกมาจากช่องในตู้ไม้นั้น
ซ่งเย่กวาดสายตามองชื่อยาที่เขียนแปะติดไว้หน้าช่องและจดจำอย่างรวดเร็วทั้งสองฟากฝั่งของร้าน
รวมถึงโถแก้วบนชั้นวางและในตู้กระจกซึ่งมีกล่องเก็บยาที่มีชื่อระบุไว้ทั้งหมด
ซ่งเย่กวาดสายตามองอย่างสนใจ
ขณะที่พนักงานหยิบยาสมุนไพรจากช่องไม้ไปชั่งน้ำหนัก
ซ่งเย่จะเดินตามไปดูเพื่อสังเกตลักษณะสมุนไพรด้วยความสนใจพร้อมกับจดจำกลิ่นเฉพาะของสมุนไพรนั้นๆ
ครู่หนึ่งพนักงานหญิงนำยาที่เธอชั่งน้ำหนักเป็นครั้งสุดท้ายและเตรียมจัดรวมใส่ห่อ
ซ่งเย่ขมวดคิ้วแน่นเมื่อพบกลิ่นที่แตกต่างจากยาทั้งสี่ชนิดซึ่งเธอจดจำได้อย่างแม่นยำ
“อย่าเพิ่งห่อรวมมันมียาอื่นปนอยู่” ซ่งเย่พูดขึ้นเสียงดังเพื่อห้ามพนักงานหญิงทันที
“เอ๊ะ ไม่นะคะฉันหยิบมาจากกล่องยาถูกต้องแน่นอน” พนักงานทำสีหน้าไม่พอใจและโต้แย้งซ่งเย่โดยตรง
“มันมีเล็กน้อยเท่านั้นไม่ใช่ยาทั้งสี่รายการแน่นอน” ซ่งเย่ยืนยันหนักแน่น
“เอ๊ะลูกค้าคุณจะรู้ดีกว่าฉันที่ทำงานตรงนี้มานานได้ยังไง” พนักงานหญิงหน้าบูดบึ้งและตะโกนใส่หน้าซ่งเย่
เสียงทะเลาะกันระหว่างพนักงานหญิงและซ่งเย่ได้เรียกความสนใจของชายชราคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ข้างในร้าน
เขาลอบสังเกตพฤติกรรมซ่งเย่อย่างสนใจตั้งแต่เธอเอ่ยชื่อตัวยาสมุนไพรทั้ง4 รายการ
เพราะว่ามีเฉพาะแพทย์แผนจีนที่เก่งกาจใช้ตำรับยาซื่อหนี้ส่านเท่านั้น
แต่เด็กสาวที่อายุแค่17-18 ปีกลับเอ่ยชื่อยาอย่างคุ้นเคยทำให้กระตุ้นความสนใจของเขาโดยตรง
เมื่อเห็นการโต้เถียงของทั้งสองคนเฟิงหยาง จึงเดินตรงไปหาทั้งคู่
“เถ้าแก่ค่ะคุณลูกค้าคนนี้มั่วจริงๆ ไม่รู้อะไรก็มาต่อว่าฉัน”
พนักงานหญิงฟ้องเฟิงหยางเมื่อเห็นเขาเดินตรงมาที่ตำแหน่งของเธอ
“สาวน้อยเธอบอกว่ามียาอื่นปนบอกได้ไหมว่าเป็นอันไหน?” เฟิงหยางโบกมือห้ามพนักงานหญิงพูดฟ้องอีก
และเขาหันหน้าไปพูดกับซ่งเย่โดยตรงอย่างคาดหวังว่าเธอจะค้นหายาอื่นได้หรือไม่?
“.....” ซ่งเย่ไม่ตอบแต่พยักหน้าและเอื้อมมือไปหยิบห่อยาที่มีปัญหานั้น
จากนั้นเปิดออกกว้างใช้นิ้วหยิบและเขี่ยยาสมุนไพรแห้งอย่างเบามือ
ครู่หนึ่งซ่งเย่หยิบใบยาออกมาสองชิ้นแล้วยื่นไปตรงหน้าชายชราที่ถามเธอ“อันนี้”
ชายชรามีแววตาเป็นประกายที่สาวน้อยตรงหน้าสามารถค้นหาความผิดปกติเล็กน้อยแต่สำคัญได้!
