เสียงดังกึกกัก ก้องอยู่ในห้องพระโรงของเสียงระโหมทึกเครื่องตีที่อยู่ตรงพนังดังขึ้น
ข้าหวั่นใจและกังวล ครุ่นคิดว่าจะเป็หนูโสโมมตัวเดิมที่ชอบมาแทะเครื่องดนตรีเล่น จะเห็นใจมันก็เห็นใจ ที่ทำไปเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง แต่ข้าก็ต้องงจับและเอามันออกไปจากห้องทรงดนตรี เครื่องราชย์เสียงฆ้องให้ออกไป
ยศ ฐาบรรดาศักดิ์คือความจริงอันเป็สัจจะประพจน์ที่ข้าไม่อาจจะหลีกหนี ข้าทำได้เพียงเหลือบมองดูตำราของราฉิ่วอู้ ต้นตำรับวิชาการรบ วิชาการเมืองการปกครองของเหล่าบรรดาลูกกษัตริย์และขุนนางได้เรียนกัน
ลูกไพร่พลหรือข้าราชการระดับล่างจะไม่มีสิทธ์ได้ขึ้นมาเทียบท่ากับวิชาการจัดการ การเมืองการปกครอง และในฐานะของลูกเ้าเมืองอย่างข้าผลการเรียนต้องถูกตราหน้าว่าเป็ที่หนึ่งของชั้นเรียน
เสียงส้อง เสียงฆ้องในห้องเครื่องเล่นยังคงดีงกึกก้อง กึกกักจากเสียงหนูให้ข้าได้ยินทุกครั้ง รำไป ไม่มีความเศร้าสลดใดจะทดแทนได้ถึงครั้งที่มือข้าัักับขลุ่ยไผ่ยาวหนึ่งเล่าสีน้ำตาลเข้มสลับกับสีน้ำตาลอ่อน วาดด้วยรวดลายคล้ายกับหนังเสือโคร่ง
ข้ายังคงใช้ลมจากปอดเป่ามันขึ้นมา ทำให้ข้าชื่นใจ สุขสันต์ ไร้ทุกข์โศกจากการหยิบจับอาวุธคู่ศาสตรา รบเคียงข้างกายบิดา จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในพสุธา ณ ศตวรรษนี้จารึก
บุรุษนับล้านพล คนนับล้านนาย ถูกเกณฑ์ ถูกบังคับตรากตรำมาด้วยความจำเป็ของพิษภัยทางา เมื่อครั้งก่อนต้นตระกูลสมัยที่ปู่ของพ่อข้ายังคงอยู่ ความแห้งแล้ง กันดารเกิดขึ้น ผู้คนขัดสน ประชาชนล้มตายด้วยความหิวโซ
ข้าศึกจากเมืองเหนือถือธงแดงเอาฤกษ์ชัย กรีฑาทัพบุกเข้าโจมตีที่เมืองหุ่นหลั่น เมืองข้าว เมืองน้ำ หนึ่งในอาณัตการปกครองของกษัตริย์เอิ๋งเตี้ยงเวิ้ง นั่นชื่อของท่านปู่ของพ่อข้า
เสียงตัวโน้ตของขลุ่ยโดดขึ้นมาอย่างผิดคีย์และทำให้ข้าอารมณ์เสียขึ้นมาราวกับถูกบางอย่างขัดใจ แต่ข้าก็ไม่ยอมแพ้กับมัน จนกระทั่ง....
