แสงตะวันยามอัสดงสาดส่องลงมาอาบไล้ยอดเขาเมฆาคล้อยจนกลายเป็สีทองแดงอมแดงราวกับโลหิตที่สาดกระเซ็นไปทั่วผืนฟ้า สายลมยามเย็นพัดผ่านหุบเขาลึกหอบเอาความหนาวเย็นและกลิ่นอายของความตายที่ยังคุกรุ่นอยู่เหนือลานกว้างหน้าหอคัมภีร์ยุทธ์ บรรดาศิษย์สายนอกและศิษย์สายในนับร้อยชีวิตที่เคยยืนมุงดูเหตุการณ์ด้วยความตื่นเต้นและเยาะเย้ย บัดนี้ต่างแยกย้ายกันกลับที่พักของตนเองด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งและหวาดผวา ภาพของซุนเหลียง หัวหน้าศิษย์สายในผู้หยิ่งยโสและทรงพลัง ถูกกระแทกจนร่างแหลกเหลวด้วยหมัดเพียงหมัดเดียวของหลินเฟย ยังคงตราตรึงอยู่ในห้วงความทรงจำของพวกเขาราวกับฝันร้ายที่ไม่มีวันลบเลือน ไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยชื่อของหลินเฟยออกมาดังๆ อีกต่อไป ไอ้ขยะที่พวกเขารังเกียจได้ตายไปแล้ว บัดนี้เหลือเพียงปีศาจร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในคราบของเด็กหนุ่มผู้เงียบขรึม
หลินเฟยเดินกลับมาถึงกระท่อมไม้ซอมซ่อของตนเองบนยอดเขาไร้เงา สถานที่ที่เคยเป็ดั่งนรกขุมที่ลึกที่สุดสำหรับเขากลับกลายเป็์แห่งความสงบสุขที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามา ทันทีที่ประตูกระท่อมปิดลง ร่างกายที่เคยตั้งตรงและเย่อหยิ่งดุจขุนเขาของเขาก็ทรุดฮวบลงกับพื้นกระดานไม้ หลินเฟยกระอักเืสีคล้ำออกมาคำใหญ่ เืนั้นมีกลิ่นคาวจัดและแฝงไปด้วยความร้อนรุ่มที่เผาผลาญอวัยวะภายใน เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเื หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก ความจริงที่ไม่มีใครล่วงรู้คือ การปลดปล่อยหมัดทะลวงไร้ลักษณ์เพื่อบดขยี้ซุนเหลียงนั้น ได้ดึงเอาพลังปราณสีทองแดงทั้งหมดในตันเถียนและพลังชีวิตส่วนหนึ่งของเขาออกไปใช้จนหมดสิ้น ร่างกายของเขายังคงอยู่ในขอบเขตรวมปราณขั้นต้น การรองรับพลังอำนาจที่รุนแรงและป่าเถื่อนของศาสตราไร้ลักษณ์ในปริมาณมหาศาลเช่นนั้น ย่อมสร้างภาระที่หนักหน่วงเกินกว่าที่เส้นชีพจรที่เพิ่งสร้างใหม่จะรับไหว
หลินเฟยกัดฟันพยุงร่างอันสั่นเทาของตนเองขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้ เขารีบกำหนดจิตและเริ่มโคจรลมปราณตามวิถีแห่งการชำระล้างทันที ปราณธรรมชาติจากฟ้าดินที่เบาบางบนยอดเขาไร้เงาถูกดึงดูดเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างช้าๆ ผ่านทางรูขุมขนและจุดชีพจรต่างๆ มันไหลเวียนเข้าไปหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรที่บอบช้ำและแห้งผากราวกับผืนดินที่แตกระแหงรอคอยหยาดพิรุณ ในขณะเดียวกัน เศษเหล็กไร้ลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ตรงหน้าอกก็เริ่มเปล่งประกายแสงสีเืจางๆ มันส่งกระแสพลังงานอันอบอุ่นและลี้ลับไหลเข้าสู่หัวใจของหลินเฟย ช่วยซ่อมแซมความเสียหายภายในและฟื้นฟูพลังชีวิตที่สูญเสียไปอย่างรวดเร็ว
