ณ ใกล้ประตูฝั่งขวา
ก่อนที่จะผมเดินมาถึงหน้าประตูนั้นมีเสียงดังออกมาและเสียงนั้นดูเหมือนกับ เสียงดาบที่ปะทะกันอย่างรุนแรง กลิ่นเืและสนิมลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ผมก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งมากนักหรอก เพราะมันไร้ซึ่งอรรถรสแต่ว่าเสียงที่ว่ามันดันอยู่ใกล้กับประตูนี่สิทำให้ผมหลีกเลี่ยงได้ไม่มากนัก
ผมเดินเข้าไปใกล้และก็ได้พบกับกลุ่มอยู่กลุ่ม 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็กลุ่มที่ขวางประตูอยู่พวกเค้าแต่งกายด้วยชุดที่หรูหราและมีออร่ากับอีกกลุ่มที่แต่งตัวราวกับนักผจญภัย
“ไอพวกสามัญชน ถ้าพวกแกจะผ่านก็เอาจดหมายของพวกแกมาให้พวกฉัน 50 ฉบับสิวะ ฉันถึงจะให้ผ่าน”
ฟังแล้วดูเหมือนรีดไถกันซึ่งหน้าเลยแฮะ แถมดูจากพวกนี้แล้วก็พวก ขุนนางสินะแล้วอีกฝั่งคงเป็กลุ่มของสามัญชนสินะ
“ทำไมพวกฉันต้องมอบให้พวกแกด้วย!?”
“ทำไมงั้นเหรอ ก็เพราะพวกแกเป็สามัญชนยังไงหล่ะ”
เสียงหัวเราะในกลุ่มขุนนางก็ดังขึ้น
“ไอพวกนี้!!”
“ไม่ว่าเมื่อไหร่มันก็มองพวกเราไม่ต่างสัตว์ตลอด!!”
ความขุ่นเคืองภายในกลุ่มสามัญชนเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และแทบจะะเิได้ตลอดเวลา
“นี่ พวกนายใจเย็นๆ ก่อน ถ้าพวกเราเสียความเยือกเย็นไปเท่าไหร่มันยิ่งเข้าทางพวกนั้นมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นใจเย็นก่อน”
“แต่หัวหน้าการ์รัน…ผมไม่สามารถทนที่พวกมันดูถูกพวกเราได้!”
“ผลัวะ!!!”
การ์รันชกเข้าไปที่หน้าอย่างจังและจับคอเสื้อขึ้นมา
“นี่นายอยากทำให้กลุ่มของเราพัง เพราะความอารมณ์ร้อนของนายงั้นเหรอ!! ฉันรู้ว่าพวกนายโมโหและเกลียดชังพวกมันมากแค่ไหน ฉันก็เกลียดพวกมันไม่ต่างจากพวกนาย แต่อย่างลืมจุดมุ่งหมายของกลุ่มพวกเรางั้นเหรอ!!”
จากตอนแรกภายในกลุ่มไม่ต่างจากะเิเวลาที่พร้อมะเิทุกเมื่อ
แต่ตอนนี้กลับเชื่อฟังการ์รันแต่โดยดี คนที่ชื่อการ์รันคุมซะอยู่มันเลยแฮะ
“เป็อะไรไปการ์รันกลัวพวกเราก็บอกมาเถอะ แต่ถ้าอยากเป็หมารับใช้ให้พวกเราก็เอาจดหมายทั้งหมดของพวกแกมาก็ได้นะ”
เสียงหัวเราะในกลุ่มขุนนางก็ดังขึ้นขึ้นอีกครั้ง
“หึ! นายมันก็ดีแต่ปากจริงๆ ซาร์ริส กลัวหัวหดจนต้องไปหลบหลังพวกพ้อง ได้แต่งอมืองอเท้าขอพ่อแม่นี่อะนะ”
ซาร์ริสนี่ชื่อคุ้นๆ ผมนึกไม่ค่อยออกเท่าไหร่เนลล์เลยได้พูดแทรกขึ้นมา
“เอลล์ลืมไปแล้วเหรอ ก็นั่นไงขุนนางแห่งผู้พิชิตจักรวรรดิ”
พอเนลล์พูดขึ้นมาผมก็จำได้ทันที ขุนนางแห่งผู้พิชิต เป็ชื่อของขุนนางทางจักรวรรดิที่ได้พิชิตทุกสมรภูมิจนแถมเรียกได้ว่าไร้พ่ายเลยทีเดียวแต่นั่นมันก็เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซาร์ริสชายรูปร่างดูอ้วนผิดกับรูปร่างและอาวุธของเค้าก็คือค้อนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยลวดลายที่สวยงาม แต่ซาร์ริสสามารถถือมันได้ด้วยข้างเดียว
“และดูจากร่างกายของซาร์ริสนี่แล้วเค้าไม่อ้วนไปหน่อยเหรอ?”
