ตอนที่ 6 "เบาะแสแรก"
ผมเดินอย่างไร้จุดหมายออกมาจากตรอกเล็กๆ นั้น
เสียงจอแจของเยาวราชที่เคยทำให้ผมรู้สึกมีชีวิตชีวา บัดนี้กลับดังเหมือนเสียงรบกวนที่ว่างเปล่า
กลิ่นหอมของอาหารข้างทางไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกหิวแม้แต่น้อย
ในหัวของผมมันตื้อไปหมด ความผิดหวังที่แผนการทุกอย่างพังทลายลงมันหนักอึ้งจนแทบจะก้าวขาไม่ออก...
ผมเดินปะปนไปกับฝูงชน กลิ่นเกาลัดคั่วหอมๆ จากรถเข็นข้างทางลอยมาปะทะจมูก
เสียงตะหลิวกระทบกระทะเหล็กดังมาจากร้านราดหน้าที่ควันโขมง
ภาพของนักท่องเที่ยวที่กำลังหัวเราะและถ่ายรูปกับป้ายไฟสีแดงสดใส...
ทุกสิ่งรอบตัวผมคือสัญลักษณ์ของ "ชีวิต" ที่กำลังดำเนินไปอย่างปกติสุข แต่สำหรับผม มันเป็เพียงฉากละครที่ผมไม่มีส่วนร่วม
ผมเหมือนิญญาที่เดินผ่านโลกของผู้คนที่มีความสุข ไม่สามารถััหรือรู้สึกถึงสิ่งใดได้อีกต่อไป
แล้วผมจะทำยังไงต่อ?
ต้องทนอยู่กับสภาพนี้ไปอีกสองสามวันอย่างนั้นหรือ?
คำถามนั้นก้องอยู่ในหัวขณะที่สายตาของผมกวาดมองไปเรื่อยเปื่อย ปล่อยให้แสงสีนีออนและฝูงชนไหลผ่านไปเหมือนภาพในฝัน
จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับเสาไฟฟ้าต้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยใบปลิวแปะทับกันจนหนาเตอะ
ส่วนใหญ่เป็ใบปลิวเงินกู้ คอนโดลดราคา... แต่มีแผ่นหนึ่งที่ใช้ตัวอักษรสีแดงเข้มเขียนไว้ว่า: "รับสืบทุกเื่... ตามหาคน... หาความจริง"
ผมหยุดยืนอ่านมันนิ่งๆ ในใจพลางหัวเราะเยาะตัวเอง...
สืบเื่? จะให้ไปจ้างใครมาสืบเื่บ้าๆ แบบนี้ได้ล่ะ?
ใครจะไปเชื่อเื่ภาพหลอนเสียงกระซิบกัน... ไม่มีใครช่วยผมได้หรอกเื่นี้...
และความคิดนั้นเองที่จุดประกายขึ้นมา...
ไม่มีใครช่วย... ก็ต้องช่วยตัวเอง
แล้วนักสืบเขาเริ่มจากอะไร? ก็ต้องเริ่มจาก "การหาข้อมูล"
แล้วข้อมูลในโลกยุคนี้มันอยู่ที่ไหนกันล่ะ? ... อินเทอร์เน็ต!
ทำไมผมถึงลืมเื่ง่ายๆ แบบนี้ไปได้!
ความคิดนั้นทำให้ผมหยุดเดินอย่างไร้จุดหมาย ผมหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจร้านรวงรอบข้างอีกต่อไป แต่สาวเท้าอย่างมุ่งมั่นกลับบ้านในทันที
เมื่อถึงบ้าน ผมเดินเข้าไปเจออาม่านั่งดูทีวีอยู่พอดี
"อาม่า ผมกลับมาแล้วนะ" ผมทักทายท่านสั้นๆ ขณะที่กำลังถอดรองเท้า
"อ้าว อาเพ้ง กลับมาแล้วเหรอ"
เสียงของท่านดึงผมออกจากภวังค์ได้ชั่วครู่ ผมหันไปพยักหน้ารับ แต่สายตาของอาม่าที่มองกลับมานั้นเต็มไปด้วยความห่วงใย
ท่านหรี่ตามองผมผ่านแว่นสายตาหนาเตอะ
"ทำไมหน้าตาดูไม่ดีเลยลูก ไปเจออะไรมารึเปล่า แล้วนี่กินอะไรรึยัง?"
คำถามนั้นทำให้ผมใจกระตุก ผมรู้สึกผิดที่ต้องปิดบังท่าน แต่จะให้เล่าเื่บ้าๆ พวกนี้ไปได้อย่างไร
"ยังเลยครับม่า พอดี...เครียดเื่งานนิดหน่อยน่ะครับ เดี๋ยวผมหาอะไรกินเอง ไม่เป็ไร"
ผมเค้นเสียงตอบออกไป รู้สึกถึงรสขมปร่าในลำคอ และรีบเดินเลี่ยงขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของตัวเองทันที
แต่แทนที่จะทิ้งกระเป๋าลงบนเตียง ผมกลับวางมันลงแล้วเทของทุกอย่างที่อยู่ในนั้นออกมาอย่างรวดเร็ว...
