ที่ตลาดกลาง
คืนหน้าปากซอยมีร้านอาหารไม่ได้มากมายหลากหลายนัก
ไตเติ้ลเดิน ๆดูแล้วก็คิดว่าคงจะต้องรีบหาบ้านเช่าให้เร็วขึ้นแล้วอย่างน้อยก็ขอแบบที่มีครัวจะได้ทำอาหารง่าย ๆ กินเองได้บ้างการซื้ออาหารกินก็สะดวกดี แต่เมนูที่ซ้ำซากจำเจมันก็น่าเบื่ออาหารที่ทำเองบางทีถึงจะเป็ของง่าย ๆ แค่ไข่เจียว ไข่ดาวแต่ก็ยังรู้สึกว่าเป็รสชาติที่คุ้นเคยและอร่อยกว่าอาหารที่ซื้อกินตามร้านแบบนี้อยู่มากเลยทีเดียว
ตอนเดินเลือกหาร้านอาหารที่ถูกใจไตเติ้ลก็ไปเจอเข้ากับศูนย์การศึกษานอกระบบ(กศน.) ลักษณะเป็ตึกแถวอยู่ข้าง ๆ ตลาดนี่เอง
แต่ก่อนในโลกเดิมไม่เคยสนใจในเื่ของ กศน.พวกนี้จึงไม่รู้เลยว่าศูนย์สมัครเรียน กศน.จริง ๆแล้วลักษณะเป็แค่ตึกแถวหน้าร้านเหมือนกับร้านขายของชำแบบนี้เองเหรอเนี่ยนึกว่าเป็สถานที่ราชการเป็สถาบันใหญ่โตที่จะต้องแลกบัตรและเดินเข้าไปเหมือนอย่างกระทรวงศึกษาธิการเสียอีก
แต่อยู่ใกล้ ๆ แบบนี้ก็ดีแล้ว ไหน ๆก็เดินผ่านมาแล้วด้วยชายหนุ่มจึงฉวยโอกาสเดินเข้าไปสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการสมัครเรียนกศน.เสียเลย
ในทีแรกเขาก็ตั้งใจแค่ว่าจะสอบถามรายละเอียดเท่านั้นแต่ปรากฏพอรู้ว่าการเรียนกศน.ไม่มีค่าใช้จ่ายเป็ค่าธรรมเนียมการศึกษาหรือค่าเทอมแล้วชายหนุ่มก็ตัดสินใจสมัครเรียนในทันที
‘.....’
แต่ก็อีกแหละ เขาพร้อมสมัครเรียนแต่อีกฝ่ายกลับไม่พร้อมรับเขาเข้าเรียนภานุวัฒน์จึงทำได้แค่ลงชื่อแจ้งเจตจำนงเอาไว้เฉย ๆแล้วพอถึง่เดือนมีนาคมที่ใกล้จะเปิดภาคการศึกษาใหม่ทางเ้าหน้าที่ก็จะติดต่อให้เขามากรอกใบสมัครอีกครั้ง
สถานะของภานุวัฒน์ในตอนนี้เขาไม่มีเบอร์โทรศัพท์ให้โลกภายนอกติดต่อกับตนเองได้ชายหนุ่มจึงตัดสินใจให้เบอร์โทรศัพท์ของวัดและโรงพิมพ์เฮียฮั้วไปก่อนรอเวลาระหว่างนี้หากมีเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้เป็หลักแหล่งเมื่อไรก็จะมาแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลอีกที
วุฒิการศึกษาเดิมของร่างเดชานั้นเรียนจบเพียงแค่ชั้นประถมหก ชั้นมัธยมต้นที่เรียนไม่จบนั้นเอามานับเป็วุฒิการศึกษาไม่ได้เขาจึงต้องลงเรียน กศน. เริ่มจากหลักสูตรชั้นมัธยมต้นซึ่งจะใช้เวลาเพียงแค่สองปีก็จะจบการศึกษาหากจบการศึกษาระดับมัธยมต้นแล้วเขาสามารถลงเรียนต่อระดับชั้นมัธยมปลายได้อีกสองปีจากนั้นก็นำหน่วยกิตไปสอบเทียบเพื่อเอนทรานซ์และเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้
