หนังสือเปลี่ยนชะตา

    บทที่ 29

    ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์สาขาประเทศไทย“นี่ก็ผ่านมาแล้วหลายสัปดาห์แล้ว ทำไมเรายังไม่ได้รับความคืบหน้าอะไรเลย.. ทั้งๆที่เรามีเทคโนโลยีในการจับคลื่นพลังที่เหนือธรรมชาติแล้วแท้ๆ..” ทรี หนึ่งในสามของผู้นำองค์กรวิทยาศาสตร์เอ่ยกล่าวออกมา ตอนนี้เขาอยู่ในชุดสูทสีขาว หน้าหล่อเหลา และรูปร่างดี ดูมีภูมิฐาน“ท่านทรีครับ โปรดใจเย็นลงก่อนนะครับ ตอนนี้อย่างน้อยเราก็ทราบแล้วว่า ปัญญาอยู่ภายในประเทศไทย.. คนของเราเองก็ประจำการอยู่ตามหัวเมืองสำคัญๆแล้วครับ” ลูกน้องคนสนิทเอ่ยกล่าวออกมา“เหอะ มันก็เป็นข้อมูลตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วไม่ใช่หรือยังไง... คนของเราก็มีตั้งมากมาย ทำไมถึงยังไม่ได้ข้อมูลมาเพิ่มอีก” ทรีกล่าวออกมาอย่างหัวเสีย เขาอยู่ที่ประเทศนี้มานานเกือบจะ 2 อาทิตย์แล้ว แต่ข้อมูลที่ได้มามันกลับน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยอีก แล้วเขาจะกลับไปรายงานความคืบหน้าให้กับพี่ทั้งสองของเขาได้อย่างไรกัน“ตอนนี้เราได้จับตามองพวกตำหนักปราณอะไรนั่นอยู่ครับ.. พวกมันเองก็ส่งคนเข้าตามหาปัญญาที่เป็นสัญลักษณ์องค์กรของพวกมันเช่นกัน.. คนของเราที่เข้าไปเป็นสายลับแจ้งเข้ามาว่า พวกมันรวมตัวกันส่วนใหญ่ที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือครับ...” ลูกน้องอีกคนกล่าวออกมา เมื่อเห็นว่าเจ้านายของตัวเองกำลังหัวเสียอยู่ เพื่อระงับอารมณ์ร้ายของเขา“หึ แล้วยังไง.. มันอาจจะเป็นแผนลวงของพวกมันก็ได้.. เรามีเครื่องที่ตรวจจับอยู่แล้วไม่ใช่หรือยังไง.. ทำไมไม่ใช้พวกมันล่ะ” ทรีกล่าวต่อ“ผมได้ติดเครื่องตรวจวัดนี้ไปยังทั่วบริเวณของประเทศนี้แล้วครับ.. คลื่นพลังที่ส่งมา คือว่ามัน...” ลูกน้องตัวประกอบคนแรกกล่าวออกอย่างติดๆขัดๆ“อะไรอีกล่ะ เราทำการทดสอบแล้วเป็นอย่างดีนี่ ทำไม? หรือว่าเครื่องตรวจมีปัญหาอะไรหรือป่าวห๊ะ” ทรีเอ่ยคำถามออกไป“คือว่า... เครื่องที่ท่านให้มา มันตรวจจับพลังของคนอื่นด้วยนะครับ... ยังมีพวกที่วาติกันที่ใช้พลังปราบปีศาจ ไหนจะตรวจพบพลังของพวกที่ใช้พลังปราณนั้นอีก .. สุดท้ายคือพลังของพวกคิมเมสัน เราก็เลยแยกแยะลำบากนะครับ” ลูกน้องตัวประกอบหมายเลขสองเอ่ยออกมารายงานสถานการณ์“อื้มมมม.. ฉันเองก็ลืมคิดเรื่องนั้นไปเลย