"ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นเพื่อให้พวกเขารู้จักสำนึก พวกเราก็ควรจะสั่งสอนด้วยการทุบตีให้หนักเสียหน่อยใช่หรือไม่ขอรับ ไม่นึกเลยว่าการที่ตีพวกเขาจะนับเป็การสร้างบุญกุศลครั้งใหญ่เสียอย่างนั้น" เสี่ยวอี้กล่าวอย่างครุ่นคิด
อวิ๋นหรั่นเยว่พยักหน้าเห็นด้วย "ถูกต้องแล้ว พวกเรานี่ช่างเป็คนดีจริง ๆ "
เจี่ยงเฉิงและเย่เมิ่งหน้าเสียถึงขีดสุด พวกเขาไม่เคยถูกใครเมินเฉยและเยาะเย้ยเช่นนี้มาก่อน นี่มันนับเป็ความอัปยศอดสูอย่างยิ่ง
"เ้าอย่ามัวแต่หลบอยู่ข้างใน ออกมาตายด้วยน้ำมือข้าเสียเถอะ!" เจี่ยงเฉิงใช้กระบี่ชี้ไปที่อวิ๋นหรั่นเยว่
"พวกเ้ายังไม่คู่ควรจะพบข้า นอกจากจะให้เ้าสำนักของพวกเ้ามาที่นี่ อาหลิงสองคนนี้ส่งเสียงหนวกหูเกินไป อุดปากพวกมันเสีย"
ทั้งสองโกรธจนตัวสั่นแววตาฉายแววสังหาร "โอหังนัก! ยังคิดจะพบเ้าสำนักอีก เ้าคิดว่าตัวเองเป็ตัวอะไรกัน!"
"รนหาที่ตาย!"
ในตอนนั้นเองสาวใช้ที่นั่งคุกเข่าอยู่ในเกี้ยวค่อย ๆ ลุกขึ้นพร้อมกับถือกระบี่ทมิฬที่ดูธรรมดาสามัญเดินออกมา
ทั้งสองััไม่ได้ถึงความผันผวนของพลังิญญาจากตัวสาวใช้เลยแม้แต่น้อย แม้จะมองไม่ออกว่ามีระดับพลังบำเพ็ญเท่าใด ทว่าศิษย์ชั้นเรียนระดับดินก่อนหน้านี้น่าจะถูกกระบี่ของสาวใช้ผู้นี้ฟันจนาเ็ ทั้งสองจึงมีสีหน้าระแวดระวังราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
"น่าสนใจดีนะ พี่เยี่ยน ท่านดูกระบี่ของสาวใช้คนนั้นสิ กลิ่นอายสังหารรุนแรงมาก สตรีผู้หนึ่งกลับสามารถควบคุมกระบี่ที่เต็มไปด้วยปราณหยินอาถรรพ์เช่นนี้ได้ ช่างน่าประหลาดใจจริง ๆ แต่ที่ทำให้ข้าประหลาดใจยิ่งกว่าคือพวกนางกล้ามาท้าทายสำนักศึกษาชางหลาน ไม่รู้หรือว่าตาแก่นั่นเป็คนเ้าคิดเ้าแค้นที่สุด?"
