เช้าวันต่อมา ซึ่งเป็วันทำงานตามปกติ......
ก๊อก…… ก๊อก…… ก๊อก……
ฉันทพิชญาหายใจเข้าลึกๆ ยกมือเรียวเล็ก ขึ้นเคาะห้องทำงาน ของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็เ้านายคนใหม่ของเธอ ซึ่งวันนี้เป็วันแรกที่เธอจะต้องมาทำงานร่วมกับจุฑาธช จึงรู้สึกประหม่า หวาดหวั่น วิตก กังวล เพราะไม่รู้จะต้องเจอกับอะไรบ้าง และก็ไม่รู้ว่าจะรับมือกับเขาได้มากน้อยสักแค่ไหน แต่ถึงรับมือไม่ได้ก็ต้องรับให้ได้ล่ะ
ฉันทพิชญาเว้น่จังหวะการเคาะ ประตูหน้าห้องทำงานของจุฑาธช ไปสักพักหนึ่ง แล้วค่อยผลักประตูห้องเข้าไป ซึ่งตอนนี้หัวใจดวงน้อยๆ ของเธอเต้นราวกับกลองตีรัวๆ ก็ไม่ปาน
“สวัสดีค่ะคุณธช เอ่อ!...... คุณราชให้ดาวมาเริ่มทำงานกับคุณธชค่ะ”
ฉันทพิชญามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของจุฑาธช สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อตั้งสติ แล้วค่อยเปล่งเสียงรายงานตัวออกมา ให้ผู้ที่นั่งอยู่ที่หลังโต๊ะทำงานได้รับทราบ
จุฑาธชใช้สายตาจับจ้องมองหน้าสวยหวานนั้นนิ่ง ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ออกมา จึงทำให้เกิดความเงียบขึ้นมาชั่วขณะ จนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ ของคนที่อยู่ในห้องนั้นเลยก็ว่าได้ ยิ่งจุฑาธชเอาแต่มองนิ่งอยู่อย่างนั้น ฉันทพิชญาก็ยิ่งเกิดความประหม่ามากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องกัดริมฝีปากล่างเอาไว้
จุฑาธชลุกขึ้นเดินเข้ามายืนอยู่ใกล้ๆ กับคนตัวเล็ก ที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขา
“อยากจะมาทำงานกับฉัน มาเป็เลขาของฉันมาก ขนาดต้องให้คุณพ่อบังคับให้ฉันรับเธอ มาทำงานด้วยอย่างนี้เลยเหรอ”
จุฑาธชยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากอดอกแกร่งไว้หลวมๆ หรี่ตามองใบหน้าสวยหวาน กล่าวต่อว่าถากถางทั้งสีหน้าแววตา ไม่เว้นแม้แต่คำพูดที่เปล่งออกมา
“ดาวเปล่านะคะ คุณราชเป็คนให้ดาวมาทำงานกับคุณธชเอง ดาวไม่ได้ขอมาสักหน่อยหนึ่งนะคะ”
ฉันทพิชญาเหลือบมองสบตาคมเข้มนิดหนึ่ง เสมองหลบในทันที เพราะสู้แรงคมกล้านั้นไม่ไหว พูดปฏิเสธคำกล่าวหาของคนตัวโตออกมาเบาๆ
"ฮึ!!... ให้ฉันตาย ฉันก็ไม่เชื่อคำพูดของเธอหรอกนะ เธอน่ะคิดยังไงทำไมฉันจะไม่รู้ เธอมันผู้หญิงมารยาสาไถ่ ฉันไม่หลงกลมารยาหลายร้อยเล่มเกวียนของคนอย่างเธอง่ายๆ หรอก”
จุฑาธชพูดดูิ่ดูแคลน คนตัวเล็กตรงหน้า อย่างไม่คิดจะไว้หน้า และไม่คิดจะถนอมน้ำใจกันเลยแม้แต่น้อย