การเข้าเรียนส่วนใหญ่จะเป็ในเวลาตอนเย็นหลังจากเลิกงานทำให้สามารถทำงานไปแล้วก็เรียนไปได้ด้วย แบบนี้ก็สะดวกดีเหมือนกัน
ชายหนุ่มไม่ค่อยห่วงเื่การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยสักเท่าไรนักเพราะรู้อยู่ว่าในประเทศไทยนั้นมีมหาวิทยาลัยที่สามารถเรียนทางไปรษณีย์ได้ความรู้ในการงานสายอาชีพจากโลกเดิมก็มีอยู่ถึงปริญญาโทเลยเสียด้วยซ้ำ ไว้เรียน กศน.จบเมื่อไหร่ค่อยมาคิดถึงการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยต่อไปก็แล้วกันว่าจะเลือกเรียนสายไหนอย่างไรดี
สมัครเรียน กศน. ไม่เป็ผลสำเร็จ เสร็จแล้วก็พาลูกพลับมานั่งทานข้าวที่ร้านข้าวต้มริมทางลูกพลับไม่เคยได้มานั่งทานข้าวกับพ่อในร้านอาหารแบบนี้จึงรู้สึกแปลกใหม่และสนุกสนานมากพอพนักงานเสิร์ฟเอาน้ำมาวางไว้ให้ เด็กน้อยก็พูดขึ้นมาว่า
“ is a glass”
ระหว่างรออาหารเด็กชายเปิดสมุดภาพภาษาอังกฤษที่ป๊ะป๋าซื้อให้เห็นรูปแก้วน้ำพร้อมประโยคภาษาอังกฤษที่อ่านไม่ออกจึงถามป๊ะป๋าว่ามันคืออะไรไตเติ้ลได้โอกาสจึงเริ่มต้นหลักสูตรสอนภาษาอังกฤษแบบ Restaurant School[1] ให้กับเ้าตัวน้อยนี่เสียเลยดังนั้นพอพนักงานเสิร์ฟเอาแก้วมาวางไว้ลูกพลับจึงชี้แก้วและบรรยายเป็ภาษาอังกฤษออกมา
“And is a plate.”
ไตเติ้ลต่อประโยคของลูกชาย เขาหยิบจานพลาสติกก้นแบนขึ้นมาโชว์ประกอบคำพูด
“ป๊ะป๋าหลอกลูกพลับ ลูกพลับรู้จักคำว่าเพลทเพราะว่าวันนี้ป๊ะป๋าเอาเพลทไปขายทั้งวันเลย”
เด็กชายเถียง ทำเอาป๊ะป๋าหลุดหัวเราะออกมา
“อันนั้นก็เพลทครับ ส่วนอันนี้ก็เพลทเหมือนกัน”
ไตเติ้ลอธิบายโดยเจตนาเลี่ยงที่จะพูดถึงคำว่า template ที่แปลว่าแม่แบบเพราะศัพท์คำนั้นมันซับซ้อนเกินกว่าการใช้งานของเด็กอายุวัยเจ็ดปีอย่างลูกพลับ
“เพลทแปลว่าจาน?” ลูกพลับเอียงคอด้วยความสงสัย
เพลทที่ป๊ะป๋าเอาไปขายอันนั้นแผ่นใหญ่มากเลยนะไม่น่ามีใครใช้จานข้าวที่ใหญ่ขนาดนั้น หรือว่าโรงแยกจะเอาเพลทนั้นไปขายต่อให้กับั์เพื่อให้ั์ใช้ใส่ข้าวกิน?