กองเอกสาร... กระเป๋าสตางค์... พาวเวอร์แบงค์... และผ้าเช็ดหน้าที่ห่อของสำคัญชิ้นนั้นไว้
แรงเททำให้ ขุนหยกสีแดงเืนก กลิ้งหลุดออกมาจากผ้าเช็ดหน้าที่คลี่ออก มันนอนแน่นิ่งอยู่บนผ้าปูที่นอนสีขาวของผม
แสงไฟสีนวลจากโคมไฟบนหัวเตียงส่องกระทบลงบนผิวหยก แต่แทนที่มันจะสะท้อนแสงวาววับดังเช่นหยกทั่วไป มันกลับดูดกลืนแสงนั้นเข้าไปในเนื้อสีแดงเข้มของมัน
ราวกับเป็วัตถุที่มีชีวิตและกำลังสูบกลืนแสงสว่างรอบตัว
ลวดลายภายในที่เคยดูเหมือนลายหินธรรมชาติ บัดนี้กลับดูคล้ายเส้นเืฝอยที่กำลังเต้นตุบๆ อยู่ภายใต้ผิวที่เรียบสนิทนั้น...
ในห้องที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ผมกลับรู้สึกว่ารอบๆ ตัวหยกชิ้นนั้นมีไอร้อนบางๆ ลอยอยู่
และดูเหมือนว่าสีแดงเืนกของมันจะเข้มขึ้นกว่าที่ผมจำได้
แล็ปท็อปของผมหลุดออกมาเป็ชิ้นสุดท้าย ผมรีบคว้ามันขึ้นมาทันที
และในจังหวะที่ยืดตัวขึ้นนั้นเอง สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นขุนหยกที่นอนเปิดเปลือยอยู่ ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง
รีบหันหน้าหนีทันทีเหมือนมองของน่ากลัว ไม่กล้าจ้องมองมันอีกเป็ครั้งที่สอง
ผมนำแล็ปท็อปไปวางบนโต๊ะแล้วเปิดเครื่องขึ้นอย่างรวดเร็ว พยายามไม่คิดถึงวัตถุโบราณสีเืที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงนอนของผมด้านหลัง
แสงสว่างจากหน้าจอส่องกระทบใบหน้าที่เคร่งเครียดแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นของผม
นิ้วของผมลอยอยู่เหนือแป้นพิมพ์... พร้อมแล้วที่จะเริ่มการค้นคว้าที่จะเปลี่ยนชีวิตของผมไปตลอดกาล
แสงสีขาวจากหน้าจอสะท้อนอยู่ในแววตาของผม เคอร์เซอร์กะพริบเป็จังหวะอยู่ในช่องค้นหาของ Google ราวกับจะเร่งเร้า...
แต่ผมกลับพิมพ์อะไรไม่ออก
ผมจะเริ่มจากตรงไหนดี?
ถึงแม้ภายนอกผมจะดูมุ่งมั่น แต่ในหัวกลับสับสนวุ่นวายไปหมด ภาพในหัวตีกันยุ่งเหยิงไปหมด...
แววตาของผู้หญิงคนนั้น... ลายปักั... กำแพงหินโบราณ... ขุนหยก... อากงจู...
ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็ชิ้นส่วนของปริศนา แต่เป็ปริศนาที่มาจากคนละกล่อง
ผมไม่รู้เลยว่าควรจะเริ่มต่อชิ้นไหนก่อน
ผมลองพิมพ์คำค้นหาแรกอย่างสิ้นหวัง: "ลายปักัโบราณ"
ผลลัพธ์ที่ได้คือรูปภาพเสื้อผ้าจีนโบราณนับหมื่นรูปจากพิพิธภัณฑ์และซีรีส์ทีวี มันกว้างเกินไป... ไร้ประโยชน์
ผมลองใหม่ "กำแพงเมืองจีนเก่าแก่"
ผลลัพธ์คือรูปกำแพงเมืองจีนและเมืองซีอานจากบริษัททัวร์... ยิ่งไปกันใหญ่
ผมกัดฟันลองอีกครั้ง พิมพ์ทุกอย่างที่นึกออกรวมกัน "ผู้หญิงชุดโบราณ ลายปักั กำแพงหิน"
ผลลัพธ์ที่ได้กลับเละเทะยิ่งกว่าเดิม มีทั้งนิยายออนไลน์ บล็อกท่องเที่ยว ไปจนถึงร้านขายเสื้อผ้าคอสเพลย์...
