ณ สาขาเทียนซิง
จินเฉียนหยินหรี่ตาเดินกวัดแกว่งไปบนทางเดินมือขวาโยนถุงเงินกลมๆ เล่นพลางหัวเราะคิกคักขึ้น “หรือว่าเ้าพวกแกะอ้วนที่เข้าสำนักทั้งสามมาใหม่จะมีมากขึ้นกันเก็บดอกครานี้ถึงได้มาไม่น้อยเลย”
ทันใดนั้นร่างเย้ายวนพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าจินเฉียนหยิน
เ้าของร่างบางอรชรอวบอิ่มสมบูรณ์แสดงให้เห็นถึงความเป็ผู้ใหญ่และความร้อนแรงดึงดูดใจคนรูปร่างเช่นนี้คือยาพิษร้ายแรงถึงชีวิตสำหรับชายคนใดก็ตามในฐานะที่จินเฉียนหยินก็เป็ชายคนหนึ่งแน่นอนว่าก็ไม่มีข้อยกเว้นทว่าตัวเขาในเวลานี้กลับถูกแช่แข็งไว้อยู่กับที่ท่าทางที่แสดงออกมาก็แข็งกระด้างเช่นกันสายตาที่จ้องไปยังร่างนั้นไม่มีความอาลัยอาวรณ์หรือพิศวาสแม้แต่น้อยทว่าสายตากลับเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
“ศิษย์...ศิษย์พี่หญิงใหญ่...” จินเฉียนหยินพ่อลิ้นทองพลันะโขึ้นอย่างตะกุกตะกักด้วยความใ
ชื่อหงเหลียนหันกลับมาสายตาราบเรียบเ็าปราดมองจินเฉียนหยิน “เ้าสาขาล่ะ? ยังไม่กลับมาหรือ?”
“เ้าสาขาคงจะยังท่องเที่ยวอยู่ข้างนอก จะกลับมาเมื่อไรนั้นข้าก็ไม่มั่นใจเช่นกัน”จินเฉียนหยินรีบเอ่ยขึ้น
“คราวหน้าถ้าข้าเห็นว่าเ้าเที่ยวขโมยของของคนอื่นไปทั่วอีกล่ะก็ข้าจะสับมือเ้าเอง” ชื่อหงเหลียนเลิกคิ้วพลางเอ่ยอย่างเยือกเย็น
“จะไม่มีคราวหน้าอีกแล้ว”
จินเฉียนหยินกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่พลางส่ายหัวอย่างร้อนรนเขาไม่สงสัยว่าคำพูดของศิษย์พี่หญิงใหญ่จะไม่เป็จริงเลยสักนิด
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ยินดีกับท่านด้วยที่ติดหนึ่งในสิบอันดับของสมาชิกแห่งสี่สาขา” จินเฉียนหยินรีบเอ่ยอย่างประจบประแจง
การจัดอันดับแห่งสี่สาขาจัดตั้งโดยสำนักเทียนซิงสร้างมาเพื่อส่งเสริมและให้กำลังใจเหล่าศิษย์ที่เพียรพยายามในการฝึกฝนจนบัดนี้ก็มีประวัติยาวนานถึงห้าร้อยปีแล้ว จากการเทียบประเมินโดยสายในจะดูจากศักยภาพ พลังที่แท้จริง และพลังรบต่างๆ ของศิษย์รวมกันแล้วจัดอันดับออกมา
รุ่นที่ผ่านมาศิษย์ที่สามารถติดสิบอันดับแรกในการจัดอันดับแห่งสี่สาขานั้นทั้งหมดล้วนเป็ผู้ที่มีพร์ที่สุดของเมืองหลินโจวในอนาคตจะต้องกลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียงน่ายกย่องของเมืองหลินโจวอย่างแน่นอน