เพราะดูจากรูปร่างเค้าแล้วไม่น่าถือค้อนได้ไหวนะแต่นี่กลับถือและเหวี่ยงได้อย่างอิสระซะอย่างงั้น
การ์รันชายรูปร่างสมส่วนอย่างมากและกล้ามเนื้อที่ดูราวกับฝึกมาอย่างหนักส่วนอาวุธที่เห็นนั่นคงเป็ดาบใหญ่สินะ
การถกเถียงของทั้งสองยังคงทวีคูณความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีแม้แต่การใช้กำลังเลย มันแปลกเกินไป? นี่มันไม่ต่างจากการแสดงเท่าไหร่
“พวกนั้นไม่มีจิตสังหารเลย อย่างกะเล่นละคร”
เนลล์พูดขึ้นมานั่นยิ่งทำให้ผมคิดเช่นเดียวกัน นี่มันแปลกจริงๆ แต่ก็ไม่ใช่เื่ของผมอยู่ดี
ผมเดินแทรกผ่านท่ามกลางฝูงชนที่มองดูอยู่และลบร่องรอยของตัวเองค่อยๆ เดินไปที่กลุ่มของขุนนางอย่างแเีและนั่นต้องขอบคุณการแสดงป่าหี่ของทั้งสองกลุ่มนั่นด้วย ที่ทำให้พวกกลุ่มขุนนางสนใจแต่กลุ่มสามัญชน ทำให้ผมสามารถไปได้อย่างง่ายๆ
และแล้วผมก็ถึงประตูเป็ประตูที่ดูรูปร่างสวยงามและประณีต อีกทั้งยังเต็มไปด้วยการแกะสลักของดาบที่ไคว่กันเป็ลวดลายเติมแต่งไปด้วยหนามของกุหลาบหินที่พันขดโค้งตรงประตู
ประตูนั้นเปิดอ้าไว้อยู่แต่กลับไม่สามารถมองเห็นข้างในได้เพราะมีควันบดบังวิสัยทัศน์อย่างหน่าแน่น
ผมจึงทำได้เพียงแค่เดินผ่านประตูเข้าไป ในตอนนั้นเองแสงจากประตูก็สาดส่องเข้ามาที่ดวงตาของผมแสดงให้เห็นถึงทางเดินโล่งยาวและมีประตูอยู่ข้างหน้า และรูปภาพที่มากมายตามทางเดิน
ผมเดินเข้าไปและหยุดมองดูรูปภาพที่ใกล้ตัวผมนั่นทำให้ผมใอย่างยิ่งนั่นคือ รูปของผมตอนเด็ก!! มันเป็รูปของผมตอนอายุ 6 ปีที่อยู่กับครอบครัว
นั่นทำให้ผมใเป็อย่างมาก ทำไมพวกเค้าถึงมีรูปภาพผมได้กัน!
ผมวิ่งไปดูรูปภาพนั้น ทว่าภาพถัดไปนั่นคือภาพของผมตอนอายุ 10ปีที่ผมได้เจอกับอาจารย์
ผมเดินไปเรื่อยๆ และสังเกตรูปภาพติดหนังที่เรียงราย นี่มันเื่ราวชีวิตของผมทั้งหมด!
แต่กลับมีภาพหนึ่งที่โดนฉีกทิ้งให้เหลือเพียงแค่ครึ่งหนึ่งนั่นคือตอนที่ผมได้เจอกับเนลล์ ภาพที่ยังไม่ถูกฉีกนั้นเป็ตอนที่ผมได้จับมือเนลล์ แต่ภาพกลับถูกฉีกแสดงให้เห็นแค่ผมเอื้อมมือไปหา มันช่างน่าคิดถึงเสียจริงพอมองย้อนกลับไปมันก็ยิ่งยาวนานเสียในตอนนั้นเองผมได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างมันมีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป รูปภาพฝาผนังที่ผมเดินผ่านเข้ามาจนถึงตรงนี้กลับกลายเป็สีดำทั้งสิ้น
ผมเดินต่อไปเรื่อยๆ ก็พบว่ารูปต่อๆ ไปก็เป็สีดำและมีอีกอย่างที่ผมได้สังเกตเห็นนั่นคือเนลล์ไม่ตอบผมกลับมา นั่นแปลว่าผมไม่อยู่ในความเป็จริง
ผมได้หยิบดาบอีกเล่มขึ้นมาเป็ดาบสีดำราวกับมีจิติญญาเป็ของตัวเองตัวดาบนั้นสลักไปด้วยอักษรโบราณที่ผมเองก็อ่านไม่ออก ส่วนด้ามจับนั้นทำมาจากไม้แต่แข็งมากกว่าเหล็กเสียอีก ผมได้ชักดาบเล่มสีดำออกมาออร่าสีดำราวกับความตายของมันก็กระจายไปทั่วทั้งห้องโถง
“หายไปซะ!”
