แผ่นกระดาษถูกพับเก็บเข้าซองจดหมายดังเดิมหลังจากที่ท่านชายปิ๋วทรงอักษรเสร็จ สีพักตร์แววเนตรกอปรกับรอยสรวลบ่งบอกให้ทราบถึงความโล่งหทัยและอิ่มเอมที่เชษฐากับคนรักเดินทางไปถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพทั้งคู่
“จดหมายพี่ชายเดียวเขียนมาว่าอย่างไรบ้างหรือคะ พี่ชายปิ๋ว” ท่านหญิงอ้อตรัสถามด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ทรงทราบคร่าว ๆ อยู่แล้วจากสีพักตร์ของผู้ทรงอ่านจดหมาย
“พี่ชายเดียวเขียนมาว่าปลอดภัยดีค่ะ ตอนนี้ก็กำลังพักอยู่ด้วยกันที่บ้านของพี่ที่เชียงใหม่ บอกให้พวกเราไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ”
“หญิงดีใจจริง ๆ ค่ะที่ได้ยินอย่างนั้น ในที่สุดความรักของพี่ชายเดียวก็พบเจอทางออกสู่ความสุขนะคะ เหลือแต่หญิงนี่สิคะ” หม่อมเจ้าหญิงตรัสเสียงอ่อน คล้ายทรงรำพึงอยู่ในห้วงอาวรณ์ความรักขององค์เอง
ทำให้ท่านชายปิ๋วตรัสถามอย่างนึกห่วงใย “ทำไมว่าอย่างนั้นล่ะคะน้องหญิง น้องหญิงยังเหลือพี่ทั้งคนนะคะ ลืมแล้วหรือ”
“พี่ชายปิ๋ว…” ท่านหญิงอ้อเสียงอ่อน ลังเลหทัยที่จะตรัส
ฝ่ายท่านชายผู้พี่ทรงเอื้อมไปกุมหัตถ์เนียนนุ่มของเธออย่างอ่อนโยนเป็นสัญลักษณ์ปลอบขวัญว่ายังมีพี่ชายคนนี้อยู่เคียงข้างเสมอ “ต่อไปนี้น้องหญิงจะไม่ทุกข์ใจเรื่องใด ๆ อีกแล้วนะคะ พี่สัญญา”
“ขอบพระคุณพี่ชายปิ๋วนะคะที่ยังห่วงหญิง” ท่านหญิงอ้อตรัสแล้วทรงดึงหัตถ์ออกจากการกุมของหม่อมเจ้าชายอย่างเขินอาย
“พี่เต็มใจค่ะ แม้น้องหญิงจะต้องการหรือไม่ต้องการ พี่ก็เต็มใจนะคะ” ท่านชายปิ๋วตรัสยืนยันวาจามั่นอีกหน ชักกรกลับ แต่ไม่วายทรงเอื้อมไปทัดปอยผมให้กับหญิงสาวอย่างถือความคุ้นชินด้วยใจเสน่หา
จากนั้นจึงเอาซองกระดาษจดหมายยื่นให้กับนายสน รับสั่งว่า “เอาจดหมายไปเก็บที่โต๊ะทำงานของฉันนะ แล้วก็บอกในครัวเตรียมมื้อเที่ยงไว้ให้ฉันกับท่านหญิงอ้อด้วย”
“กระหม่อม” เมื่อรับทราบแล้ว อ้ายบ่าวก็ปลีกตัวออกไป
ทั้งสองหม่อมเจ้าชาย-หญิงทรงมีพระปฏิสันฐานระหว่างกันต่อ ดำเนินไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของทั้งสององค์ โดยเฉพาะรอยยิ้มจากท่านหญิงอ้อที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็นรอยยิ้มของเธอบ่อยนัก แต่บัดนี้ หทัยของเธอเข้มแข็งขึ้นและทุกข์น้อยลง นั่นก็เป็นผลส่วนหนึ่งที่มาจากแรงใจจากท่านชายปิ๋วทั้งนั้น