ฉันทพิชญาเงยหน้ามองจ้องสบตาคมเข้ม ด้วยสายตาที่เ็ปรวดร้าวซ้ำเดิม ไปกับคำบริภาษของคนตัวโตตรงหน้า ถึงจะได้ยินเช่นนั้นทุกครั้งที่ปะทะกัน แต่เธอก็ยังไม่คุ้นชินเลยสักครั้ง เธอไม่คิดจะกล่าวปฏิเสธใดๆ ออกมา เพราะเธอเคยปฏิเสธมาแล้ว แต่จุฑาธชก็ไม่คิดจะฟังคำพูดของเธอเลย เธอจึงคิดว่า ‘พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง’
แต่แทนที่จะเป็ไปในทางที่ดี ที่นิ่งเงียบไม่พูดโต้แย้งหรือปฏิเสธอย่างนั้น ตามที่คิดไว้ กลับเปล่าเลย
“ที่เงียบนี่ คือยอมรับแล้วล่ะสิ ว่าเธอน่ะ เป็นังผู้หญิงจอมมารยา หวังละโมบโลภมาก อยากได้ทรัพย์สินเงินทอง อยากได้อยากมี จนคิดจะเอาตัวเองมานำเสนอให้ฉันอีกคน กับพ่อของฉันคนเดียวนี่ไม่พอใช่ไหม เลยมานำเสนอให้ฉันอีกคนน่ะ!!... ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าฉันไม่หลงกลคนอย่างเธอหรอก”
จุฑาธรพูดตัดรอนเต็มที่ และไม่คิดจะสนใจด้วยว่าคนฟังจะรู้สึกยังไง
จุฑาธชหยุดเว้น่ไปสักครู่ แล้วจึงเอ่ยขึ้นมาอีก
“ก็ได้! ในเมื่อเธออยากจะมาเป็เลขาของฉันมากนักล่ะก็ ฉันก็จะให้เป็ และจากนี้ไปเธอก็ต้องทำทุกอย่างที่ฉันสั่ง มาดูกันสิว่าคนอย่างเธอจะทนได้สักกี่น้ำ”
ฉันทพิชญากัดริมฝีปากล่างเอาไว้แน่น อย่างไม่กลัวว่ามันจะเจ็บ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา
จุฑาธชเห็นปฏิกิริยาของคนตัวเล็ก ที่ไม่ตอบโต้อะไรออกมาเลยสักคำ ก็รู้สึกหงุดหงิดใจ และไม่สบอารมณ์มากขึ้นไปอีก และก็ไม่รู้จะประฌามคนตัวเล็กนี้ยังไงอีกแล้ว ถึงจะให้เธอรู้สึกเจ็บมากไปกว่านี้
“ออกไปทำงานเลขาของเธอได้แล้ว”
ชายหนุ่มจึงไล่ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็เลขานุการคนใหม่ออกไปจากห้อง ด้วยน้ำเสียงเ็าแข็งกระด้าง
ฉันทพิชญาก้าวถอยหลัง และรีบเดินออกไปจากห้องนั้น อย่างไม่ต้องรอให้ไล่ซ้ำ
“เฮ้อออ!!!!......”
ฉันทพิชญาถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อได้มาอยู่ที่โต๊ะทำงานของเธอแล้ว เมื่อไรนะ เมื่อไรเขาถึงจะไม่คิดกับเธออย่างนี้ เธอไม่ได้เป็อย่างที่เขากล่าวหามาเลยสักนิด จะให้เธอทำยังไง เขาถึงจะยอมเชื่อบ้าง
ฉันทพิชญาครุ่นคิดไม่ตก ไปกับคำพูดกล่าวหาว่าร้ายของจุฑาธช คิดวนไปเวียนมาเป็เวลาเกือบสิบห้านาที แต่จนแล้วจนรอดก็หาทางออกไม่เจอ จึงได้แต่สลัดความคิดออกไปจากสมอง
‘เอาเถอะในเมื่อเขาอยากคิดไปในแง่ลบก็ให้เขาคิดไป เธอก็จะทำตัวของเธอ ไปตามปกติธรรมดาอย่างนี้แหละ แล้วหวังว่าสักวันเขาคงจะคิดได้เอง’ ฉันทพิชญาคิดอย่างปลงๆ
๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