ถ้าเราปรับเปลี่ยนการตรวจจับ โดยที่เราลบการตรวจพลังปราณ วาติกัน และพวกคิมเมสันออก.. เราจะวัดค่าได้ดียิ่งขึ้นซินะ.. แต่ว่าเราไม่รู้ว่าคลื่นพลังของปัญญาจะมีรูปแบบไหนเนี้ยซิ.. อื้มมมม” ทรีคิดอยู่นาน และบ่นกับตัวเองเล็กน้อย“ผมว่า เราควรลบพลังของพวกคิมเมสันเป็นกลุ่มแรกขอรับ ถ้าให้คิดตามเหตุ และผลแล้ว ถ้าพวกคิมเมสันมีปัญญาอยู่ในมือ การเคลื่อนไหวของพวกเขาน่าจะดูแปลก และต่างไปจากเดิมอย่างแน่นอน” ลูกน้องเอ่ยขึ้น“ก็จริงอย่างที่แกว่ามา องค์กรคิมเมสันเป็นกลางมาตั้งแต่สมัยยุคสงครามศาสนา ถ้าพวกเขามีปัญญาอยู่จริงๆ พวกเขาน่าจะประกาศออกมาโต้งๆแล้วว่าพวกเขามี ซึ่งพวกเขาก็สามารถทำได้จริงๆ ด้วยอำนาจ และพลังของพวกเขา น่าจะมากกว่าเราสามองค์กรรวมกันซะอีก..” “ลำดับต่อไปที่ควรจะตัดทิ้งออกไป คือพวกปราณ เพราะถ้าพวกมันเจอปัญญาแล้ว ผมเชื่อว่าพวกมันจะอยู่รวมๆกันเพื่อคอยคุ้มกันปัญญาอย่างแน่นอน นิสัยพวกมันเดาง่ายมาก พวกหัวโบราณอย่างนั้น” ลูกน้องเสนอออกมา แต่ดูเหมือนว่าทรีจะรู้วิธีแก้ไขที่ดีกว่าแล้ว เขาจึงเอ่ยสั่งการออกไปทันที“อื้มมม... เอาอย่างนี้ดีกว่า พวกแกไปทำการ ระบุโค๊ตของโปรแกรมตรวจสอบใหม่ ให้เก็บข้อมูลของคลื่นพลังที่เราเคยตรวจสอบพบลงไปในฐานข้อมูล และคลื่นพลังแบบใดที่มีความใกล้เคียงกับพลังที่เคยตรวจพบ ให้มันไม่แสดงผลในส่วนนี้.. ให้แสดงผลเฉพาะพลังใหม่ๆ แต่ต้องมีการยืนยันว่าพลังนี้เป็นของใครด้วย เพื่อไม่ให้ผิดพลาดในอนาคตอีก”ทรีเอ่ยออกมา พวกลูกน้องสองคนที่ได้ยินก็เริ่มทำงานทันที พวกเขาคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดี พวกเขาจะได้ระบุตัวตนพลังของคนนั้นๆไปด้วย แล้วอีกอย่างข้อมูลพวกนี้จะถูกเก็บอยู่ในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ไปอีกนาน ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว หัวหน้าของพวกเขา ช่างฉลาดล้ำเลิศจริงๆ อีกด้านหนึ่ง ที่อยู่ไม่ไกล เสียงหัวเราะของใครบางคนก็ดังขึ้น“พวกมันนี้ก็แปลกจริงๆนั่นแหละว่ามั้ย พวก ข้าหัวเราะจนจะทนไม่ไหวแล้วเนี้ย พวกมันคิดเรื่องของการตรวจจับพลังเนี้ยนะ ถ้าเราให้พวกผู้ลงอาคมลงอาคมไว้ที่เสื้อผ้า รูปแบบ และคลื่นของพลังก็เปลี่ยนไปแล้ว” หน่วยสอดแนมของพยัคฆ์ขาวคนหนึ่งกล่าวออกมา“นั้นซิ.. พวกมันไม่รู้หรือยังไงว่าที่ประเทศจีนของเรา