บนชั้นดาดฟ้าของโรงหมอที่อยู่ตรงข้ามกับสำนักศึกษาชางหลาน ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งกำลังกล่าวอย่างตื่นเต้นขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง
ทว่าชายที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักกลับทำเป็ไม่ได้ยิน เขาขมวดคิ้วแน่นหลับตาสนิท บนใบหน้าที่งดงามราวกับผลงานชิ้นเอกที่สะกดใจผู้คนฉายแววรำคาญใจเล็กน้อย
เสียง ‘ฟึ่บ’ ดังขึ้นเบา ๆ หลายครั้ง เข็มเงินบนศีรษะถูกดีดออกไป เขาลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ ในดวงตาหงส์ที่ลึกล้ำฉายประกายเย็นเยียบ
"เฮ้ ๆ ยังไม่ถึงเวลาเลยนะ!" ฮั่วซิวเห็นเข็มเงินแก่นแท้เหมันต์ที่ถูกสั่นจนแตกละเอียดบนพื้นก็รู้สึกเสียดายแทบตาย เข็มเงินพวกนี้เขามีอยู่ไม่กี่เล่มเอง
"ฮั่วซิว หากวิชาแพทย์ของเ้ามีระดับเพียงเท่านี้ โรงหมออันดับหนึ่งในใต้หล้าของเ้าก็รีบปิดกิจการไปเสียเถอะ" หลงเยี่ยเยี่ยนนวดหว่างคิ้วเบา ๆ ใบหน้าเ็าดุจน้ำแข็ง
ฮั่วซิวกล่าวอย่างจนใจ "พี่เยี่ยน การที่ท่านไม่ยอมให้ใครแตะต้องตัวมันเป็ปัญหาทางใจ ข้าทำได้เพียงช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าที่ทำให้ท่านนอนไม่หลับทั้งวันทั้งคืนเท่านั้น โบราณว่าไว้ ‘ผู้ผูกปมต้องเป็ผู้แก้ปม’ ดังนั้นท่านต้องตามหาสตรีที่บังคับขืนใจท่านในตอนนั้นให้เจอเสียก่อน!"
เมื่อพูดถึง่ท้าย ฮั่วซิวพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ สหายผู้นี้ของเขาเป็ดั่งลูกรักของ์ เขาที่ทุกคนต่างแหงนมอง ใครจะรู้ว่าเมื่อห้าปีก่อน กลับถูกสตรีคนหนึ่งลอบทำร้าย ผลคือจนถึงตอนนี้ก็ยังหาสตรีคนนั้นไม่เจอ
หาไม่เจอไม่พอ ยังทิ้งาแทางใจอย่างรุนแรงไว้ให้เขาจนเขารู้สึกรังเกียจเมื่อเห็นสตรีทุกคน และไม่สามารถัักับใครได้เลย แม้แต่ผู้ชายก็ไม่ได้ มิเช่นนั้นเขาจะควบคุมตัวเองไม่ได้และอยากฆ่าคนทันที
ฮั่วซิวไม่คิดเลยว่าสหายของตนจะถูกสตรีปั่นหัวจนยับเยินถึงเพียงนี้
สายตาของหลงเยี่ยเยี่ยนตวัดมองเขาอย่างเ็า ฮั่วซิวรีบปรับสีหน้าเป็จริงจังทันที "เอาแบบนี้เถอะพี่เยี่ยน ท่านบอกลักษณะของสตรีผู้นั้นมา ข้าจะส่งคนไปช่วยท่านหา!"
"ตายแล้ว"
"หา? ตายแล้ว?"