ในห้วงแห่งความสงัด เสียงกระซิบโบราณที่คุ้นเคยก็ดังก้องขึ้นในจิติญญาของเขาอีกครั้ง น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความตำหนิติเตียนและความห่วงใยที่ซ่อนเร้น เ้าเด็กโง่เขลา เ้าคิดว่าร่างกายที่เพิ่งทะลวงขอบเขตรวมปราณของเ้าเป็ภาชนะเหล็กไหลงั้นรึ การฝืนดึงพลังของข้าออกไปใช้อย่างเต็มกำลังเพื่อสังหารมดปลวกเพียงตัวเดียว เป็การกระทำที่สิ้นเปลืองและโง่เขลาที่สุด หากเ้าไม่ยั้งมือไว้ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย เส้นชีพจรของเ้าคงะเิออกเป็เสี่ยงๆ และเ้าก็คงตกตายไปพร้อมกับศัตรูของเ้าแล้ว จงจำไว้ พลังแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาใช้เพื่อโอ้อวดหรือระบายอารมณ์ชั่ววูบ แต่มันคือพลังแห่งการลงทัณฑ์และการทำลายล้างที่ต้องควบคุมด้วยจิตใจที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี
หลินเฟยน้อมรับคำเตือนนั้นด้วยความสงบ ข้ารู้ตัวดีว่าข้าทำเกินเลยไป แต่ในสถานการณ์เช่นนั้น หากข้าไม่แสดงพลังที่แท้จริงให้พวกมันเห็น พวกมันก็จะยังคงมองข้าเป็เพียงเหยื่อที่อ่อนแอ การกระทำของข้าในวันนี้คือการประกาศก้องให้ทั้งสำนักได้รับรู้ว่า ข้าไม่ใช่ผู้ที่จะยอมให้ใครมาเหยียบย่ำได้อีกต่อไป การเชือดไก่ให้ลิงดูคือวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการสร้างความเกรงขามและซื้อเวลาให้ข้าได้ฝึกฝนอย่างสงบ ทว่าข้าก็ตระหนักดีถึงความอ่อนแอของตนเอง ข้า้าความแข็งแกร่งที่มากกว่านี้ ข้า้าทะลวงขอบเขตเพื่อรองรับพลังของท่านได้อย่างสมบูรณ์
จิติญญาแห่งศาสตราไร้ลักษณ์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังยิ่งขึ้น ความทะเยอทะยานของเ้าเป็สิ่งที่ดี วิถีแห่งเซียนและศาสตราคือการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ เหยียบย่ำกฎเกณฑ์ของ์ แต่การจะก้าวไปถึงจุดนั้น เ้าต้องเข้าใจแก่นแท้ของเจตจำนงแห่งกระบี่เสียก่อน เจตจำนงกระบี่ไม่ใช่ท่าร่างที่สวยงาม ไม่ใช่กระบวนท่าที่ซับซ้อน แต่มันคือจิตสังหารที่บริสุทธิ์ การเปลี่ยนทุกสรรพสิ่งรอบกายให้กลายเป็คมดาบ แม้กระทั่งสายลม หยาดน้ำค้าง หรือเศษใบไม้แห้ง หากเ้ามีเจตจำนงที่แน่วแน่ สิ่งเ่าั้ก็สามารถสังหารยอดฝีมือได้ คืนนี้ ข้าจะสอนให้เ้ารู้จักกับการควบแน่นปราณให้กลายเป็ศาสตราที่จับต้องได้ มันคือจุดเริ่มต้นของการสร้างค่ายกลไร้ลักษณ์
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามราตรีที่มืดมิด ไร้ซึ่งแสงดาวและแสงจันทร์ มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่กรีดปีกส่งเสียงระงมไปทั่วผืนป่า หลินเฟยฟื้นฟูพลังปราณกลับมาได้เจ็ดส่วน เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากกระท่อม มุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึกด้านหลังยอดเขาไร้เงา ป่าแห่งนี้ถูกเรียกว่าป่าหมอกทมิฬ เป็เขตหวงห้ามที่ศิษย์ระดับต่ำไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป เนื่องจากมันเป็ที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรระดับต่ำที่ดุร้ายและกระหายเื ทว่าสำหรับหลินเฟยในเวลานี้ สถานที่แห่งนี้คือลานฝึกซ้อมที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการทดสอบเคล็ดวิชาใหม่และการลับคมเขี้ยวของตนเอง
บรรยากาศภายในป่าหมอกทมิฬนั้นชวนให้ขนลุก หมอกสีเทาเข้มลอยปกคลุมไปทั่วบริเวณ บดบังวิสัยทัศน์จนมองเห็นได้ไม่เกินสิบก้าว กลิ่นอายของซากศพและใบไม้เน่าเปื่อยโชยเข้าจมูก หลินเฟยเดินก้าวไปข้างหน้าอย่างเงียบกริบดุจภูตผี เขาประสานวิชาก้าวพริบตาอสรพิษเข้ากับการเดินตามปกติ ทำให้ทุกย่างก้าวของเขาไร้ซึ่งเสียงสะท้อน แม้แต่ใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบก็ไม่เกิดเสียงแตกหัก ประสาทััของเขาเปิดกว้างจนถึงขีดสุด รับรู้ทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในรัศมีร้อยก้าว