"กรู่ กริ้ว กรู่กริ้ว" เสียงของสัตว์ปีกจำนวนสามตัวลอยผ่านขึ้นมา เหนือศีรษะของข้า ข้ารีบจับขลุ่ยไผ่ยาวเลาหนึ่งไป แล้วลุกพรวดพรั่นวิ่งตรงไปตามเสียงของสัตว์ปีกพวกนั้น
จนกระทั่งพวกมันอยู่เหนือหนองน้ำแอ่งหนึ่ง ข้าเองก็เดินเข้าไปหามันอย่างแ่เบา ขนของมันสวยสดงดงาม ปุยนุ่มสีขาวนุ่มฝูเมื่อปีกของมันสยายออกมาสู่สายตาข้า
ความรู้สึกตื่นเต้นแผดซ่านซ่าไปตามเส้นเื เส้นสายทุกแขนง ดวงตาของข้าเบิกโพลนราวกับตื่นเต้นกับสัตว์ปีกพวกนั้นที่ข้าไม่เคยเห็น
"อืม เ้าพวกนั้นเรียกว่า นกกระเรียนป่า เพค่ะ" เสียงของนางนม แม่เลี้ยงเพียงคนเดียวของข้า นางอ้วนท้วมดูสมบูรณ์สวมใส่ชุดพื้นเมืองฮาหยอน ที่มีลักษณะเป็ผ้ามัดขึ้นมา เผยให้เห็นส่วนไหล่และคอเพียงเท่านั้นนอกนั้นก็มิดชิดหมด สีเสื้อดูซีดเซียวไม่ต่างกับหน้าตาของนาง
"อ้าว อย่างนั้นเหรอ แม่นม"
"เพค่ะ" นางโค้งคำนับ ไม่สบตาข้า เป็เช่นนี้มาั้แ่ข้าเริ่มโตและรู้ความมากกว่าปรกติ ด้วยฐานะบรรดาศักดิ์แม่นมผู้นี้อยู่มาั้แ่สมัยปู่ของข้ายังครองราชย์อยู่ เมื่อศักด์สูงขึ้นข้าก็อดคิดถึงภาพความสนิทสนมเมื่อครั้งเยาว์วัยกับนางไม่ได้
ขัดใจไม่น้อยเลยล่ะ
ด้วยความที่แม่ของข้าก็เป็วีรสตรี ผู้ห้าวหาญไม่ต่างจากนักรบ นางรบเคียงข้างกับบิดาข้า แต่ทว่า ข้าศึกจับไต่และเกมต่อสู้ของมารดาข้าได้ ทำให้นางต้องตายในตอนที่ข้าอายุได้เพียงสามขวบปี
แล้วหลังจากนั้นการสิ้นพระชนของพระอัยกาก็เกิดขึ้น บ้านเมืองเริ่มคล่อนแคลง แล้วพ่อของข้าก็ขึ้นรับตำแหน่งราวกับถูกจัดวางกันไว้ รวมถึงมีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับบิดาข้าลอบปลงพระชนพระบิดาตัวเองบ้าง บ้างก็ว่าเป็เื่วงในที่ตัวข้าเองไม่อยากจะไปสุงสิงหรืออยู่พรรคฝ่ายใด ให้ใจขุ่นมัวเล่น
เป็เื่การบ้านการเมืองที่ข้าไม่ค่อยสนใจ แต่สนใจเพียงแค่ขลุ่ยไผ่หนึ่งเลากับบทเพลงที่ข้าประพันธ์ขึ้นมาในยามวิกาลราตรีกฏ
"ฝ่าาเพค่ะ อีกไม่กี่คร่าจะเข้าสู่ ยามเหม่าแล้วนะเพคะ" ใบหน้าของแม่นมข้าเริ่มหน่ายเหนื่อยสลด จากใบหน้าที่ซีดเซียวเป็ทุนเดิม ยิ่งทำให้ข้าเห็นแล้วระเหี่ยใจตามอย่างที่ไม่ต้องพูดหรือแสดงสิ่งใดออกไป "เมืองเหนือจะบุกเข้ามาอีกแล้วนะ เพคะ"