ฮั่วซิวคิดว่าสตรีผู้นั้นแค่หาที่ซ่อนตัว ไม่คิดว่าจะตายไปแล้ว เื่นี้... จัดการยากขึ้นมาเสียแล้ว
ที่ลานกว้างด้านนอกสตรีที่ ‘ตายแล้ว’ ผู้นั้นกำลังนั่งกินเมล็ดบัวสดกรอบอร่อยอย่างสบายอารมณ์ พลางมองดูอาหลิงใช้สองศิษย์จากชั้นเรียนระดับฟ้าเป็คู่ซ้อมกระบี่
ศิษย์สองคนนั้นพอมีฝีมืออยู่บ้าง ทั้งคู่มีพลังบำเพ็ญระดับราชันิญญาและสัตว์นิมิตของพวกเขาก็แข็งแกร่งมาก แต่เมื่อเทียบกับอาหลิงแล้วยังห่างชั้นกันไกล
อาหลิงรับมือหนึ่งต่อสี่ เพียงชั่วครู่เดียวบนร่างของคนสองคนและสัตว์สองตัวก็เต็มไปด้วยรอยกระบี่ เมื่อพลังิญญาของพวกเขาหมดสิ้น กระบี่ยาวสีดำของอาหลิงก็พาดลงบนลำคอของพวกเขา
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
ศิษย์ในชั้นเรียนระดับฟ้าจำนวนมากขึ้นบินตรงเข้ามา บางคนขี่สัตว์ิญญาขั้นสูงพร้อมกับแผ่แรงกดดันอันทรงพลังออกมา
น่าเสียดายที่ในกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่มีอวิ๋นเสวี่ยเวย
อาหลิงมองดูผู้คนที่แห่กันมามากขึ้น ในดวงตาที่ดูไร้ชีวิตคู่นั้นฉายแววตื่นเต้นวูบหนึ่ง
อวิ๋นหรั่นเยว่หาวหวอดเตรียมจะงีบสักพัก ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีลูกชายตัวแสบอยู่คนหนึ่ง เมื่อมองออกไปนอกเกี้ยวกลับไม่เห็นแม้แต่เส้นขน
ตุ๊กตากระดาษสีขาวตัวเล็กขนาดเท่าฝ่ามือมุดเข้ามาในเกี้ยว ส่งเสียงจี๊ ๆ จ๊ะ ๆ พร้อมกับกวักมือชี้ไปทางหนึ่ง
นางมองตามทิศทางที่ตุ๊กตากระดาษชี้ไป มันคือโรงหมอแห่งหนึ่งบนป้ายเขียนว่า ‘โรงหมออันดับหนึ่งในใต้หล้า’ ดูแล้วช่างโอหังยิ่งนัก
ในฐานะคนี้เีตัวแม่ที่หากไม่จำเป็จะไม่ยอมขยับตัวเด็ดขาด อวิ๋นหรั่นเยว่เลือกอย่างมีความสุขระหว่างการตามหาลูกชายกับการงีบหลับ ซึ่งแน่นอนว่านางเลือกอย่างหลัง
"พี่เยี่ยน ในเมื่อสตรีผู้นั้นหาไม่เจอแล้ว หรือว่าท่านจะลองให้สตรีหลาย ๆ คนลองแตะต้องตัวดูดีหรือไม่? ขอเพียงก้าวข้ามเงาในใจได้ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อีกต่อไป" ฮั่วซิวเสนอแนวทางให้หลงเยี่ยเยี่ยน
หลงเยี่ยเยี่ยนลุกขึ้น สวมหน้ากากแล้วเดินออกไปข้างนอกโดยไม่หันกลับมามอง แต่พอเปิดประตูเดินไปได้ไม่กี่ก้าว สิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ก็วิ่งมาชนเข้าที่ขาของเขา
เขาก้มลงมองก็สบตากับเด็กชายตัวน้อยผิวขาวนวลแบบเต็มตา เืลมในร่างกายของเขาพลันไหลเวียนอย่างรุนแรงราวกับกำลังเดือดพล่าน
เขามองเด็กชายตัวน้อยที่มีหน้าตาน่ารักและมีความคล้ายคลึงกับเขาอยู่สี่ห้าส่วนด้วยความตกตะลึง และคิดขึ้นมาโดยสัญชาตญาณว่าเขาไปมีลูกชายตัวโตขนาดนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน?
ฮั่วซิววิ่งตามมาทัน พร้อมกับพูดไม่หยุดว่า "พี่เยี่ยน ข้ายังมีแผนอื่นอีกนะ ท่านจะรีบเดินไปไหน... เฮ้ย! นี่ลูกลับ ๆ ของท่านหรือ?"
ฮั่วซิวถึงกับอึ้งไป เขาเหมือนเห็นหลงเยี่ยเยี่ยนฉบับย่อส่วน เพียงแต่เด็กชายคนนี้ดูบอบบางและน่ารักกว่าหลายเท่า แววตาสดใสราวกับลูกกวางและเกิดมาพร้อมรอยยิ้ม ไม่เหมือนพี่เยี่ยนที่ทำหน้าบึ้งตึงเ็าใส่ผู้คนอยู่ทุกวัน
"เดี๋ยวก่อน! พี่เยี่ยน ท่านไม่ใช่ว่าห้ามใครััตัวหรือ? เหตุใดเขากอดขาท่านแล้วไม่เป็ไรเล่า?"