“ไม่ใช่ครับภาษาอังกฤษจะเรียกของลักษณะที่เป็แผ่นแบน ๆ แบบนี้ว่าเพลท ส่วนคำว่าจานจริง ๆนั้นคือ dish” ไตเติ้ลอธิบาย
แล้วพอเขาพูดจบประโยคผัดผักคะน้าที่ใส่จานก้นลึกก็มาวางเสิร์ฟบนโต๊ะพอดีป๊ะป๋าจึงฉวยโอกาสอธิบายต่อ
“อย่างจานใส่ผัดผักจานนี้เป็แบบก้นลึกใช่ไหมมันไม่ได้แบน ๆ ลูกพลับจะเรียกมันว่าเพลทไม่ได้ ต้องเรียกว่า dish แต่จานข้าวแบน ๆอันนี้ลูกพลับจะเรียกว่า dish หรือเพลทก็ได้”
ก็แล้วทำไมถึงไม่เรียกจานทุกจานว่า dish ไปเลย จะมาแยกอันนี้เรียกเพลทอันนั้นเรียกดิชให้มนุษย์โลกเขางงกันไปทำไม?
ลูกพลับสงสัยหนักมากแต่ยังไม่ทันจะได้ซักถามทอดกระเทียมรวมมิตรกับแกงจืดเต้าหู้ก็มาวางเสิร์ฟที่ตรงหน้าความสนใจของเด็กชายจึงหันไปหาของกินได้ในทันทีแล้วลืมเลือนความสงสัยในเื่ของดิชและเพลทไปได้อย่างง่ายดาย
ทุกทีอาหารดี ๆแบบนี้ลูกพลับจะได้ทานก็มีแต่อาหารใส่บาตรที่หลวงตาแบ่งให้มาเท่านั้นส่วนใหญ่ก็เย็นจนชืด หรือบางครั้งพอแกะถุงมาเจอกลิ่นเริ่มบูดบ้างก็มีนี่เป็ครั้งแรกที่ได้มาทานแบบที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ในร้านอาหารแถมยังได้นั่งทานด้วยกันกับป๊ะป๋าด้วย เด็กชายจึงรู้สึกว่าอาหารมื้อนี้มันอร่อยสุดๆ แล้วก็เจริญอาหารมากเป็พิเศษ
ถึงลูกพลับจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจและสนุกมาก ๆที่ได้มานั่งทานข้าวในร้านอาหารกับป๊ะป๋าแบบนี้แต่วันนี้เด็กชายก็ตื่นแต่เช้าไปช่วยทำงานด้วยการนั่งให้กำลังใจป๊ะป๋ามาทั้งวันจึงรู้สึกเหนื่อยมากเป็พิเศษและผล็อยหลับคาโต๊ะอาหารไปในทันทีหลังจากที่ทานข้าวเสร็จ
เห็นเ้าตัวเล็กกินอิ่มนอนหลับอย่างมีความสุขได้แบบนี้ภานุวัฒน์ก็ให้รู้สึกวางใจลูกพลับเป็เด็กว่านอนสอนง่าย ช่างประจบประแจง
หากไม่ใช่พ่อเลว ๆ อย่างไอ้เดชแล้ว คนอื่น ๆต่างก็รักใคร่เอ็นดูเด็กแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ ถ้าไตเติ้ลเลี้ยงดูเด็กคนนี้อย่างให้ความรักและให้ความอบอุ่นได้มากเพียงพอลูกพลับก็จะไม่โตขึ้นไปเป็เด็กมีปัญหาไม่ไปเป็หัวหน้าแก๊งเด็กแว้นให้รถคว่ำตายแล้วก็จะไม่กลายไปเป็ิญญาร้ายอย่างแน่นอน
ส่วนนิยายของใครจะพังนั้น…
ก็ช่างศีรษะคนเขียนมันไปเถอะ
เติ้ลไม่มีนิสัยชอบสร้างิญญาร้ายเติ้ลสะดวกของเติ้ลแบบนี้ถ้านักเขียนจะสะดวกแบบอื่นก็ไปหาวิธีแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองเอาก็แล้วกัน