หลังจากผมพูดจบห้องโถงทั้งห้องได้พังทลายลงทุกๆ อย่างในห้องได้แตกออกเป็เสี่ยงๆ เศษซากกระจายไปทั่วหลังจากการพังทลายได้หยุดลง
เศษซากกระจายอยู่ทั่วและแล้วก็ได้เห็นถึงสภาพของข้างนอกที่เต็มไปด้วยสีดำแต่กลับมีจุดหนึ่งที่ส่องสว่างราวกับเชื้อเชิญให้ผมมองไปทางนั้น
นั่นคือต้นไม้ขนาดใหญ่ที่กิ่งก้านและใบที่ดูอุดมสมบูรณ์ อารมณ์ความรู้สึกของผมที่เจอต้นไม้นี่นั้นมันทำให้ผมนึกถึงตอนที่อยู่กับอาจารย์หรือเนลล์ เป็ความอบอุ่นที่ชวนคิดถึงทำให้ผมตอบรับคำเชิญและเดินไปที่ต้นไม้ต้นนั้น
และระหว่างที่เดินไปใบไม่ได้ผลัดใบออก ใบไม้นั้นได้ตกลงสู่พื้นและกลายเป็น้ำแอ่งจุดหนึ่งก่อนที่จะสลายหายไป และมีอีกใบที่ร่วงหล่นและกลายเป็ดินแล้วก็สลายหายไป
นั่นทำให้ผมสนใจเป็อย่างมาก เพราะผมไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนและในตอนที่ผมตื่นเต้นอยู่เสียงของผู้หญิงก็ดังในหัวของผม
“ในที่สุดก็ได้เจอกันสักที”
มันช่างเป็เสียงที่คุ้นหูเป็อย่างมากแต่กลับจำไม่ได้เลย มันเป็เสียงที่อบอุ่นและไพเราะในตอนที่ผมนึกอยู่ก็มีอีกเสียงที่ดังเข้ามาในหัวผม
“...เอลล์”
“เอลล์!!!”
ผมได้สะดุ้งตื่นมาเพราะเสียงของเนลล์นั้นได้ดังก้องไปทั่วหูของผม
“ในที่สุดก็รู้ตัวสักที เอลล์ยืนเหม่อั้แ่เข้าประตูมาเกือบ 5 นาทีหน่ะ”
ผมได้หันมองดูรอบๆ และสังเกตรอบข้างมีเพียงแค่ทางเดินที่ไม่มีอะไร และไม่มีรูปภาพของผมติดอยู่อยู่ด้วย แต่มีบางสิ่งที่ผมจำไม่ได้ว่าคืออะไรแต่ผมจำความรู้สึกได้ว่าเป็ความรู้สึกที่อบอุ่น
“เนลล์ได้สังเกตเห็นอะไรแปลกๆ บ้างมั้ย อย่างเช่น รูปภาพสีดำหรือทางเดินแปลกๆ”
“อืม…ไม่นะ ั้แ่เอลล์เข้ามาก็ยืนเหม่อไปเลย เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตอบ ”
ผมได้เล่าเื่ทั้งหมดที่ผมเจอให้เนลล์ฟังและเดินไปด้วย
“นั่นไม่ใช่ภาพหลอนหรอกนะ สำหรับฉันแล้วคิดว่าน่าจะเป็พลังที่ใกล้เคียงกับดาบต้องสาปนะ”
“ใกล้เคียงกับดาบต้องสาป?”
“ใช่แล้ว ปกติแล้วดาบต้องสาปจะส่งผลแค่ผู้ถือเท่านั้นแต่จะไม่สามารถส่งผลกระทบต่อผู้อื่นได้ มันก็มีตัวอย่างการทดลองสมัยก่อนที่ให้ผู้ใช้ดาบต้องสาปส่งดาบให้กับอีกคนที่ไม่ได้เป็ผู้ใช้ดาบต้องสาป คิดว่าผลเป็ยังไงหล่ะ”
“อืม..ไม่แสดงผล?”
