เสวี่ยฉินนิ่งมองคนที่เอื้อนเอ่ยวาจาว่าจะลงโทษเขาให้เข็ดหลาบ
บุคคลตรงหน้าที่อ้างว่าตนเองเป็นอาจารย์ของเสวี่ยฉิน
เจ้าสำนักเทียนฉีผู้มีคุณธรรมล้นเปี่ยมเช่นเขา คงไม่ต้องรอให้ผู้เป็นอาจารย์เอ่ยซ้ำอีกหน รีบคุกเข่าทั้งสองลงไปบนพื้นหินอ่อน ศีรษะนั้นก้มเล็กน้อยแสดงความเคารพ เสวี่ยฉินเอ่ยคำขอโทษอาจารย์ของตนเองอยู่หลายครั้ง จนผู้บำเพ็ญเพียรต้องบอกให้เขาหยุดและลุกขึ้นมา
“ศิษย์มีตาหามีแววไม่ ขออภัยที่ล่วงเกินท่านอาจารย์”
“ลุกขึ้นมาเถิด”
เสวี่ยฉินจึงยันกายของตนลุกขึ้นมา และพบรอยยิ้มของอาจารย์ที่ส่งมาให้กับเขา
“ข้าได้ยินว่าเจ้าสำนักเทียนฉีนั้น ฆ่าคนโดยไม่กระพริบตา”
“...!”
“อีกทั้งยังมีข่าวลือที่ว่า เจ้าสำนักเทียนฉีมีความสัมพันธ์กับเจ้าของเคล็ดวิชานพเคราะห์เจ็ดดารา”
ผู้เป็นศิษย์สะอึกไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าอาจารย์ผู้นี้จะล่วงรู้ทุกเรื่องราวของเขา ทว่าสิ่งไหนจริงก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังความจริง เสวี่ยฉินนั้นกล้าทำก็กล้ารับ จริงหรือเท็จย่อมกล้าพูด
“ข้าเป็นสหายกับเจ้าของเคล็ดวิชานพเคราะห์เจ็ดดาราจริงขอรับ”
“ส่วนเรื่องที่ฆ่าคนอะไรนั่น... เป็นเพราะพวกเขาลอบเข้ามาทำลายสำนักเทียนฉี ข้าที่เป็นเจ้าสำนักคงมิอาจปล่อยเลยตามเลยได้”
“แล้วที่เลือกเรียนเคล็ดวิชาในสำนักซ่างเสินนั้น คงมิใช่เพื่อช่วยสหายหรอกใช่ไหม?”
เสวี่ยฉินยกยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก “แม้ข้าอยากให้เขากลับมา ก็ใช่ว่าจะฝืนชะตากรรมได้ หากแม้นเรียนเคล็ดวิชาของท่านแล้วเขาฟื้นกลับคืน ข้าก็อยากช่วยเขาขอรับ”
“แต่เขาเป็นคนชั่วร้ายมิใช่รึ?” อาจารย์ยังคงเอ่ยถามต่อ
เสวี่ยฉินส่ายหน้าของตนเองไปมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่อาจารย์พูดนั้นผิด “สหายข้ายึดมั่นในคุณธรรม จิตใจเปี่ยมล้นไปด้วยสำนึกผิดชอบชั่วดี เขาสละตนเพื่อโลกหล้านี้ ปกป้องเราทุกคนจากหายนะทั้งปวง จะเรียกคนแบบนี้ว่าชั่วร้ายได้อย่างไรกัน”
คนเป็นอาจารย์ยกยิ้มเมื่อได้ฟังคำตอบ ก่อนหน้านี้สำนักซ่างเสินเชิญเขามาจากเขาหลันต้า เพื่อสอนสั่งคนผู้นี้โดยเฉพาะ เขายังคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นแต่อย่างใด มนุษย์ที่เป็นจอมยุทธ์นั้นไม่จำเป็นต้องศึกษาสิ่งใดจากเทพ ยิ่งเป็นเคล็ดวิชาชั้นสูงเช่นนี้ยิ่งไม่ควร
“เจ้าสำนักผ่านบททดสอบแล้ว นับแต่นี้ก็เป็นศิษย์ของข้าโดยสมบูรณ์”
“แบบทดสอบ?”
“ข้านั้นเป็นเทพสดับเนตรแห่งเขาหลันต้า นามว่า จิ่งหราน และยังเป็นเจ้าของเนตรจักรดาราที่เจ้าสำนักถือครองอยู่”
“หะ!”
