ในตอนนี้นั้นทั่วทั้งเมืองไม่มีใครที่ไม่รู้จักรโรงเตี้ยมของ อู๋ซวงทั้งรสชาติอาหารและสุราล้วนไร้ที่ติเขาตั้งชื่อ
โรงเตี้ยมแห่งนี้ว่า ดารา์เลิศรส ที่นำชื่อเมืองแห่งนี้มาตั้งนั้นเพราะที่นี่คือที่สุดของที่สุดแห่งอาหารและสุรายิ่งเวลาผ่านไปนานเข้าเท่าไหร่จำนวนลูกข้าก็ยิ่งจะมากขึ้นและมากขึ้นถึงมันจะเป็อย่างนั้นมันก็ไม่ได้มีปัญหากับอู๋ซวงเลยสักนิดเป็เพราะว่าเขารู้วิธีการบริหารจัดการที่ดีและใช้คนตรงต่อความสามารถของบุคคลนั้นโดยที่เด็กนั้นแทบจะไม่ต้องลงมือทำอะไรเลยเพียงแค่สั่งงานไว้ล่วงหน้าก็เท่านั้น
หลังจากผ่านมาหลายเดือนตอนนี้นั้นน้ำหนักของเด็กหนุ่มลดลงเป็อย่างมากจากการที่ฝึกพลังยุทธ์ทุกวันและการควบคุมอาหารเขากลายเป็ชายหนุ่มรูปงามร่างกายสมส่วนดั่งชายชาตรี น่าตาหล่อเหลาบุคลิกท่าทางเต็มเปรี่ยมไปด้วยความรอบรู้ผู้มีสติปัญญาเป็คนเหนือ ช่างแตกต่างจากเ้าอ้วนก่อนหน้าเหมือนเป็คนละคน
เมื่อเห็นสภาพการเปลี่ยนแปลงที่ไกลสุดกู่แม่ทัพอู๋ผู้เป็บิดาถึงกับอึ่งแล้วก็ทึ่งที่เ้าอ้วนบุตรรักของตนในยามนี้มันกลายเป็บุรุษหนุ่มรูปงามเสียแล้วมันจึงไม่พลาดเลยที่จะเรียกอู๋ซวงมาคุยกันเป็การส่วนตัวเพื่อขอสูตรเคล็ดลับในการดูแลของเด็กหนุ่มในยามนี้เด็กหนุ่มกลายเป็ที่หมายปองของหญิงสาวมากมาย ทางด้านภรรยาของ อู๋ซวงนั้นในตอนแรกๆก็มีความปิติยินดีเป็อย่างมากที่สามีของตนนั้นกลายเป็บุรุษเหนือบุรุษแต่เมื่อต้องมาเห็นบรรดาอิสตรี มากหน้าหลายตาคอยแอบส่งสายตาหวานให้พวกเธอก็เริ่มที่จะแอบหวั่นใจเป็ได้ว่าพ่อหนุ่มรูปงามจะสรรหาภรรยามาเพิ่มพวกเธอจึงต้องคอยเฝ้าอู๋ซวงไม่ให้หลุดพ้นสายตา จะต้องอยู่ในสายตัวของพวกเธอตลอดเวลา
่ยามเย็นของทุกวันนั้นเด็กหนุ่มมักจะชอบเดินปลีกวิเวกคนเดียวเพื่อเดินสำรวจสภาพความเป็อยู่ของ
ปุถุชนคนธรรมดา ไม่รู้ว่าตัวของเขาเองเดินมาไกลเท่าไหร่แล้วจากการชื่นชมทิวทัศน์จนกระทั่งเดินออกมาที่ย่านสลัมของเมืองดารา์ สถานที่แห่งนี้ผู้ที่มีฐานะมีอันจะกินไม่ค่อยอยากจะเหยียบเข้ามามากนักเพราะสภาพแวดล้อมโดยรอบมีแต่สิ่งโสโครก มีทั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์เต็มไปหมดเพราะคนที่นี่โดยส่วนมากดำรงชีพด้วยการคุ้ยเขี่ยและนำขยะที่คาดว่าจะขายได้นำไปขาย