"แม่นม ข้าไม่ออกไปรบได้ไหม" ข้าพูดออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือแต่เต็มไปด้วยมวลความรู้สึกของความอึดอัดและกลืนใจไม่ลง แม่นมส่ายหน้าตอบ แววตาของนางดูแข็งกร้าวขึ้น แต่น้ำตายังคงไหลหนองออกมาให้ข้าเห็น
ข้าไม่นึกมาก่อนว่า 'แววตาแบบนั้นช่างคลับคล้ายกับแม่ข้าเมื่อข้าจำความได้ในยามที่ข้าอายุเพียงสามขวบ' นางไม่แสดงถึงความอ่อนแอของผู้หญิงเป็ทุนเดิม แต่นางกลับหาญห้าวดุจนักรบชายผู้ทนงตนในสมรภูมิ
ข้าวางขลุ่ยนั้นลงในห้องพระโรง ทิ้งเศษกระดาษและพู่กันจำนวนนับสิบวางทิ้งไว้ด้วยกัน เมื่อถึงครั้งครายามตะวันเผย ข้าก็ต้องสวมใส่เสื้อเกราะที่ทำจากสำริดแปรรูปเป็สีเงินดูอร่ามตา แลรู้ได้ทุกครั้งว่า ข้ามีศักดิ์เป็ลูกกษัตริย์
ข้าทรงม้าออกไปพร้อมกับบิดาข้า ที่กำลังโบกมือให้กับประชาราษฏรที่ออกต้อนรับ บางคนก็หมอบกราบข้า ขนบางครั้งข้าคิดว่า ข้าก็อยากเป็เพียงมนุษย์ธรรมดาที่มีเครื่องดนตรีให้โปดรปรานเล่น ไม่ต้องมีศักดิ์ใหญ่โตป่านนี้ มีความรับผิดชอบที่ต้องแบกประวัติศาสตร์ของทั้งตระกูล
"พระองค์ชายและกษัตริย์ เสด็จ!" เสียงของหัวหน้าองครักษ์ จางฉิงอิ่นะโลั่นขึ้น ฝ่ามือทำวันทยาหัตสามนิ้วคว่ำให้กับประชากรเห็น ข้า เขาเป็องค์รักษ์ส่วนพระองค์ในวังหลวง บ่อยครั้งที่ข้าร่ำเรียนวิชาการต่อสู้ประชิดกับเขา มันเหนื่อยหน่ายใจอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะทุกครั้งที่เห็นใบหน้าของเขา
ความทรงจำที่หลอนใจเ่าั้ ข้าไม่อยากจะจดจำมัน
ท่ามกลางเสียงโฮ่ร้องลั่นดีใจของประชาชน ข้ากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกโศกเศร้าและกฏข้อบังคับที่ตราหน้าให้ข้าเป็ในสิ่งที่คนอื่นหมายปั้น แต่เพราะข้าไม่รู้จะทำอย่างไร ข้าขอแค่ให้ข้าได้จับขลุ่ยไผ่เล่นบทเพลงเศร้าโศกสมรภูมิ
ชั่วขณะหนึ่ง บทเพลงอันร่ำไส เป่าพระทรวงให้โล่งใจก็ดังขึ้น
'เพียงหนึ่งลมกรด จบเอนลงทบ หมายมิตร แผ่นดินผืนตะวันหมายส่อง จันทราราตรีกรด แม้นกษัตริย์ ก็ไม่อาจจะเข้าใจบทเพลงของบุตรชายตน
หมายมั่นปั้นแต่งขุนแผ่นดินและการปั้นข่าวหลอกลวง ข้านั้นขับขาน วาโยหัตย์จากทรวงพระทัย ซ้องเสียงประกบลงกับน้ำตาที่ไหลมาพร้อมกับเสียงเ่าั้'
ข้าคิดถึงเสียงเพลงและเสียง 'กรู่กริ้ว' ของนกกระเรียนที่ดังเมื่อยามอิ๋นก่อนที่แม่นมจะเดินเข้ามา ข้าได้รับรู้ว่า สัตว์ปีกสีขาวใหญ่ ขนปุยนุ่มสยายปีกเมื่อเช้าคือ กระเรียนป่า เป็กระเรียนที่ข้าเห็นเพียงตัวเดียว แต่งดงามจับตาข้าราวกับมันมีความเชื่อมโยงบางอย่างกับข้า