เสวี่ยฉินตกใจจนเข่าอ่อน ที่แท้พลังสวรรค์ที่เขาสำเร็จนั้นก็มาจากเทพผู้นี้ เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรดี พาลจะนั่งคุกเข่าขอบคุณอีกรอบ ร้อนถึงจิ่งหรานต้องบอกว่าไม่เป็นอะไร
“ทำไม เอ่อ.. ทำไมถึงยกของล้ำค่านี้ให้กับข้ากัน”
“เจ้าสำนักคู่ควร ไม่มีเหตุผลใดต้องไม่ยกให้นี่ หรือเจ้าสำนักไม่อยากได้?” เทพจิ่งหรานเอ่ยถามระคนแกล้งเจ้าสำนักเทียนฉีให้ร้อนรน เขานึกขันทุกครั้งที่เห็นจอมยุทธ์อันดับหนึ่งเสียอาการ
“ป...เปล่า! เปล่าเลย ข้าชอบมากที่สุด มันคือความภูมิใจสูงสุดของข้า”
“เช่นนั้นเจ้าสำนักจะได้ศึกษาเคล็ดวิชามหาจักรดารา เป็นเคล็ดวิชาคู่กับเนตรจักรดารา”
“มหาจักรดารา? ข้าไม่เคยได้ยินมันมาก่อน”
เทพจิ่งหรานยกยิ้มอีกรอบ ก่อนจะเล่าที่มาให้เสวี่ยฉินฟังเกี่ยวกับเคล็ดวิชามหาจักรดารา
“มหาจักรดารา รวบรวมเอาดวงดาวมหาฤกษ์มาไว้ด้วยกัน นพดาราทั้งเจ็ดรวมเป็นหนึ่ง ก่อเกิดอานุภาพสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน เมื่อใดที่อยู่กับผู้มีคุณธรรม ก็จะปกป้องจากภยันตรายทั้งปวง แต่เมื่อใดที่อยู่กับผู้ไร้ซึ่งคุณธรรมแล้วนั้น จะกลายเป็นหายนะอันใหญ่หลวง”
เสวี่ยฉินฟังด้วยความตื่นตาตื่นใจ เขาเองก็ยังไม่ล่วงรู้ไปเสียทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้
“ไป๋ซื่ออิงนั้นเป็นจอมยุทธ์ที่เฉลียวฉลาด เพียงวันเดียวก็เข้าใจในเคล็ดวิชานี้ทั้งหมด ก่อนจะเปลี่ยนจากดาวมหาฤกษ์ เป็นดาววิบัติ สร้างเคล็ดวิชาจากดวงดาวต้องสาป จนกลายเป็นนพเคราะห์เจ็ดดารา ที่เรียกว่าเป็นหายนะอันใหญ่หลวง”
“ห...หา! แปลว่าซื่ออิง...ก็คือท่าน อย่างนั้นหรือ!”
“ถูกแล้วเจ้าสำนัก เป็นข้าเองที่สอนสั่งไป๋ซื่ออิงมาก่อน และเพราะแบบนั้นข้าจึงรู้สึกผิดบาปกับเรื่องนี้มาก ผิดกับหลี่จิ้งหยางที่เป็นดังน้องชายของข้า”
“ไม่ใช่แค่ท่านคนเดียวหรอก เป็นพวกเราที่ผิดกันทั้งหมด ตัวข้าก็ผิดที่เอาแต่ตามหาเคล็ดวิชานั่น!”
“หือ?”
“เพราะสำนักเทียนฉีนั้นเคยเป็นของบิดาไป๋ซื่ออิงมาก่อน ข้าจึงเชื่อว่าเราจำต้องหาเคล็ดวิชานั้นกลับคืนสำนักให้จงได้ ข้าเองโง่งมยิ่งนักที่ไม่ตรึกตรองมองหาความจริง”
“...”
“แบบนี้แล้วท่านยังอยากสอนสั่งข้าอีกหรือ? ท่านไม่กลัวว่าข้าจะทำท่านผิดหวังอีกหรือไร?”
“เจ้าสำนักไม่ทำหรอก”
“หือ...”
“เนตรจักรดาราจะไม่อยู่กับผู้ไร้คุณธรรม เหมือนเช่นที่ข้าไม่ทันนึกคิดว่าครั้งนั้น เนตรจักรดาราไม่ยอมรับซื่ออิง แต่ตัวข้าก็ยังหวังว่าซื่ออิงจะข่มใจตนเองได้”
“...”
“แต่ครั้งนี้ต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัด เนตรจักรดารายอมรับเจ้าสำนัก”
“พอมีโอกาสหรือไม่ท่านอาจารย์ ที่จะให้ทั้งสองกลับคืนมาอีกครา” เสวี่ยฉินเอ่ยถามออกไป ทั้งที่รู้คำตอบเป็นอย่างดี พุทธองค์หลี่จิ้งหยางกลับเข้าสู่นิพพาน ส่วนเยว่ชิงก็ลงนรกอเวจีจนจิตแตกสลายไม่มีทางได้กลับมาเวียนว่ายตายเกิด
“เพียงเศษเสี้ยวจิตที่หลงเหลือ มหาจักรดารานี้ช่วยคืนวิญญาณกลับมาได้”
“...!”