หากจะถามว่าทำไมผู้คนมากมายเหล่านี้ถึงไม่ไปประกอบอาชีพอื่น อ่ะเหรอ…เป็เพราะพวกเขาทุกคนล้วนไร้ที่ทำกิน ไร้ที่อยู่อาศัย หลบแดดหลบฝนเพียงแค่กระต๊อบชั่วคราวที่ถูกสร้างขึ้นที่มีอยู่หลายพันหลังคาเรือนณ ที่แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็เด็กหรือผู้ใหญ่คนทุกคนก็ต้องดิ้นรนเพื่อ ความอยู่รอดในระหว่างที่อู๋ซวงกำลังคิดอะไรเพลินๆนั้นก็ได้ยินเสียงคนด่าทอกันเสียงดังซึ่งอยู่ห่างจากตนเกือบ100 เมตร
"เฮ้ย….เ้าเด็กโสโครกเมื่อไหร่แก่จะจายเงินให้พวกเรา ห๊า…..
"อะไรของพวกเ้ากันก็ก่อนที่ ท่านพ่อท่านแม่ของข้าจะตายไปก็จ่ายเงินที่กู้มาไปหมดแล้ว
"ฮ่า ฮ่า เ้าหนู เงินที่พ่อกับแม่เ้าจ่ายไปนั้นมันเป็เพียงแค่เงินต้นเท่านั้นจงจ่ายพวกข้ามาค่าดอกเบี้ย 10000 เหรียญเงิน
"อะไรกันจะเป็ไปได้ยังไงก็เงินต้นและดอกท่านพ่อแม่ของข้าก็จ่ายไปหมดแล้วพวกเ้าช่างชั่วช้าไร้ยางอายนักที่รังแกคนไม่มีทางสู้เช่นข้า
"แก่กล้าด่าข้าอย่างงั้น รึช่างไม่เจียมกะลาหัวเป็แค่ไอ้เด็กกระจอกแท้ๆมันทั้งเตะและกระทืบเด็กหนุ่มผู้นั้นด้วยความเมามันหลังจากนั้นมันก็เอาเท้าของมันเหยียบที่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม
จิ๊ จิ๊ ฮ่า ฮ่า เ้าหนูในเมื่อแก่ไม่ยอมจ่ายเงินข้าขอรับแขนซ้ายของแก่ไปก่อนแล้วกัน
ฉับ…..แขนซ้ายของเด็กหนุ่มผู้โชคร้ายถูกตัดขาดทันที
มีเพียงแค่เสียงอู้อี้ในลำคอเท่านั้นเขาพยายามฝืนใจตัวเองที่จะไม่ยอมจะส่งเสียงกรีดร้องออกมาถึงจะเ็ปเจียนตายก็ตามเพราะนี่คือศักดิ์ศรีสุดท้ายของตนที่จะไม่ยอมแสดงตนเป็คนน่าสมเพชเด็ดขาดถึงจะตายก็ยอม
ที่อู๋ซวงไม่เข้าไปช่วยเหลือแต่แรกเพราะตนเองยังไม่เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงว่าใครผิดใครถูกแต่เมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่าชายผู้นั้นเป็คนโฉด เขาพุ่งตรงไปด้วยความรวดเร็วเต็มฝีเท้าโดยไร้เสียงไร้คลื่นลมปราณอ้อมไปที่ด้านหลังของมันจับมันหักคอเต็มแรง…
กร๊อบ…..คอของมันถึงกับหมุ่นรอบตัวเองเป็ 360 องศา ในทันทีร่างของมันค่อยๆล้มลงพร้อมทั้งร่างที่บิดกระตุก