ทันใดนั้น ดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นในเงามืด ห่างออกไปทางด้านขวามือราวยี่สิบก้าว มันคือหมาป่าเงาทมิฬ สัตว์อสูรระดับหนึ่งที่มีความรวดเร็วและดุร้ายเป็เลิศ ขนสีดำสนิทของมันช่วยให้มันพรางตัวในความมืดได้อย่างแเี น้ำลายที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคหยดลงมาจากเขี้ยวที่แหลมคม มันจ้องมองหลินเฟยด้วยความหิวโหยและกระหายเื สัญชาตญาณสัตว์ป่าบอกมันว่ามนุษย์ตรงหน้าเป็เพียงเหยื่ออันโอชะที่หลงทางเข้ามาในอาณาเขตของมัน
หมาป่าเงาทมิฬไม่รอช้า มันย่อตัวลงและสปริงข้อเท้าพุ่งทะยานเข้าหาหลินเฟยด้วยความเร็วราวกับลูกธนูที่ถูกปล่อยออกจากแหล่ง กรงเล็บที่แหลมคมดุจใบมีดโกนกางออก หมายจะตะปบฉีกกระชากลำคอของเด็กหนุ่มให้ขาดสะบั้นในคราเดียว
หลินเฟยยังคงยืนนิ่ง ไม่แสดงอาการตื่นตระหนกใดๆ เขาจ้องมองการเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรด้วยสายตาที่เยือกเย็น ในห้วงความคิดของเขา เขาได้จำลองรูปแบบการโจมตีของมันไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อร่างของหมาป่าพุ่งเข้ามาจนห่างจากตัวเขาเพียงสามก้าว หลินเฟยจึงเริ่มขยับตัว เขาไม่ได้หลบหลีก แต่เขากลับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าครึ่งก้าว โคจรพลังปราณสีทองแดงจากจุดตันเถียนส่งผ่านไปยังฝ่ามือขวา
จงก่อกำเนิด ดาบปราณไร้ลักษณ์ หลินเฟยรวบรวมสมาธิถึงขีดสุด บังคับให้พลังปราณสีเืที่ไหลเวียนอยู่อย่างบ้าคลั่ง ทะลักออกจากฝ่ามือและควบแน่นกันกลางอากาศอย่างรวดเร็ว ปราณสีทองแดงที่เคยเป็เพียงพลังงานไร้รูปทรง บัดนี้ถูกบีบอัดและขึ้นรูปจนกลายเป็ใบดาบสีแดงเืที่โปร่งแสงและส่องประกายเจิดจ้า มันมีความยาวประมาณสองฟุต คมกริบและแฝงไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนทำให้อากาศรอบด้านบิดเบี้ยว
เมื่อหมาป่าเงาทมิฬพุ่งเข้ามาถึงตัว หลินเฟยก็ตวัดดาบปราณในมือขวาฟาดฟันออกไปในแนวเฉียงด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายฟ้า เสียงคมดาบแหวกอากาศดังบาดหู ดาบปราณสีเืตัดผ่านร่างของหมาป่าเงาทมิฬั้แ่หัวไหล่ขวาทะลุลงไปถึงเอวซ้ายอย่างง่ายดายราวกับตัดเต้าหู้ ไม่มีแรงต้านทานใดๆ ไม่มีแม้แต่เสียงกระดูกแตกหัก ร่างของสัตว์อสูรถูกแยกออกเป็สองท่อนกลางอากาศ เืสีแดงสดและเครื่องในสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ซากศพทั้งสองชิ้นร่วงหล่นกระแทกพื้นดินเสียงดังตุบ กลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่วป่า