เมื่อเจอคำประจบเยินยอของจินเฉียนหยินแล้วท่าทางของชื่อหงเหลียนก็ยังคงนิ่งสงบเช่นเดิม ไม่มีเปลี่ยนสักนิด
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่นี่คือรายนามและข้อมูลของศิษย์ใหม่ที่เข้าสาขาเทียนซิงของเราข้าเพิ่งนำมาจากสายใน”
“เข้าใจแล้ว” หลังจากชื่อหงเหยียนรับบันทึกม้วนหยกแล้วก็มุ่งไปยังตำหนักวรยุทธ์ในทันที
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ไปฝึก ‘ศาสตร์ดารา’สินะ? ไม่รู้ว่าจุดประกายกลุ่มดาวไปได้มากเท่าไรแล้วคราก่อนก็เกือบสี่สิบห้าดวงได้ ครานี้คงจะไปถึงประมาณห้าสิบดวงได้แล้วล่ะ”
จินเฉียนหยินยืนอยู่นอกตำหนักวรยุทธ์ครั้นเห็นชื่อหงเหยียนเดินเข้าไป ั์ตากลับเต็มไปด้วยความอิจฉา
ในตำหนักวรยุทธ์นั้นมีเพียงคนเดียวที่สามารถฝึกวรยุทธ์ ‘ศาสตร์ดารา’ และ ‘ร่างนริศเก้า์’ ทั้งสองรูปแบบได้เดิมทีเป็วรยุทย์ประจำนิกายเทียนซิงในตอนแรก วรยุทธ์ทั้งสองมีเอกลักษณ์พิเศษที่สุดพลังก็น่าตะลึงเช่นกัน ทว่าระดับความยากของการฝึกนั้นมากเกินกว่าจะจินตนาการได้
นับั้แ่ก่อตั้งนิกายเทียนซิงเป็ต้นมาผู้ที่บรรลุทั้งสองวรยุทธ์นี้น้อยจนนับได้
ภายหลังนิกายเทียนซิงและอีกสามนิกายนั้นร่วมมือกันสร้างสำนักเทียนซิงขึ้นมาและอุทิศให้กับวรยุทธ์ทั้งสองนี้นับแต่ก่อตั้งกระทั่งถึงบัดนี้ ไม่รู้ว่ามีคนมากน้อยเพียงใดที่ลองฝึกวรยุทธ์ทั้งสองนี้แต่สุดท้ายต่างก็ล้มเหลวกันถ้วนหน้า
เพราะไม่มีใครบรรลุได้ท้ายสุดวรยุทธ์ทั้งสองจึงถูกเก็บคืนสู่สำนักเทียนซิง
แต่เดิมเคยคิดว่าวรยุทธ์ทั้งสองนี้จะไม่มีใครบรรลุได้ทว่าสุดท้ายชื่อหงเหลียนที่ใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม ก็บรรลุ ‘ศาสตร์ดารา’ และ ‘ร่างนริศเก้า์’ ที่สามารถเสริมความสามารถในการฝึกอันแข็งแกร่งได้จินเฉียนหยินเคยเห็นกับตาตนเอง พลังในการดูดซับพลังแห่งฟ้าดินนั้นแข็งแกร่งเกินบรรยายครั้นโคจรหมุนไป พลังแห่งฟ้าดินรอบชื่อหงเหลียนในรัศมีสี่สิบจั่งล้วนถูกชิงอย่างบ้าคลั่ง
แน่นอนจินเฉียนหยินแค่อิจฉาเท่านั้นเพราะตัวเขาเองก็เคยลองฝึกวรยุทธ์ทั้งสองนี้แล้วเช่นกัน ท้ายสุดก็ไม่สามารถบรรลุได้
ภายในตำหนักวรยุทธ์
ชื่อหงเหลียนกำลังจะหยิบ ‘ศาสตร์ดารา’ ทว่าจู่ๆ กลับสังเกตเห็นรอยมือบนชั้นวาง
“เคยมีคนมา...”