เมื่อม้าพ้นจากประตูเมือง ก็เป็ทุ่งกว้างใหญ่ หญ้าไหมคล้ายกับพรหมสีทองอร่ามอยู่เป็หย่อมๆ ที่มีบรรดาไพร่พลและทหารชายฉกรรจ์ ผู้ร่างกายกำยำล่ำสั่น ถูกคัดและฝึกมาเป็อย่างดีเพื่อรับใช้ราชวงศ์ของข้าสืบมาเป็ทอดๆ ของวงศ์ตระกูล ความภักดีของพวกเขาจะถูกจารึกลงประวัติศาสตร์หากป้องปกเมืองจากภัยร้ายให้ลูกหลานได้ชื่นชมนามพวกเขา
แทนที่จะเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ในศึกรบครานี้แต่ทุกครั้งที่ข้าหทรงม้า บนอานของมันกลับเต็มไปด้วยความหวั่นเกรงจากห้วงลึกของจิตใจ หญ้าแห้งเ่าั้ใน่รบนีี้
เป็ฤดูหนาวที่เข้ามาไว้ยิ่งกว่าลมฝนใน่ฤดูที่ผ่านมา หนาวสุดขั้วจับใจอย่างระงมทงทึก มือสองข้างของข้าสั่นเกรง ใคร่กังวลว่าถึงคราจับดาบ คมดาบที่ฟาดฟันจะไม่แรง แกร่งกล้าเหมือนทุกครั้งที่เคยจับมา
"ฟู่!" เสียงเปล่าลมหายใจของพ่อข้าดังขึ้น ฝูงลมสีขาวไหลออกมาจากจมูกและปากของเขา "ฤดูหนาวมาถึงไวอย่างน่าเหลือเชื่อ ศึกคร่านี้ต้องให้ร่างกายอุ่นไว้ก่อน ตื่นตัวเสมอ"
น้ำเสียงอันราบเรียบของพ่อข้าพูดขึ้น เขาทรงม้าอยู่ข้างหน้าข้า ข้าเองก็หวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก ทำได้แค่เพียงฝืนยิ้มแห้งๆให้กับเขา
"เอาล่ะ เดินหน้า!" คำสั่งของกษัตรริย์ถือเป็คำขาดที่ข้าต้องถือและปฏิบัติตาม จะได้เป็ธรรมเนียมแต่กลับกันก็ต้องซ้อนความอ่อนไหวของจิตใจไว้ให้มิดชิดไม่แสดงออกมา
ไม่เช่นนั้นจะเสียชื่อ เสียเกียรติของวงศ์ตระกูลที่มีบันทึกมาอย่างหลากหลายสมัยถึงเกียรติและความเชื่อมั่นของตระกูล ข้าเป็เพียงชายหนุ่มร่างไม่เล็กและใหญ่มาก แต่ก็พอจับด้ามดาบขึ้นมาสู้ได้ทุกครั้ง
"เฮือกๆ!" เสียงของคนคุมพลม้าวิ่งตรงไปพร้อมกัน
ความรู้สึกและความทรงจำของข้ายังอยู่กับนกกระเรียนตัวงามตัวนั้น นึกถึงขลุ่ยหนึ่งเลาที่วางอยู่ ปากกาพู่กันที่ข้าประพันธ์เพลงจนกระทั่งข้าเกิดความคิด บทเพลงกระเรียนจันทราขึ้น
เมื่อยามไฮ่มาถึงยามเหม่า ทุกคืนวันวานจันทราก็เลื่อนออกจากเมฆาที่บดบัง แสงจันทราส่องประกายเจิดจรัสในม่านหมอกความมืด ฝูงกระเรียนโบยบินบนอากาศธาตุนภาสยบ เอนอ่อนเอียงกายผ่อนคลาย โล่งใจเป่าขลุ่ยรั้งสรรค์เสียงจรรโลงใจ
ข้าคิดออกแล้ว
'บทเพลงกระเรียนจันทรา'