หลงเยี่ยเยี่ยนเพิ่งจะรู้สึกตัว เขาเอาแต่จ้องมองใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กชาย เืในกายเดือดพล่านจนลืมไปว่าถูกกอดขาอยู่ และที่แปลกคือเขาไม่มีความรู้สึกรังเกียจหรือต่อต้านเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน เขากลับอยากจะใกล้ชิดกับเด็กชายคนนี้
"เ้า..."
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากถาม เด็กชายก็ปล่อยขาของเขาอย่างกะทันหัน แล้ววิ่งไปหาฮั่วซิว จากนั้นก็กอดขาของฮั่วซิวไว้แน่น
"ท่านอา ท่านว่าข้าเหมือนลูกชายท่านหรือไม่?" เสี่ยวอี้กะพริบตาถาม
เมื่อครู่เขาก็ชอบท่านอาที่สวมหน้ากากคนนั้น แต่ท่านแม่บอกว่าผู้ชายที่สวมหน้ากากส่วนใหญ่หน้าตาอัปลักษณ์ ดังนั้นคนนั้นต้องไม่ใช่ท่านพ่อแน่นอน ท่านแม่บอกว่าท่านพ่อของเขาหล่อที่สุดในจักรวาล ดังนั้นพอเขาเห็นฮั่วซิวที่รูปงามเขาก็รีบเปลี่ยนมาเกาะแข้งเกาะขาฮั่วซิวทันที
ฮั่วซิวถึงกับกล่าวอะไรไม่ออก ให้ตายเถอะกลายเป็ว่าข้าต้องมาเป็พ่อเสียเองหรือนี่?
เขาหันไปมองพี่เยี่ยนโดยสัญชาตญาณ เห็นเพียงดวงตาที่ลึกล้ำของพี่เยี่ยนฉายประกายเย็นเยียบอย่างรุนแรง เขารีบผลักตัวออกห่างจากเด็กชายทันที
"ไม่ใช่แล้วเ้าหนู เ้าลองดูซิว่าข้าหน้าตาเหมือนเ้าตรงไหนกัน เ้าจำผิดหรือเปล่า?"
"ท่านแม่บอกว่าท่านพ่อของข้าหน้าตาดี วันนี้ข้าดูผู้ชายมาห้าร้อยสามสิบสองคนแล้ว ท่านหน้าตาดีที่สุด ดังนั้นข้าว่าท่านน่าจะเป็พ่อข้ามากที่สุดแล้ว อ้อ! แล้วข้าไม่ได้ชื่อเ้าหนู ข้าชื่อเสี่ยวอี้ 'อี้' ที่มาจากเจตจำนงแห่ง์ ไม่ใช่ 'อี้' ที่มาจากไม่คาดคิดนะขอรับ"
คำว่า ‘อี้’ สองคำนี้มันต่างกันตรงไหน? ก็ใช้ตัวอักษรเดียวกันไม่ใช่หรือ ช่างเถอะ! ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น แต่ข้าหน้าตาดีกว่าพี่เยี่ยนอีกหรือนี่?
ฮั่วซิวรู้สึกปลาบปลื้มในใจ แม้พี่เยี่ยนจะสวมหน้ากากแต่นั่นก็ไม่ขัดขวางไม่ให้เขาแอบดีใจ
เขาลูบใบหน้าขาวนวลของเสี่ยวอี้แล้วกล่าวว่า "เสี่ยวอี้สินะ ตาถึงไม่เลวเลย แต่ข้าไม่ใช่พ่อของเ้า ผู้ชายที่อยู่ข้างหลังเ้านั่นแหละที่น่าจะเป็พ่อของเ้า"