นั่นเป็นเพราะว่าใบยาแห้งสองชิ้นนี้หากใช้กับผู้ป่วยที่เคยมีปัญหาด้านหลอดเลือดจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด
ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงกับคนป่วย
“สาวน้อยรู้ไหมว่านี่คือยาอะไร?”เฟิงหยางต้องการทดสอบทักษะของซ่งเย่ เขาถึงถามขึ้นมาอย่างคาดหวัง
“ไม่รู้รู้จักแต่สมุนไพรสด” ซ่งเย่ส่ายหัวและตอบตามความจริง
เนื่องจากหนังสือแพทย์แผนจีนที่เธอศึกษามานั้นมีเฉพาะภาพของสมุนไพรแบบสดเป็นส่วนใหญ่
สมุนไพรแบบแห้งมีเล็กน้อยและเธอไม่สามารถแยกกลิ่นหรือลักษณะอื่นได้
เพราะเธอไม่เคยได้เรียนรู้จากสนามฝึกจริง
ซึ่งแตกต่างจากการฝังเข็มหรือการนวดทุยนาที่เธอสามารถเรียนรู้จุดชีพจรทั่วร่างกายและทดสอบกับตนเองได้
เฟิงหยางขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบของซ่งเย่
เขาไม่คิดว่าเธอจะสามารถแยกแยะสมุนไพรได้อย่างแม่นยำทั้งที่เคยเห็นแค่ภาพสมุนไพรสดเท่านั้น!
ทำให้เขาตื่นเต้นที่ได้พบต้นกล้าที่มีพรสวรรค์เช่นนี้!
นั่นแสดงว่าตำรับยาที่เธอซื้อและบอกพนักงานนั้น
เธอเรียนรู้เองใช่ไหม?!
นี่มันพรสวรรค์ชัดๆ!
เฟิงหยางคิดอย่างตื่นเต้นยินดีในใจว่า“น่าสนใจ!”
“สาวน้อยแล้วเธอบอกความแตกต่างได้อย่างไรทั้งที่ลักษณะยามันเหมือนๆกัน?”เฟิงหยางถามอย่างสงสัย
“กลิ่นแตกต่าง”ซ่งเย่บอกกับชายชราตามตรง
เฟิงหยางตาโตอย่างตื่นเต้นมากกว่าเดิม
นี่แสดงว่าการแยกแยะกลิ่นด้วยการรับรู้สัมผัสทางจมูกของเธอแม่นยำมากใช่ไหม?!
เขาต้องการทดสอบทักษะของเธอมากยิ่งขึ้นจึงพูดโดยตรงว่า
“สาวน้อยสนใจอยากลองดมกลิ่นสมุนไพรจากแต่ละช่องไหม?”
ซ่งเย่ตาเป็นประกายด้วยความสนใจที่ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆเธอจึงขอเพิ่มเติมตามตรงว่า
“ขอดมพวกนี้ด้วยได้ไหม?”
ซ่งเย่ชี้นิ้วไปอีกด้านที่เป็นยาสมุนไพรในขวดโถแก้วใสที่วางเรียงรายด้านหน้าและหลังร้าน
“ฮ่ะฮ่าฮ่าได้สิ” เฟิงหยางหัวเราะชอบใจที่พบเด็กสาวสนใจใฝ่เรียนรู้มากขนาดนี้
ซ่งเย่ตาลุกวาวอย่างพอใจและเดินเข้าไปยืนหน้าช่องไม้ข้างๆพนักงานสาว
เวลานี้พนักงานสาวหน้างออย่างไม่พอใจแต่เธอไม่กล้าบ่นหรือตำหนิลูกค้าอีก
เพราะเธอเห็นเจ้าของร้านแสดงท่าทีเป็นมิตรกับซ่งเย่
ด้วยความทรงจำที่เป็นเลิศของซ่งเย่และทักษะทรงพลังเอสเปอร์ด้านการจดจำจากสัมผัสทั้ง5
นั่นคือ รูป รสกลิ่น เสียง และสัมผัสจากผิวหนัง
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
สมุนไพรมากกว่า500 รายการถูกซ่งเย่เปิดดม ดูอย่างละเอียด และสัมผัสเล็กน้อยด้วยความสนใจ
ท่าทางการเรียนรู้ของซ่งเย่กระตุ้นความสนใจของเฟิงหยางและเขาจ้องมองการเคลื่อนไหวของเธอตลอดเวลา
พลางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจและคิดในใจว่า
“หากพี่ใหญ่รู้เรื่องสาวน้อยคนนี้เขาต้องอยากรับเธอเป็นศิษย์อย่างแน่นอน”