ก็มีนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถก็อปปี้อุปกรณ์ของพวกมันอยู่นะ เรื่องคลื่นพลังงานเราเคยลองมาหมดแล้ว... ฮ่าๆ” หน่วยสอดแนมของพยัคฆ์ขาวอีกคนหัวเราะออกมา“แต่ก็นะ... ยังไงเราก็แจ้งเรื่องนี้ให้กับผู้อาวุโสทราบเป็นการดีที่สุด ข้าไม่อยากมีปัญหาในภายหลัง” หน่วยสอดแนมของพยัคฆ์ขาวคนแรกบอกกล่าวก่อนจะใช้นกปราณส่งข่าวออกไปยังต้นสังกัด และพวกเขาก็กระโดดหายไปตามตึกใกล้ๆนี้ เช้าวันใหม่ที่แสนจะสดใส สินตื่นขึ้นมาอย่างอ่อนเพลีย วันนี้เขาอยากที่จะพักผ่อนหลังจากทำงานหนักมาหลายวันแล้ว เขาตื่นขึ้นมาจากเตียงของโรงแรม ก่อนจะพูดประโยคที่มันต่างออกไปจากเดิม“วันนี้ของขี้เกียจสักวันนะ...” สินพูดพร้อมกับบิดขี้เกียจออกมาหลายครั้ง เขาลุกออกจากเตียง ทำธุระส่วนตัวเสร็จ เขามานั่งดูทีวี รายการในตอนเช้า มันเกี่ยวกับการรีวิวร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่ง ร้านอาหารแห่งนี้มีความพิเศษหลายอย่างที่ทำให้สินสนใจ           สินดูจนจบ ร้านอาหารแห่งนี้ทำให้อาหารของพวกเขาเป็นแบบมีสตอรี่ มีเรื่องราวในอาหารทุกเมนู และเมนูแต่ละเมนูก็เกี่ยวกับนิทานบ้าง ท่องเที่ยวบ้าง ที่สินได้ดูไปนั้นเป็นเมนู ‘BLUE SEA’ หรือภาษาไทยคือ ทะเลสีน้ำเงินเมื่อเข้าร้านมาจะได้รับเมนูเครื่องดื่มเป็นอย่างแรก คือ ชาเขียวต้นตำหรับญี่ปุ่นคนละแก้ว จากนั้นก็จะเป็นจานออเดิร์ฟ ‘เบอรี่พลัส’ มันเป็นเมนูที่เป็นผลไม้ออกเปรี้ยวหน่อยๆ มันทำหน้าที่เรียกน้ำย่อยได้ดี ต่อมาเป็นอาหารจานรอง ‘ทาโกยากิหมึกยักษ์’ ร้านได้นำเสนอเรื่องของการนำปลาหมึกยักษ์แท้ๆมาทำอาหาร ซอสเทอริยากิที่นำมาราดเป็นสีฟ้า สวยงามมันตัดกับสาหร่ายสีเขียวได้เป็นอย่างดี เมนูจานหลักเป็น ‘สเต็กปลาอินทรีย์ทะเล หอยโอตาตะ หอยเชลล์’ พวกมันถูกราดด้วยซอสสีน้ำเงิน และบนซอสมีกระเทียมเจียวที่ออกสีเป็นสีเหลืองๆ มันเหมือนทะเลกับหาดทราย มันสวยงามจริงๆ มีผักนิดๆหน่อยๆเป็นรูปคล้ายต้นมะพร้าว และอย่างสุดท้ายคือของหวานเป็น ไอศกรีมกะทิมะพร้าวสด ที่มีราดซอสบลูเบอรี่เป็นองค์ประกอบเสริม สินดูแล้ว เขาก็อยากไปทานเป็นอย่างมาก ร้านนั้นมีชื่อว่า‘STORY by CHEF EINO’---------------------------------------------

    error loadedสเต็กปลาอินทรีย์ อร่อย!