“ใช่แล้ว…ไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรเลย เหมือนเป็ดาบธรรมดาที่ไร้พิษสงและไร้คมดาบ ถึงขนาดที่ว่าฟันกิ่งไม่ยังไม่ขาดเลยหล่ะ แต่เมื่ออยู่ในมือเ้าของนั้นกลับกลายเป็ดาบที่ดูอันตรายขึ้นมาทันที”
“ว่าแต่เนลล์รู้เื่นี้ได้ยังไง”
ผมสงสัยนิดหน่อยเพราะเนลล์นั้นอยู่ด้วยกันตลอดเวลาไม่น่าจะรู้เื่นี้ได้
“ก็อ่านตำราระดับ 1 ของอาจารย์ตอนนายหลับยังไงหล่ะ”
“ห๋า! ตำราที่ระดับ 1 ที่อาจารย์ห้ามไว้เนี่ยนะ!!!”
ผมใขึ้นมาหลังจากได้ยินที่เนลล์พูดเพราะอาจารย์นั้นได้ห้ามไว้ว่าห้ามอ่านหนังสือระดับ 1 ก่อนได้รับอนุญาตไม่งั้นจะโดนลงโทษ
“เนลล์ไม่รู้รึไงว่าการลงโทษของอาจารย์มันน่ากลัวขนาดไหนน่ะ!!”
เนลล์ได้ทำเสียงเจื่อนและตะกุกตะกักเล็กน้อย
“ห-หน่าๆ เื่มันผ่านไปแล้ว แถมอาจารย์จับไม่ได้ด้วยถือว่าหายห่วง”
ผมกุมหน้าผากและภาวนาว่าอย่าให้อาจารย์ได้รู้เลย เพราะผมจะโดนลงโทษยังไงหล่ะ
“เออใช่…เอลล์แต่เื่ที่เล่ายังไม่จบนะ”
“มีต่ออีกเหรอ”
“ใช่ อย่างที่บอกไปว่าถ้าไม่ใช่เ้าของดาบต้องสาปก็จะไม่เกิดผลอะไรใช่มั้ยแต่ถ้าผู้ใช้ดาบต้องสาปส่งดาบให้กับผู้ใช้ต้องสาปเหมือนกันหล่ะ”
“ถ้าตามประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงมาก็ผู้ใช้ทั้งสองจะเกิดการบ้าคลั่งแล้วก็กลายเป็ปีศาจที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ หลังจากนั้นมาก็ไม่มีใครกล้าลองแบบนี้อีก”
นั่นเป็ตามที่ผมได้ยินข่าวลือมา
“นั่นก็แค่ส่วนหนึ่งที่คนเข้าใจผิดกัน ความจริงเป็เพราะคนที่รับไปไม่สามารถทนพลังทั้งหมดของดาบอีกเล่มจิตใจได้รับกระทบเกินความจำเป็ทำให้พวกนั้นกลายเป็อาการสิงสู่”
“งั้นแปลว่าพวกเค้าได้ทดลองมาหมดสิ”
“จะว่าแบบนั้นก็ได้แต่ว่ามันก็ได้เกิดบางอย่างขึ้นใน่านั้นก็ได้เกิดบางอย่าง บางอย่างที่เกินการควบคุมไปเพราะได้มีผู้ใช้ดาบต้องสาป 2 เล่มเกิดขึ้นบนโลก”
ถ้าตามที่เนลล์พูดเป็เื่จริงแปลว่าพลังของคนนั้นต้องมหาศาลเป็อย่างแน่ เพราะเพียงแค่ดาบต้องสาปก็สามารถถล่มเมืองก็ว่าได้
“นั่นเป็เื่จริง?”
“ฉันก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน เพราะมันไม่น่าจะเป็ไปได้ด้วยซ้ำไป แต่มันก็เป็ไปได้จริงๆ ตามหนังสือที่เขียนไว้ ราวกับพระเ้าเลยหล่ะ พอฉันพลิกหน้าดูกลายเป็ว่าหน้าอื่นๆ โดนฉีกหมดเลย”
แปลว่า้าปิดบังเื่ทั้งหมดสินะหรือ้าสื่อว่าอย่ารู้มากไปกว่านี้ดีหล่ะ เื่นี้มีแต่อาจารย์ที่รู้
เื่ที่เนลล์เล่านั้นทำให้ผมครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งและแล้วก็ได้มาถึงห้องโถง