แต่ระหว่างที่ทรงสนทนากันอยู่นั้น หม่อมเจ้าทั้งสองไม่ได้ทรงสังเกตเห็นสิ่งผิดปรกติใดรอบบริเวณนั้น จึงไม่ทรงทราบว่ามีใครบางคนสะกดรอยตามอ้ายบ่าวคนเมื่อครู่นี้ไป
ภายในลานวัด ณ เมืองเชียงใหม่
ยามค่ำคืนของวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบปรากฏดวงจันทร์เต็มดวงเด่นชัดบนท้องนภา ทอแสงสุกสกาวรายรอบด้วยดวงดาวระยิบระยับโดยมีท้องฟ้าสีนิลเป็นฉากหลัง บรรยากาศเย็นสบายและเงียบสงบภายในบริเวณวัด เพราะเป็นเวลาที่ชาวบ้านทยอยกันกลับหลังจากทำบุญเสร็จแล้ว คงเหลือแต่มิสเตอร์โรเบิร์ตและนายด้าว ซึ่งทั้งสองคอยเวลาให้ทางสะดวกก่อนที่จะมาพบกันอีกครั้งที่หลังพระธาตุประจำวัด
“ท้องฟ้าคืนนี้งามดีนะพ่อเดียว” เสียงของนายด้าวดังขึ้นแผ่วเบาใกล้ใบหู ทำให้อีกคนรีบหันขวับมาทางต้นเสียงโดยเร็ว
“ก็งามน่ะสิ แต่ว่าใกล้เกินไปหรือไม่”
“ก็ฉันกลัวเสียงดัง จึงต้องกระซิบ เอ… หากฉันขอหอมแก้มพ่อเดียวสักทีจะว่าอะไรหรือไม่” คนเจ้าเล่ห์ยังไม่ยอมหยุดแผนการ ออกอุบายจะแกล้งอีกคนให้เขินจนแก้มปริอยู่แล้ว
“บ้าหรือ นี่ในวัดแท้ ๆ นี่แน่ะ คนนิสัยไม่ดี” ว่าพลางทางประทับฝ่ามือลงหัวไหล่อีกคนด้วยแรงไม่มากนักเป็นการเอาโทษ แต่ความจริงแล้วเห็นจะเป็นการแก้เก้อเสียมากกว่า
ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจที่ยุแหย่อีกคนได้ “น่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง เมียผู้ใดกันหนอ”
พอจบคำ ผู้ฟังต้องหันขวับไปมองค้อนคนพูดอย่างแสนงอนอีกที แสร้งทำเป็นไม่พอใจที่เขากล้าดียัดเยียดคำว่า‘เมีย’ ให้โดยไม่ขออนุญาต แต่อีกใจก็รู้สึกชอบเสียอย่างนั้น
เพราะความเขินส่งผลให้ทำตัวไม่ถูก เขาจึงเอาแต่พร่ำตีอีกฝ่ายแทนการแก้กระดากอาย ทั้ง ๆ ที่นั่นก็คือความจริง เพราะหากไม่เป็นเมียเขาจริงคงไม่ยอมทิ้งทุกอย่างหนีมาตายเอาดาบหน้าด้วยกันเช่นนี้
“โอ๊ย ๆ ๆ! พ่อเดียว หยุดตีฉันก่อนเถิด ฉันเจ็บนะ” นายด้าวร้องขอในขณะเอาตัวหลบหนีจากการที่โดนคนรักใช้ร่างกายตนเพื่อปกปิดความเขินอาย “ฉันแค่หยอกเล่นเฉย ๆ หรอกน่า”
“เฉย ๆ ก็ไม่ได้ ฉันเขินไม่รู้หรืออย่างไรเล่า!”