ชื่อหงเหลียนขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างนึกสงสัย ศิษย์น้องจินหรือศิษย์น้องจูกัน? เห็นได้ชัดว่ามิน่าใช่ทั้งคู่ชายหนุ่มทั้งสองนั้น คนหนึ่งก็เคยลองฝึกดูตั้งนานแล้วอีกคนก็สนใจแค่เื่กินเพียงอย่างเดียวเท่านั้นไม่ได้ชอบการฝึกเสียเท่าไหร่
“การประเมินครั้งสุดท้ายของสายนอกเพิ่งเสร็จสิ้นคงจะเป็ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสาขาเทียนซิงมาสินะ” ชื่อหงเหลียนพลันนึกถึงแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจกับความคิดดังกล่าวนักแม้ว่าวรยุทธ์สองรูปแบบนี้จะแข็งแกร่งอย่างน่าใ ทว่าผู้ที่บรรลุได้จริงๆ นั้นในรอบห้าร้อยปีที่ผ่านมาน้อยเสียจนนับนิ้วได้
แรกเริ่ม เพื่อที่จะบรรลุ ‘ศาสตร์ดารา’ ชื่อหงเหลียนได้ทุ่มเทจิตใจและความมุ่งมั่นเกินกว่าจะจินตนาการได้ท้ายที่สุดหนึ่งเดือนต่อมาจึงได้เข้าสู่ขั้นเริ่ม สองปีมานี้พัฒนาการของ ‘ศาสตร์ดารา’ ช้าลงมากเฉกเช่นวันนี้เพิ่งถึงระดับห้าสิบสามดวงเท่านั้น
ครั้นบีบคัมภีร์ม้วนหยก ‘ศาสตร์ดารา’ ในมือ ชื่อหงเหลียนเฝ้าดูอยู่เนิ่นนานแล้วจึงวางมันกลับลงที่เดิม
ขณะเตรียมตัวออกไปชื่อหงเหลียนพลันนึกอะไรออกจึงหยิบบันทึกม้วนหยกนั่นขึ้นมา ตั้งใจอ่านอย่างจดจ่อ
“รวมศิษย์ของสาขาเทียนซิง หลินโม่เดิมเป็ศิษย์สายนอกกลุ่มห้า คะแนนตลอดสองปีที่ผ่านมาอยู่อันดับสุดท้ายของสายนอก...สายในรับศิษย์เช่นนี้มาทิ้งที่สาขาเทียนซิงของเรา...”
ใบน่างดงามของชื่อหงเหลียนค่อยๆซีดเผือดลง คิ้วโก่งได้รูปพลันกระตุกขมวดขึ้น ผมยาวสลวยสีดำขลับค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็สีแดงเืนกดุจเปลวเพลิงที่กำลังโหมไหม้กระแสอากาศไร้รูปพลันม้วนเกลียวขึ้น ชั้นวางรอบกายสั่นะเือย่างรุนแรงในทันที
“จินเฉียนหยิน!” เสียงที่อัดแน่นไปด้วยความโกรธแค้นดังขึ้นจากตำหนักวรยุทธ์
โครม!
พริบตาภายในห้องวรยุทธ์พลันะเิเสียงขึ้น ฝุ่นที่ประตูใหญ่ถูกสั่นะเืจนฟุ้งกระจายลงมา
จินเฉียนหยินที่จำลังจะหันกายกลับได้ยินเสียงโทสะอันน่าหวาดกลัวจนเสียหลักล้มลงที่เดิม
ร่างสีแดงปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าจินเฉียนหยิน
“ศิษย์...ศิษย์พี่หญิงใหญ่...ท่าน...ท่านฟังข้าก่อนข้าไม่ได้ขโมยของของท่าน...ข้าไม่ได้ขโมยมาจริงๆ...” จินเฉียนหยินพูดไปพลางถอยหลังไปสีหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ
“อา...”
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ยกโทษให้ข้าด้วยเถิด...ข้าผิดไปแล้ว...”
เสียงร้องแหลมน่าเวทนาดังกึกก้องไปทั่วตำหนักวรยุทธ์
ครั้นได้ยินเสียงนี้ศิษย์น้องจูที่กำลังเคี้ยวเนื้อตุ้ยๆ อยู่ในครัวพลันหยุดนิ่งลงจากนั้นจึงรีบเจาะทะลุเข้าไปในเตา ร่างขนาดมหึมาอ้วนกลมถูกบีบอัดเสียจนกายเป็ก้อนเล็กได้อย่างน่าประหลาดทำเอาเตาถูกยัดไว้เสียจนแน่นขนัด
...