ผมสบถออกมาเบาๆ อย่างหัวเสีย
ผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหงุดหงิด การเริ่มต้นจาก "ภาพที่เห็น" ดูเหมือนจะเป็ทางตันโดยสิ้นเชิง
ผมพยายามนึกย้อนไปถึงคำพูดของแก้ม... 'เหมือนพี่กำลังพึมพำอะไรคนเดียวเบาๆ ด้วย'...
ผมพึมพำอะไรออกไป? ผมพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
หรือว่าผมจะพูดคำว่า "เต้าเอ๋อร์" ออกไปโดยไม่รู้ตัว? ความคิดนั้นทำให้ผมขนลุก...
ใช่แล้ว... ต้องเริ่มจาก 'เสียงที่ได้ยิน' ก่อน
ผมหลับตาลง พยายามตัดภาพรบกวนออกไป แล้วจดจ่อกับสิ่งที่ "ได้ยิน"
เสียงที่ชัดเจนและเป็ส่วนตัวกับผมมากที่สุด... เต้าเอ๋อร์...
ใช่แล้ว... มันคือสิ่งเดียวที่รู้สึกเหมือนเป็การสื่อสารโดยตรงกับผม ผมตัดสินใจในทันทีว่าจะเริ่มต้นจากจุดนี้
นิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อยของผมเริ่มพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์อย่างช้าๆ : เต้าเอ๋อร์
ผมกด Enter แล้วนั่งจ้องผลการค้นหาที่ปรากฏขึ้นมาเต็มหน้าจอ มีทั้งชื่อคน บทความ นิยาย...
ผมเลื่อนสายตาอ่านผ่านๆ อย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปสะดุดเข้ากับหัวข้อหนึ่งในเว็บบอร์ดที่พูดคุยเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีนโบราณ
ผมคลิกเข้าไปอ่านทันที
เนื้อหาในกระทู้นั้นอธิบายถึงวิธีการเรียกชื่อคนในสมัยก่อน และมีประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมแทบหยุดหายใจ:
"...การเติมคำว่า เอ๋อร์ (儿) ไว้ท้ายชื่อ เป็การเรียกขานบุตรหลานหรือผู้เยาว์ด้วยความเอ็นดูในสมัยโบราณ โดยเฉพาะในราชวงศ์ถัง... เป็คำที่แสดงความรักใคร่สนิทสนม มักใช้โดยบิดามารดาหรือผู้ใหญ่ในครอบครัวเรียกบุตรชายหรือบุตรสาวของตน..."
ผมอ่านประโยคนั้นซ้ำไปซ้ำมา...
เืทั้งตัวของผมเย็นเฉียบ เสียง "เต้าเอ๋อร์" ที่ผมได้ยิน...
มันคือ "เสียงเรียกของพ่อแม่ที่เรียกหาลูกชายด้วยความรัก"
แต่แล้วความรู้สึกเย็นเยียบนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด...
แม้ว่าในใจอีกส่วนหนึ่งจะะโค้านว่าข้อมูลที่ผมเจอมาจากเว็บบอร์ดนิรนาม มันอาจจะเป็เื่บังเอิญหรือข้อมูลผิดๆ ที่จะทำให้ผมหลงทางไปไกลกว่าเดิมก็ได้
แต่ถึงอย่างนั้น... มันก็ยังเป็ "เบาะแส" ชิ้นเดียวที่ผมมีในตอนนี้ เป็แสงสว่างเพียงริบหรี่เดียวในความมืดมิด
ผมเลือกที่จะเชื่อมันไปก่อน... อย่างน้อยก็ในตอนนี้
"เอาล่ะ..." ผมพึมพำกับตัวเอง รวบรวมสติกลับมาอีกครั้ง "อย่างน้อยเราก็อาจจะได้เบาะแสชิ้นแรก... 'เต้าเอ๋อร์' คือ 'เด็กชายที่ชื่อเต้า'"
ผมลองเอาเบาะแสใหม่นี้ไปลองจับคู่กับภาพที่เห็น "เด็กชายชื่อเต้า กำแพงหิน"
ผลลัพธ์ที่ได้... ไร้สาระสิ้นดี มีแต่ชื่อคนยุคปัจจุบันที่ไปเที่ยวกำแพงเมืองจีน
ผมลองอีกครั้ง "เต้าเอ๋อร์ ราชวงศ์"... ก็ยังกว้างเกินไป
ผมถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า เหมือนจะเจอทางสว่างแต่ก็กลับมาเจอทางตันอีกครั้ง
ผมกวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างใช้ความคิด... แล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่กองข้าวของบนเตียง...