หลินเฟยยืนมองผลงานของตนเองด้วยความพึงพอใจ ดาบปราณในมือค่อยๆ สลายตัวกลับกลายเป็พลังงานและไหลซึมกลับเข้าสู่ร่างกายของเขา การควบแน่นปราณให้กลายเป็อาวุธเป็ทักษะที่ต้องใช้สมาธิและการควบคุมอย่างสูงส่ง ผู้ฝึกยตนทั่วไปอาจต้องบรรลุถึงขอบเขตแก่นแท้จึงจะสามารถทำได้ แต่เขาที่อยู่ในระดับรวมปราณขั้นต้นกลับสามารถทำได้สำเร็จ นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของวิถีไร้ลักษณ์ เขาเดินเข้าไปใกล้ซากของหมาป่าเงาทมิฬ ใช้ปลายมือแหวกกองเืและเนื้อเพื่อควักเอาแก่นอสูรขนาดเท่าหัวแม่มือออกมา แก่นอสูรเม็ดนี้เปล่งประกายสีดำจางๆ ภายในบรรจุพลังงานธรรมชาติที่สัตว์อสูรดูดซับมาตลอดชีวิต หลินเฟยไม่รอช้า เขากลืนแก่นอสูรลงคอทันที พลังงานอันบ้าคลั่งและดุร้ายของสัตว์อสูระเิออกในกระเพาะอาหาร ทว่าปราณสีทองแดงของเขาเปรียบเสมือนกษัตริย์ที่ทรงอำนาจ มันพุ่งเข้าล้อมกรอบและบดขยี้พลังงานเ่าั้จนบริสุทธิ์ ก่อนจะดูดซับเข้าสู่ตันเถียนเพื่อเสริมสร้างรากฐานของเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
การล่าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น หลินเฟยใช้ป่าหมอกทมิฬเป็สถานที่ขัดเกลาฝีมือตลอดทั้งคืน เขาใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษเคลื่อนที่ไปมาดุจิญญาร้าย สังหารสัตว์อสูรระดับหนึ่งและระดับสองไปนับสิบตัว ทุกการต่อสู้ทำให้เขาเรียนรู้วิธีการใช้ดาบปราณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การเคลื่อนไหวของเขาลื่นไหลและไร้ช่องโหว่ พลังปราณสีเืได้รับการขัดเกลาจนบริสุทธิ์และแหลมคมยิ่งขึ้น เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องลงมา หลินเฟยก็เดินออกจากป่าหมอกทมิฬด้วยเสื้อผ้าที่ชุ่มโชกไปด้วยเืของสัตว์อสูร แววตาของเขาเยือกเย็นและลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไม่มีผู้ใดหยั่งถึง ร่างกายของเขาแผ่กลิ่นอายของนักล่าที่ผ่านการนองเืมานับไม่ถ้วน
ในขณะที่หลินเฟยกำลังก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความแข็งแกร่ง ณ อีกด้านหนึ่งของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ภายในห้องโถงลับที่ตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ดินของเรือนพักผู้าุโจ้าว บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความมืดมิดและกลิ่นอายของการสมรู้ร่วมคิด ผู้าุโจ้าวนั่งอยู่บนเก้าอี้หินสลักลายพยัคฆ์ ใบหน้าของเขาคร่ำเครียดและเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เบื้องหน้าของเขามีชายชุดดำสามคนนั่งคุกเข่าอยู่ ชายเหล่านี้คือนักฆ่าเงาที่ผู้าุโจ้าวเลี้ยงดูไว้อย่างลับๆ เพื่อใช้จัดการกับงานสกปรกที่ไม่อาจเปิดเผยได้
ไอ้เด็กหลินเฟยมันซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้ การที่มันสามารถเอาชนะซุนเหลียงได้ด้วยหมัดเดียว พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันมีวิชามารหรือของวิเศษบางอย่างอยู่กับตัว ผู้าุโจ้าวกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเ็า ข้าไม่สามารถลงมือสังหารมันอย่างเปิดเผยได้ เพราะสายตาของศิษย์ทั้งสำนักต่างจับจ้องไปที่มัน และที่สำคัญ จ้าวสำนักที่เก็บตัวฝึกตนอยู่บนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์อาจจะรับรู้ถึงความผิดปกติ หากข้าทำอะไรวู่วาม ข้าอาจจะสูญเสียตำแหน่งผู้าุโคุมกฎที่ข้าสร้างมาด้วยความยากลำบาก