ท่ามกลางลายเวทย์กระดานหมากรุกแรงกดอัดที่เกิดขึ้นทั้งหมดพุ่งลงกดทับร่างหลินโม่เอาไว้หลินโม่ที่เดิมทีต้องถูกบดละเอียดไปแล้วนั้น ไม่เพียงแต่ไม่ตายทว่ายังรอดชีวิตอยู่ต่อไม่เพียงเท่านั้น ภายใต้แรงกดอัดนี้ร่างของหลินโม่กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอันน่ามหัศจรรย์ขึ้น
ตูม!
เสียงดั่งกลองระรัวดังออกจากภายในร่างของหลินโม่ิัหดแข็งตัวอย่างรวดเร็ว เส้นกระดูกเชื่อมต่อติดกันร่างที่เดิมทีผอมแห้งบอบบาง ณ เวลานี้ กลับสำแดงพลังอันรุนแรงมหาศาลออกมา
พลังของลายเวทย์กระดานหมากรุกนั้นช่างน่าสะพรึงกลัว การวางตัวหมากยังคงรวมตัวขึ้นอย่างไม่มีท่าทีจะหยุดนั่นคือพลังอำนาจแห่ง์ที่รวมตัวกัน พลังที่มนุษย์มิอาจเทียบเทียมได้ ภายใต้พลังที่กดอัดไว้นั้นหลินโม่ได้ก้าวผ่านเสี้ยวแห่งความเป็ความตายมาได้อย่างไม่คาดคิด เดิมที ‘ร่างนริศเก้า์’ ที่เพิ่งเริ่มได้นั้นยามนี้ก้าวไปถึงขั้นที่หนึ่งแล้วร่างเดิมเกิดการแปรสภาพอย่างยิ่งใหญ่ราวกับพลิกแผ่นดินพริบตาร่างกายและจิตใจพลันแปรเปลี่ยนแกร่งขึ้นอย่างไร้เทียมทาน
แต่สิ่งที่ทำให้เฟิงเทียนสิงะเืไปก็คือ ก้าวที่หลินโม่เหยียบลงไปนี้เดิมควรเป็หมากตายที่พลิกสถานการณ์ไม่ได้แล้วทว่ากลับผิดคาด ก้าวนี้ทำให้หมากตายกลับรอดชีวิตมาอีกครั้ง
“เ้าเด็กนี่โชคชะตาดีไม่เบา ยังไม่ถึงที่ตายที่นา...”เฟิงเทียนสิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกที่หลินโม่ดวงชะตาดีถึงเพียงนี้ ถึงแม้จะรอดชีวิตมาได้แต่ยามนี้สถานการณ์ของหลินโม่ก็ใช่ว่าจะดีขึ้นไปกว่าเดิมสักเท่าไรคาดไม่ถึงว่าก้าวนี้ของหลินโม่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่บนลายเวทย์กระดานหมากรุกนี่อีกครั้งต่อให้เป็เฟิงเทียนสิงก็ต้องเดาให้ได้ว่าก้าวต่อไปนั้นควรเดินอย่างไร
หลินโม่ในเวลานี้ยังคงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
“เ้าเด็กนี่ ชะตาเ้ายังถือว่าดีที่เดินไปได้ถูกทางเ้าอย่าได้ใจร้อนอีกเป็อันขาด ข้าจะช่วยเ้าออกมาอย่างสุดความสามารถเอง” เฟิงเทียนสิงเอ่ยขึ้น
“ไม่ต้อง ข้าเอง” หลินโม่ปฏิเสธโดยพลัน
“เ้าเอง?”