“ขอโทษขอรับ อย่าถือกันเลย”
“ใครว่าฉันงอน เปล่าเสียหน่อย มาเถอะ รีบปล่อยโคมกันดีกว่า ประเดี๋ยวจะมีใครผ่านมาทางนี้เข้า”
“ขอรับ” นายด้าวยอมเลิกเล่น หันมาจริงจังกับวันสำคัญของพวกเขา
เขานำโคมที่เตรียมไว้ออกมาจุดไฟ ยืนจับกันคนละข้างกับคนรัก พร้อมด้วยต่างอธิษฐานต่อหน้าองค์พระธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ของนครพิงค์เชียงใหม่ให้ความรักของพวกเขาทั้งสองนั้นเริ่มต้นสุกงอมที่นี่แล้วให้ออกดอกผลิผลงดงามโดยปราศจากอุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้นนับแต่นี้สู่นิรันดร์
จากนั้นแล้วจึงได้เริ่มปล่อยโคมน้อยทอแสงให้ลิ่วบินไปตามกระแสพระพาย คล้ายกับแสงสว่างนำทางรัก ทั้งสองยืนยิ้มเคียงข้างกันในขณะที่ชื่นชมความงามของโคมลอยที่ได้อธิษฐาน
ทว่าสิ่งไม่คาดคิดก็อุบัตขึ้นท่ามกลางความใจหายของทั้งสอง โคมไฟลอยไปเกี่ยวกับกิ่งไม้บริเวณนั้นเข้า ทำให้เพลิงลุกไหม้และดับลง ปลิวตกลงมายังพื้นดิน สร้างความกลุ้มใจให้กับเจ้าของเป็นอย่างมาก
หากนี่เป็นลางร้ายจริง ก็ขอให้มันผ่านพ้นไปโดยเร็วด้วยเถิด
“ด้าว…”
“อย่ากังวลใจไปเลยพ่อเดียว วันนี้ลมแรง เป็นปรกติที่โคมจะตก ฉันเคยเห็นของใครหลาย ๆ คนก็ตกอย่างนี้ ชะตาชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับโคมอย่างเดียวหรอกพ่อเดียว” นายด้าวกล่าวปลอบขวัญ กอดไหล่อีกคนไว้ด้วยความอบอุ่น เขาไม่อยากให้คนรักต้องหวั่นใจไปกับเรื่องเพียงเท่านี้ ผ่านเรื่องร้าย ๆ มาด้วยกันก็มาก เรื่องเท่านี้คงผ่านไปได้
เมื่อเห็นอีกคนนิ่งเงียบไม่เอ่ยอะไร นายด้าวจึงชวนกลับไปพักผ่อนให้สบายใจ ไม่อยากให้ฟุ้งซ่านกับเรื่องแค่นี้ “ฉันว่ากลับกันเถิด ดึกมากแล้ว”
“อย่างนั้นก็กลับเถิด” คนตัวเล็กกว่ายิ้มให้อีกฝ่ายสบายใจว่าตนเองไม่ได้รู้สึกแย่ ก่อนจะเดินนำไปก่อนยังท่าเรือ
แสงตะเกียงเจ้าพายุส่องวาบไหวให้ความสว่างแก่การเดินทางในยามอันธกาล กอปรกับลมหนาวที่พัดมากระทบผิวเป็นระลอกให้รู้สึกเย็น นายเดียวหันไปมองคนที่พายเรือด้านหลังเมื่อรู้สึกว่ามีผ้าคลุมอุ่น ๆ ปรกอยู่บนบ่ายาวถึงหลัง
“อากาศเย็น ห่มไว้เถิด ประเดี๋ยวพ่อเดียวจะไม่สบายเอา”
“แล้วด้าวไม่หนาวหรือ”
“ไม่หรอก อากาศเย็นฉันชอบ อีกอย่างฉันแข็งแรงจะตาย ไม่ป่วยง่ายหรอก”
“นี่ด้าวหาว่าฉันป่วยง่ายสินะ”