ซ่งเย่เดินกลับมาหาชายชราเฟิงหยางที่ตำแหน่งเดิมก่อนพยักหน้าบอกเขาอย่างซาบซึ้งในความมีน้ำใจของเขาว่า
“ดมหมดแล้วขอบคุณมากค่ะ”
“ฉันทดสอบเธอเล็กน้อยได้ไหม?”เฟิงหยางถามซ่งเย่อย่างคาดหวัง
ซ่งเย่เหลือบมองดูเวลาบนนาฬิกาที่ติดบนผนังและคิดว่าน่าจะกลับบ้านทันกับที่คุณตาออกจากโรงพยาบาล
เธอจึงพยักหน้าตกลงอย่างง่ายดาย“ได้ค่ะ”
“ดีงั้นรอสักครู่” เฟิงหยางมีท่าทางกระฉับกระเฉงขึ้นทันทีและให้เธอไปนั่งรอที่โต๊ะรับแขกข้างในร้าน
จากนั้นเขาหยิบยารวมกันในห่อเป็นตำรับยาชนิดหนึ่งที่รักษาโรคเฉพาะและไม่มีใครใช้มานาน
พร้อมทั้งหยิบยาอีกสิบห้ารายการที่ไม่เกี่ยวกับตำรับยานี้แต่มีลักษณะและกลิ่นที่ใกล้เคียงกับยาอื่นๆ
“ฮึฮึ ลองดูสิว่าเธอจะแยกแยะยาได้ไหม?”เฟิงหยางคิดอย่างมีความสุขที่จะได้กลั่นแกล้งสาวน้อย
เฟิงหยางถือห่อยามาสองห่อ
เขาเปิดห่อแรกบนโต๊ะให้เธอดูและพูดขึ้นอย่างคาดหวังว่า“สาวน้อยลองบอกชื่อสมุนไพรเหล่านี้ดูสิ”
ซ่งเย่ไม่ตอบแต่มองยาสมุนไพรที่เวลานี้ปนกันมั่วไปหมด
เธอแยกออกเป็นกลุ่มเล็กๆพร้อมกับบอกชื่อยาด้วยความแม่นยำ
“นี่คือหมาหวงทังกุ้ยจือทัง เหรินเซิน ฝูหลิง ไป๋จู๋ กันเฉ่า จิ่วเจิง ตังกุย ไป๋เสา ซวนซยงหวงเหลียน หวงป๋อ.......”
เฟิงหยางตาเป็นประกายด้วยความพึงพอใจและเพิ่มความยากในการทดสอบเมื่อเธอสามารถตอบถูกทุกรายการ
นั่นเป็นเพราะว่าเธอแค่ดมกลิ่นและอาจจะอ่านหนังสือมาเล็กน้อยจึงทำให้ตอบถูก
เขาเปิดห่อยาสมุนไพรมากกว่า30 รายการออกวางบนโต๊ะที่ซ่งเย่นั่งอยู่
“ยาไหนที่ไม่ควรมีในตำรับนี้?”เขากำลังเดิมพันว่าเธอจะทำได้หรือไม่โดยการทดสอบแบบยากที่สุด
ซ่งเย่ขมวดคิ้วแน่นเมื่อกวาดสายตามองดูคร่าวๆแล้วพบว่าเป็นตำรับยาที่ถูกเก็บเข้ากรุเนื่องจากไม่มีใครกล้าใช้
แต่เธอรู้จักเป็นอย่างดีจึงลอบถอนหายใจด้วยความสบายใจ
และทำการคัดเลือกยาออกเป็นสองฝั่งด้านซ้ายมือคือยาที่เป็นส่วนประกอบในตำรับยาขั้นสูงนั้น
ส่วนฝั่งทางขวามือเป็นยาสมุนไพรที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำรับยาดังกล่าว
ซ่งเย่บอกชื่อยาฝั่งทางขวามือทีละรายการนั่นคือ“เฉินผี ปั้นเซี่ย จิ่วเจิง เถาเหริน และไป๋เสา”
และบอกชื่ยาสมุนไพรฝั่งซ้ายมือพร้อมทั้งบอกชื่อตำรับยาโดยตรงว่า“ตำรับยาอีก้วนเจียน เป็นยาบำรุง”
เฟิงหยางหัวเราะชอบใจพร้อมกับปรบมือชื่นชมซ่งเย่อย่างจริงใจ“ฮ่ะฮ่าฮ่า เยี่ยมมากสาวน้อย แม่นยำจริงๆ”
เขาถามเธอด้วยความสงสัยระคนแปลกใจว่า“เธอเรียนรู้มาจากอาจารย์คนใดหรือ?”
เขาสงสัยว่าอาจารย์คนใดที่สามารถสั่งสอนเธอได้เป็นอย่างดี?
จนทำให้เด็กสาวอายุน้อยเช่นนี้มีความรู้และทักษะขั้นสูงมากกว่าแพทย์แผนจีนหลายคน
ซ่งเย่จ้องมองชายชราตรงหน้าและพบว่าเขาไม่มีเจตนาร้ายใดๆเธอจึงตอบตามตรงว่า “อ่านหนังสือเรียนรู้เอง”