“แต่ข้าขอเดาว่าตอนนี้นั้น เศษเสี้ยวจิตของเยว่ชิงคงไม่เหลือแล้ว มีเพียงจิตเทพของหลี่จิ้งหยางที่สละเอาไว้อยู่ในหอเทพสงคราม ซึ่งนั้นก็ต้องแล้วแต่เทียนตี้กับองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ ว่าจะยอมให้จิตเทพนั้นกลับมาจุติอีกหรือไม่”
เสวี่ยฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “ผู้ใดคือเทียนตี้หรือ?”
“บิดาของหลี่จิ้งหยาง น้องชายขององค์เง็กเซียนฮ่องเต้” เสวี่ยฉินเกือบเข่าอ่อนอีกรอบ ไม่นึกสงสัยแล้วว่าทำไมพุทธองค์จึงมีอำนาจมากนัก ก็ท่านเป็นถึงหลานของเง็กเซียน เกือบไปแล้วไหมเสวี่ยฉิน ที่ตอนนั้นผลีผลามเข้าไปหาพุทธองค์โดยไม่ฟังความอื่นใด
เห็นท่าทางอ่อนแรงของเสวี่ยฉิน จิ่งหรานก็นึกขบขันขึ้นมา แสดงว่าเจ้าสำนักผู้นี้นั้นไม่เคยล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของหลี่จิ้งหยางมาก่อน เป็นธรรมดาที่ย่อมจะตกใจเมื่อทราบภูมิหลัง
“ข้าควรช่วยอย่างไร? ท่านพอมีวิธีหรือไม่?”
“ยังไม่ทันเริ่มเรียนเลยเจ้าสำนัก นี่คิดที่จะหาทางช่วยสหายแล้วรึ?”
“ไหนท่านบอกว่ารู้สึกผิดบาป นี่อย่างไรหนทางแก้ความเจ็บช้ำในใจ ท่านไม่อยากช่วยพวกเขากลับมาหรือ?” เสวี่ยฉินทำตาละห้อยชวนเห็นใจ จิ่งหรานนั้นเห็นเสวี่ยฉินมาตั้งแต่ยังเด็ก เขามั่นใจว่าเสวี่ยฉินนั้นเมื่อคิดทำการใด ก็ย่อมต้องพบเจอกับความสำเร็จแน่นอน
“ก่อนเจ้าสำนักจะช่วยผู้ใด ต้องมั่นใจด้วยว่าตนเองจะเรียนเคล็ดวิชานี้สำเร็จ แบบนั้นก็พอจะเอาไปต่อรองกับเทียนตี้ได้อยู่บ้าง”
“จริงหรือ!”
“อืม”
เห็นแววตาของเสวี่ยฉินมีไฟลุกโชนเช่นนั้นก็เบาใจ อย่างไรมันก็หมดเวลาของคนรุ่นเขาที่ต้องมานั่งชอกช้ำกับชะตากรรมที่ไม่อาจเลี่ยง ปล่อยให้เด็กรุ่นใหม่คอยเยียวยารักษาแผลในอดีตต่อไป อีกอย่างนับแต่วันนั้นเขาเองก็ไม่ยอมกลับสวรรค์ เอาแต่ก้มหน้ารับกรรมที่หุบเขาหลันต้า ปล่อยให้วันเวลาดำเนินไปเรื่อยโดยไม่คิดแยแส
หากไม่ใช่เพราะเขามองเห็นความหวังในตัวเสวี่ยฉิน จิ่งหรานคงไม่ออกมาเผชิญหน้ากับโลกอีกครั้ง โลกที่เขาเคยทำลายไปโดยไม่ตั้งใจ
จริงอย่างที่จิ่งหรานมองไม่มีผิด เสวี่ยฉินนั้นเก่งกาจไม่ต่างกับซื่ออิงเลย ทว่าในความปราดเปรื่องนั้นแฝงไปด้วยความละเอียดรอบคอบ ผ่านไปเพียงชั่วยามเสวี่ยฉินก็สำเร็จไปถึงสามส่วนจากเจ็ดส่วน นับว่ารวดเร็วที่สุดเท่าที่จิ่งหรานเคยสอนมา
“แบบนี้เจ้าสำนักคงได้ไปช่วยสหายในเร็ววัน”
“เอาให้ข้านั้นแน่ใจกว่านี้อีกสักหน่อย อย่างไรข้าเองก็อยากทำให้ดีที่สุด” เสวี่ยฉินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เขามุ่งมั่นฝึกฝนจนหลงลืมวันเวลา ออกจากหอส่วนกลางของสำนักซ่างเสิน ก็พบกับข่าวร้ายที่ไม่คาดฝันมาก่อน ข่าวนั้นทำจิตใจของเสวี่ยฉินล้มลงไปไม่เป็นท่า
“ซิงเยี่ยช่วยสหายจากการฝึก เป็นผลให้เขาได้รับอันตรายจนถึงชีวิต”
ท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง เสวี่ยฉินร้องไห้จนน้ำตานั้นแทบเป็นสายเลือด
สดับเพียรหมื่นภพชาติ