“หาใช่เสียที่ไหน ถึงป่วยง่าย ฉันก็พร้อมดูแลพ่อเดียวอย่างดีอยู่แล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยค้านด้วยความสัตย์ในขณะที่จ้วงไม้พาย เขาขยับกายให้ชิดแผ่นหลังคนรักมากขึ้นเพื่อใช้ร่างกายของตนป้องลมหนาวให้
“ขอบใจด้าวมากนะ” เขาตอบเสียงนุ่ม แล้วเงียบไปสักพักคล้ายกำลังใช้ความคิด ก่อนเอ่ยขึ้นอีกหนว่า “ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันว่าจะค้าขายอยู่ที่นี่ ด้าวคิดเห็นว่าอย่างไร”
ชายหนุ่มไตร่ตรองชั่วครู่ ยิ้มตอบว่า “ดีนี่ เราทั้งสองต่างไม่ได้รับราชการแล้ว ค้าขายก็ไม่แย่ ช่วยกันสร้างไปทีละเล็กทีละน้อย เราก็อยู่กันสองคน ไม่ได้ต้องการเงินทองมากมาย”
“ขอบใจด้าวมากนะที่จะสร้างชีวิตไปกับฉัน”
“ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย ไม่ต้องขอบใจกระผมด้วย กระผมรักและยินดีของกระผมเองนะพ่อเดียว”
“ฉันรู้สึกอบอุ่นจังที่มีด้าวอยู่ข้าง ๆ แบบนี้ อยู่กับฉันไปตลอดนะ”
“ขอรับ”
ลำเรือแล่นไปตามสายน้ำมุ่งสู่ที่พักเรื่อย ๆ เป็นไปอย่างราบรื่น ประหนึ่งความรักของพวกเขาทั้งสองที่มีให้แก่กันและกัน ภาพที่วาดฝันไว้ในอนาคตจะเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ หากแต่ ณ เวลาขณะนี้ขอเพียงอยู่เคียงข้างกันไปเสมอต้นเสมอปลายก็สุขใจแล้ว
“ท่านชายใหญ่ พระอาการเสด็จฯเป็นอย่างไรบ้างเพคะ” เสียงของหม่อมสร้อยเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นท่านชายใหญ่และท่านชายกลางออกมาจากห้องพักผ่อนของเสด็จพระองค์ชาย เพราะตั้งแต่เรื่องการหายไปของท่านชายเดียวเกิดขึ้น ท่านก็ทรงทรุดลง เสวยได้น้อยขึ้น และไม่เกษมสำราญดังเดิม
สองหม่อมเจ้าชายยังไม่ตรัสแจ้งอะไร เสียงของผู้เป็นมารดาก็ดังไล่หลังเข้ามา เป็นหม่อมเอกที่คอยหาเรื่องพูดจากระทบกระทั่งอีกตามเคย “ท่านไม่เป็นอะไรไปง่าย ๆ หรอกนะแม่สร้อย ก็แค่ลูกไม่รักดี สักวันท่านจะตัดขาดได้เอง ระวังลูกชายของหล่อนไว้ด้วยแล้วกัน อย่าให้ต้องเป็นเหมือนชายเดียว”
“หม่อมแม่ ชายขอเถิด”
“ขออะไรล่ะชายใหญ่ แม่พูดความจริงทั้งนั้น” หล่อนค้านเสียงจริงจัง “แล้วนี่เสด็จพ่อว่าอย่างไร จะยกเลิกงานเสกสมรสหรือไม่ แล้วมรดกในส่วนของชายเดียวท่านจะยกให้ใคร”
หม่อมเอกมีความกระตือรือร้นอย่างมากในการที่จะฮุบเอาทุกอย่างนับตั้งแต่วันที่ท่านชายเดียวนิราศออกจากวังวิจิตราลัยไป