เฟิงเทียนสิงกล่าวขึ้นด้วยความโมโห “เ้าเด็กนี่ ยามนี้ชีวิตเ้าแขวนอยู่บนเส้นด้ายนั้นอย่าได้ถูกฝังไว้ที่นี่เพียงเพราะความใจร้อนเ้าอยู่ที่เดิมรอเช่นนั้นเถิด ข้าจะช่วยเ้าออกมาจากลายเวทย์กระดานหมากรุกอย่างสุดความสามารถให้จงได้”
“ข้าเชื่อท่านไม่ลง” หลินโม่ปราดตามองเฟิงเทียนสิงแวบหนึ่ง
ได้ยินดังนั้นเฟิงเทียนสิงหน้าคล้ำเขียวด้วยความโกรธ โทสะสุมทรวงเ้าเด็กนี่ช่างน่าโมโหเสียจนชดใช้ด้วยชีวิตก็ไม่พอถึงเพียงนั้นเชียวล่ะ
เอาเถิด ในเมื่อหลินโม่เชื่อเขาไม่ลงเฟิงเทียนสิงก็หน่ายที่จะสนใจแล้ว จะเป็จะตายก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของหลินโม่เองแล้วทว่าในสายตาของเขา อัตราการรอดชีวิตของหลินโม่นั้นต่ำเสียจนน่าใเว้นแต่เ้าเด็กนี่จะมีโชคก้อนโตเท่านั้น
ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวการเคลื่อนไหวของหลินโม่ได้ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงกับลายเวทย์กระดานหมากรุกอีกครั้งหินก้อนกลมอันตรธานหายไป กลายเป็หอกหินแห่ง์ที่ยิงถาโถมกระหน่ำเข้ามาราวกับห่าฝน
ทว่าวินาทีที่กำลังพุ่งเข้าสู่ร่างหลินโม่ใต้พื้นดินของลายเวทย์กระดานหมากรุกพลันกระเพื่อมเป็ระลอกคลื่นขึ้นสะบัดหอกหินเ่าั้ให้พ้นทาง
ชั่วขณะนั้นร่างของหลินโม่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง ิัเปล่งแสงทองแดงบางเบาขึ้นพริบตาร่างพลันเปลี่ยนเป็ทั้งหนักทั้งหนาขึ้น เสี้ยวเวลาของความเป็ตายร่างนริศเก้า์ก็ก้าวเข้าสู่ขั้นที่สอง
ครั้นััถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างอย่างรุนแรงหลินโม่จึงย่ำก้าวที่สามลงอย่างไม่ลังเล
ลายเวทย์กระดานหมากรุกเปลี่ยนแปลงต่ออย่างคาดไม่ได้ ครานี้อานุภาพของลายเวทย์ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเปลวเพลิงกระจายลงมาจากฟ้าอย่างไม่มีท่าทีสิ้นสุดราวกับวันอวสานโลก แต่เวลานี้หลินโม่กลับไม่หยุดลงแต่อย่างไรทว่ายังก้าวเดินต่อไป บางคราไปซ้าย บางคราไปขวาบางคราก็ถอยหลังและบางคราก็เดินหน้า...ฝีเท้าก้าวแกว่งไปมาไม่แน่นอน แต่กลับหลีกผ่านลูกไฟจากฟ้าที่พุ่งลงมาได้เสมอ
ชั่วพริบตานั้นร่างของหลินโม่เปล่งแสงทองแดงขึ้นอีกครั้ง ทุกๆ ก้าวที่เหยียบลงรุนแรงสั่นสะท้านไปทั่วแผ่นดิน
ร่างนริศเก้า์ขั้นที่สาม!
นอกจากการย่ำเข้าสู่ดินแดนนี้แล้วร่างของหลินโม่ทั้งหนาทั้งหนักราวกับูเาใหญ่อัดแน่นเต็มไปด้วยกลิ่นอายรุนแรงเสียจนกระทั่งรอบกายปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายลมปราณนี่คือเค้าลางของร่างนริศเก้า์ขั้นต้น
สีหน้าของเฟิงเทียนสิงพลันตึงขึ้นพลางจดจ้องการเปลี่ยนแปลงของลายเวทย์กระดานหมากรุกอย่างไม่ละสายตา...