วรกานต์บินหนีหัวซุกหัวซุน จนใกล้รุ่งสาง นางจึงหลบลงยังพื้นดิน อาศัยต้นไม้แฝงกาย รองเท้ากินรีทำให้การเดินทางไม่ยุ่งยาก เท้าของนางไม่แตะโดนพื้นด้วยซ้ำ ความเร็วเช่นนี้ ไม่น่าจะมีใครตามทันแล้วมั๊ง นางเหลียวหลังมองไม่เห็นวี่แววสิ่งมีชีวิตที่ติดตามมา
“เฮ้อ”
สาวน้อยถอนหายใจโล่งอก ในที่สุดก็หลุดพ้น ว่าแต่ตอนนี้มันเป็สถานที่ใดกัน หากยังอาศัยหลบตามพุ่มไม้ คงไม่อาจคาดเดาได้ ลองบินขึ้นไปดูข้างบนดีกว่า ร่างน้อยลอยขึ้นไปกลางอากาศ สูงจนมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่าง ส่วนใหญ่เป็ป่ากว้างสุดสายตา
“มันดินแดนอะไรกันเนี่ย ผู้คนไปไหนกันหมด”
นางป้องมือกับหน้าผากมน บ่นพำพึม เหาะลงมายังพื้นดิน บินมาครึ่งค่อนวันยังไม่พ้นป่า ร่างน้อยอ่อนระโหยโรยแรง เดินโซซัดโซเซ ไปที่ธารน้ำตกเบื้องหน้า คืนนี้สงสัยคงได้นอนกลางป่า นางวักน้ำล้างหน้าแล้วทิ้งตัวหงายหลังนอนแผ่หลา มองท้องฟ้าเบื้องบน จนพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ไม่นานความมืดก็เข้าครอบคลุม ร่างบางผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน
“กี๊!ๆ”
อสุรกาย คืบคลานมาใกล้ร่างที่นอนหลับไปไม่รู้ตัว
“ฉึก!”
แสงสีขาวพุ่งวาบไปที่หน้าอกของมัน ร่างอสุรกายมอดไหม้สลายไปในพริบตา
ร่างสูงโปร่ง ก้าวออกมาจากป่าช้าๆ หยุดยืนมองร่างที่นอนหลับอยู่ คิ้วเรียวขมวดแน่น เพ่งพิศใบหน้าเล็กจ้อย ผิวขาวลออ หลับตาพริ้มราวตกอยู่ในความฝัน จมูกโด่ง และริมฝีบางอิ่มสีชมพูคล้ายแย้มยิ้ม
“หึ” คนตัวสูงยกมุมปาก สำรวจคนตรงหน้า สายตาคมดุจเหยี่ยวหยุดลงที่ปลายเท้าเล็กๆ ทั้งสองข้าง เหมือนคนนอนหลับรู้ตัวพลิกร่างนอนตะแคงข้าง งอตัวเข้าหากันเหมือนกุ้ง
นิ้วเรียวยาวมีแสงสว่างวาดผ่านร่างคนนอนหลับจึงปรากฏรูปกายที่แท้จริง
“งูเขียวตัวน้อยมีหงอนที่นอนขดตัวนิ่งเหมือนได้รับความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้น” มุมปากหยักโค้งขึ้น