“หม่อมแม่ ทำไมถึงต้องรีบพูดเรื่องพวกนี้ด้วยเล่าขอรับ” ท่านชายกลางตรัสด้วยความไม่เข้าใจมารดา ด้วยเพราะไม่ประสงค์ให้หล่อนดูเป็นคนละโมบโลภมากในสมบัติแก่สายตาของใคร ๆ
“ก็รีบน่ะสิชาย ชายเดียวมันก็ออกจากสายสกุลไปแล้ว เรายังอยู่ก็ต้องรีบคว้าไว้สิ” ว่าแล้วหันไปทางหม่อมสร้อย เอ่ยเน้น ๆ “เดี๋ยวคนอื่นมันจะชุบมือเปิบไปเสียหมด”
“ชายเดียวจะยังอยู่ในสายสกุลของเราต่อไปหม่อมแม่ เพราะเสด็จพ่อไม่ได้ทรงตัดขาดใด ๆ กับชายเดียว ท่านรับสั่งให้พี่ ๆ ทุกคนช่วยตามหาและนำตัวชายเดียวกลับมาให้ได้” ท่านชายใหญ่ตรัสแจ้งความจริงแก่มารดา นั่นจึงทำให้หล่อนไม่พอใจอยู่มาก
“อะไรกัน! นี่เสด็จฯท่านยังจะโง่อยู่อีกหรือ”
“หม่อมแม่ นั่นเสด็จพ่อนะขอรับ” ท่านชายกลางปราม “ชายรับปากกับเสด็จพ่อไว้แล้ว อย่างไรก็ต้องตามหาน้องให้พบ ไม่เช่นนั้นเสด็จพ่อคงต้องตรอมพระทัยเป็นแน่”
“ก็ปล่อยท่านตรอมไปซี อยากจะรักอยากจะโปรดมันนักก็เชิญ เชิญ!” หล่อนหมดความอดกลั้น ระบายความช้ำใจออกมา ดีที่ไม่กรีดร้องโวยวายให้ลั่นทั่วคำหนัก จากนั้นก็สะบัดสะบิ้งห่างออกไป
ท่านชายทั้งสองและหม่อมสร้อยส่ายหัวให้กับกิริยาอันไม่น่ามองของหม่อมคนใหญ่ผู้ดูแลคำหนัก ต่างไม่เข้าใจในไฟแค้นของเธอที่นับวันมันยิ่งจะสุมมอดไหม้ดวงใจของหล่อนให้มืดบอด
ท่านชายกลางปลีกตัวออกมาจากห้องโถงถายในตำหนักเพื่ิอจะทรงรถไปยังที่กระทรวง ทว่าสายเนตรกลับมองไปเห็นนายสนคนเดิม บ่าวจากตำหนักของท่านชายปิ๋วเสียก่อน เมื่อนั้น จึงทรงนึกได้ว่ามีกิจสำคัญที่ต้องทำอยู่
ทรงดำเนินเข้าไปใกล้ แสร้งว่าถือกระเป๋าสัมภาระจนวุ่นวายจึงเผอิญไปชนเข้ากับอ้ายบ่าวอย่างจังจนมันล้มลง และนั่นเป็นเหตุให้ซองจดหมายหลุดจากมือของมันด้วย
ด้วยความเจ็บและความตกใจที่ชนเข้ากับเจ้านาย อ้ายสนจึงไม่ทันตั้งตัวรับสถานการณ์ มันไม่ทราบด้วยซ้ำว่าท่านชายกลางทรงลอบทำอะไรในขณะที่มันร้อนรนอยู่ แต่หันมาก็เห็นซองหมายหล่นอยู่ใกล้ ๆ ก็หมดความสงสัยสิ้น
“ขอประทานอภัยฝ่าบาท กระหม่อมเดินไม่ทันมอง”
“ไม่เป็นอะไรหรอก ทีหลังก็ระมัดระวังให้ดี”
“กระหม่อม” มันว่าแล้วรีบขอตัวหลบไปอีกทาง แต่ท่านชายกลางตรัสถามขึ้นมาก่อน
“นั่นซองจดหมายเมียเอ็งหรือ”
“ขะ ขอรับ”
“อืม รีบไปส่งถึงเขาเถอะ” ท่านชายกลางไม่ได้สงสัย ห
รือตรัสถามอะไรต่อ ประโยคสนทนาก็จบลงเพียงเท่านั้น
ส่วนอ้ายสนก็รีบนำจดหมายสำคัญของนายมันไปฝากส่งถึงคนที่จรไกลต่อไปโดยไม่ได้สังเกตเห็นความชอบมาพากลใด ๆ