ที่ซึ่ง ขุนหยกสีแดงเืนก นอนแน่นิ่งอยู่บนผ้าปูที่นอนสีขาว
ผมไม่ได้เดินเข้าไปใกล้มัน แต่การมองมันจากระยะไกลก็เพียงพอที่จะกระตุ้นความทรงจำ...
ไม่ใช่ความทรงจำจากอดีตกาล แต่เป็ความทรงจำที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อคืนนี้...
ภาพในห้องนอนที่มืดสลัวฉายชัดขึ้นมาในหัว... ภาพของตัวผมเองที่กำลังใช้มือที่สั่นเทาถ่ายรูปมัน...
แสงจากหน้าจอมือถือที่ส่องสว่างขึ้นมาพร้อมกับตัวอักษรจีนโบราณตัวนั้น...
李 ... 'หลี่'...
เสียงอ่านนั้นก้องอยู่ในหัวอีกครั้ง มันคือเสียงเดียวกับแซ่ ‘ลี’ ของผม...
ลีตัวหน้าก็มาจากแซ่หลี่ อากงเคยบอก...
ผมลืมตาโพลง! ใช่แล้ว! ผมมีเบาะแสสำคัญอีกชิ้นอยู่ในมือมาตลอด!
เราไม่ได้มีแค่ชื่อ "เต้า" ที่ได้ยินมา แต่เรายังมี "แซ่หลี่" ที่เพิ่งค้นพบเมื่อคืนด้วย!
ผมรีบหันกลับมาที่หน้าแล็ปท็อป หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างมีความหวังอีกครั้ง
ในที่สุดผมก็มีชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์สองชิ้นที่ดูจะมาจากกล่องเดียวกัน...
แซ่ "หลี่" และชื่อ "เต้า"
ผมพิมพ์คำค้นหาสองคำนั้นรวมกันลงไปในช่องค้นหา: "หลี่ เต้า"
ผมกด Enter... และวินาทีต่อมา หน้าจอผลการค้นหาก็ปรากฏขึ้น...
แต่บรรทัดแรกสุดที่ Google แสดง ไม่ใช่สิ่งที่ผมพิมพ์ลงไป
กำลังแสดงผลการค้นหาสำหรับ: หลี่เฉิงเต้า ค้นหาคำเหล่านี้แทน ~~หลี่เต้า~~
ผมจ้องมองชื่อที่ไม่คุ้นเคยนั้น... หลี่-เฉิง-เต้า...
แต่ทำไม... ทำไมแค่ได้เห็นชื่อนี้เป็ครั้งแรก ผมกลับรู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างน่าประหลาด
ราวกับว่ามันเป็ชื่อของผมเองมาโดยตลอด
ความรู้สึกนั้นรุนแรงจนบีบคั้นให้ผมต้องหาคำตอบ ปลายนิ้วของผมเลื่อนเมาส์ไปคลิกที่ลิงก์แรกของผลการค้นหาอย่างเชื่องช้า...
วินาทีที่ผมคลิก โลกทั้งใบของผมก็ดับวูบลง...
ไม่ใช่ความมืด... แต่เป็แสงจันทร์นวลที่ส่องลอดกิ่งก้านของต้นท้อ กลิ่นหอมหวานของดอกท้อลอยอบอวลไปทั่ว...
ผมรู้สึกได้ถึงความอุ่นจากฝ่ามือของหญิงสาวที่กำลังประคองใบหน้าของผมไว้ และหยดน้ำตาอุ่นๆ ของเธอที่หยดลงบนแก้มของผม
เสียงของเธอสั่นเครือและเต็มไปด้วยความเ็ป...
"...ไม่ว่านานเพียงใด... ข้าจะรอท่าน... รอเสมอ..."
ก่อนที่ภาพของเธอจะเลือนหายไป เหลือเพียงเสียงเรียกชื่อสุดท้ายที่แ่เบาราวกับสายลม...
"เฉิงเต้า..."
--- จบตอนที่ 6 ---
สวัสดีครับนักอ่านทุกท่าน! เสวี่ยซื่อจื้อ (血誓志) / ธ.ปณิทัศน์ กลับมาแล้วครับกับตอนที่ 6!
จากใจนักเขียน:
"เบาะแสแรก" มาแล้ว! เพ้งเลิกหนีและเริ่มสู้ การสืบสวนครั้งนี้นำเขาไปสู่ชื่อ "หลี่เฉิงเต้า" ... และนิมิตของผู้หญิงลึกลับใต้ต้นท้อ!
เธอคือใคร? และเธอเรียกชื่อเขาทำไม?
เจอกันพรุ่งนี้ ตอนที่ 7 "ประตูเสวียนอู่" มาแน่ เวลา 2030 ครับ!
ฝากกดหัวใจ ❤️ และเพิ่มเข้าชั้น ???? ด้วยนะครับ! — เสวี่ยซื่อจื้อ / ธ.ปณิทัศน์