หนึ่งในนักฆ่าเงาเงยหน้าขึ้นและกล่าวด้วยความเคารพ เรียนท่านผู้าุโ หากไม่สามารถลงมืออย่างเปิดเผยได้ เหตุใดเราไม่ใช้โอกาสในงานประลองประจำปีของสำนักที่กำลังจะมาถึงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าเล่า ในงานประลองนั้น ศิษย์ทุกคนจะต้องเข้าร่วมเพื่อจัดอันดับความสามารถ หากเกิดอุบัติเหตุหรือการพลาดพลั้งจนถึงแก่ชีวิตบนลานประลอง ย่อมไม่มีผู้ใดติดใจสงสัย เราสามารถจัดฉากให้ศิษย์สายในระดับสูงที่ไว้วางใจได้ ลงมือสังหารมันอย่างแยบยล
ผู้าุโจ้าวลูบเคราของตนเองอย่างครุ่นคิด รอยยิ้มอำมหิตปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็ความคิดที่ไม่เลว งานประลองประจำปีคือลานปะาที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ข้าจะไม่ประมาทไอ้เด็กนั่นอีก ข้าจะส่งคนที่เก่งกาจที่สุดในบรรดาศิษย์สายในไปจัดการมัน พวกเ้าจงไปสืบดูการเคลื่อนไหวของมันอย่างลับๆ อย่าให้มันรู้ตัวเด็ดขาด และเตรียมการติดต่อกับ 'ศิษย์พี่ใหญ่' ของพวกศิษย์สายใน บอกเขาว่าหากเขาสามารถเด็ดหัวหลินเฟยมาให้ข้าได้ ข้าจะมอบยาเม็ดทะลวงปราณระดับสูงให้เป็รางวัล
ท่ามกลางการวางแผนร้ายที่กำลังก่อตัวขึ้นในเงามืด ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า บนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สูงส่งที่สุดของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย สถานที่ที่ถูกปิดตายและมีเมฆหมอกหนาทึบปกคลุมตลอดทั้งปี ชายชราผู้มีหนวดเครายาวสีขาวบริสุทธิ์ประดุจหิมะกำลังยืนเอามือไพล่หลังมองลงมายังทิศทางของยอดเขาไร้เงา ชายผู้นี้คือจ้าวสำนักกระบี่เมฆาคล้อย ยอดฝีมืออันดับหนึ่งผู้ซึ่งเก็บตัวฝึกตนมานานนับสิบปี แววตาของเขาสงบนิ่งและลึกล้ำประดุจจักรวาลอันกว้างใหญ่
ปราณสีเืที่ดุดันและแฝงไปด้วยจิตสังหารอันบริสุทธิ์เช่นนั้น ช่างเป็สิ่งที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี จ้าวสำนักพึมพำกับตนเองเบาๆ สายลมพัดชายเสื้อคลุมยาวของเขาปลิวไสว เด็กน้อยผู้นั้นซ่อนเร้นความลับอันยิ่งใหญ่เอาไว้ การปรากฏตัวของเขาอาจเป็ภัยพิบัติที่ทำลายล้างสำนัก หรืออาจเป็ปาฏิหาริย์ที่พาสำนักกระบี่เมฆาคล้อยกลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์ในอดีต ข้าจะยังไม่แทรกแซงชะตากรรมของเขา ปล่อยให้พายุแห่งการทดสอบเป็ผู้ขัดเกลาและพิสูจน์คุณค่าของเขา หากเขาสามารถเอาชีวิตรอดจากคลื่นใต้น้ำแห่งความริษยาและความแค้นในสำนักแห่งนี้ไปได้ ข้าก็พร้อมที่จะสนับสนุนเขา แต่หากเขาพลาดพลั้งตกตาย นั่นก็หมายความว่าโชคชะตาของเขาอ่อนแอเกินกว่าจะพลังที่ยิ่งใหญ่
คลื่นใต้น้ำแห่งความขัดแย้งกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน หลินเฟยยังคงไม่รู้ตัวว่าตนเองได้กลายเป็หมากรุกตัวสำคัญบนกระดานแห่งอำนาจของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย แต่ไม่ว่าศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าจะแข็งแกร่งหรือมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเพียงใด เขาก็ไม่คิดที่จะหันหลังกลับ เส้นทางที่เขาเลือกเดินถูกปูด้วยเืและซากศพ เขาจะใช้ดาบปราณไร้ลักษณ์ในมือ ฟาดฟันอุปสรรคทุกอย่างให้แหลกสลาย ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าด้วยจิตใจที่แน่วแน่ เพื่อทวงคืนความยุติธรรมและชำระล้างหนี้แค้นที่ฝังรากลึกอยู่ในจิติญญาให้จงได้ พายุโลหิตลูกใหญ่กำลังจะพัดกระหน่ำ และตำนานแห่งเซียนากำลังจะถูกจารึกขึ้นด้วยเื!