ในตอนที่เรียกคิดเงินไตเติ้ลยังไม่ลืมจะชวนเ้าของร้านอาหารคุยโดยคร่าวว่าพอจะรู้จักที่ทางบ้านให้เช่าน้ำ-ไฟพร้อมราคาไม่แพงแถว ๆ นี้บ้างไหม เห็นว่าร้านข้าวต้มมีลูกจ้างเยอะอยู่ทั้งที่มาจากต่างจังหวัดและแรงงานต่างด้าว น่าจะมีคนรู้จักห้องว่างให้เช่าอยู่บ้าง
คุยไปคุยมากันมากมายก็มีคนว่าไปถึงบ้านร้างที่ซอยข้างๆ ว่าเ้าของพยายามจะขายแต่ขายไม่ได้สักที เพราะมีข่าวลือว่ามีคนตายคาบ้านที่ทางน่าจะแรงอยู่ ทิ้งร้างไว้บ้านก็มีแต่โทรมลงทุกวันไม่รู้ว่าถ้าไปขอเช่าในราคาถูกเ้าของจะยอมไหมเพราะอย่างไรก็ขายไม่ออกมาหลายปีแล้ว
พวกลูกจ้างร้านข้าวต้มเคยคุย ๆกันอยู่ว่าอาจจะแชร์เงินกันไปขอเช่าแต่เคยมีคนไปแอบส่องดูบ้านแล้วก็เห็นมีเงาดำเดินวูบไปวูบมาอยู่ภายในบ้านที่ปิดตาย ขนาดกลางวันแสก ๆยังดุได้ขนาดนี้ คิดไปคิดมาแล้วก็คงจะมีแต่คนไม่กลัวผีเท่านั้นที่กล้าเข้าไปอยู่แต่ละคนปรึกษากันแล้วเห็นว่าพวกตนใจไม่กล้าพอ ก็เลยตัดสินใจยุบโปรเจกต์นี้ลงเสียแต่โดยดี
ภานุวัฒน์ฟังแล้วก็ให้รู้สึกสนใจบ้านหลังนั้นมากเขาเป็คนไม่กลัวผีอยู่แล้วเพราะเคยคุ้นกับพวกมันมาั้แ่ชีวิตในปางก่อนที่พอเกิดมาก็มองเห็นภูตผี และเ้ากรรมนายเวรของคนอื่นมานับแต่เด็กพอเกิดใหม่ในร่างนี้ก็ยังมีความสามารถพิเศษแบบนั้นติดตัวมาด้วย ดังนั้นผีจึงเป็ได้แค่ผีสำหรับไตเติ้ลที่เห็นมามากมายจนชาชินแล้วถ้าผีมันกวนประสาทนักก็แค่ซัดมันกลับ ไม่เห็นจะยากเย็นอะไรรับรองว่าบ้านหลังนั้นไม่มีทางที่จะทำให้เขาต้องหวาดกลัวขวัญผวาอะไรได้อย่างแน่นอน
เอาเป็ว่าลองไปสอดส่องดูก่อนถ้าค่าเช่าไม่แพงมากอยู่ในหลักไม่เกินสองพันก็ค่อยมาคิดตัดสินใจดูอีกทีแต่ภารกิจที่สำคัญกว่านั้นก็คือตอนนี้เขาต้องแบกเ้าลูกหมูที่หลับคาโต๊ะอาหารตัวนี้กลับบ้านไปนอนก่อนล่ะ
ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนว่าลูกพลับจะตัวหนักมากขึ้นกว่าตอนก่อนที่จะบวชเสียอีกแล้วก็ดูน่ารักมากขึ้นเยอะเลยด้วย ร่างกายเริ่มมีเนื้อมีหนังผิวพรรณที่ด้านแห้งก็เริ่มนุ่มนิ่มชุ่มฉ่ำพวงแก้มที่เคยซูบผอมเป็เด็กขาดสารอาหารก็ดูแดงอมชมพูระเรื่อน่ารักสมวัยเห็นแล้วก็น่ารักน่าฟัดที่สุดเลย
คนเข้าวัดบวชได้ทานข้าวกันแค่วันละสองมื้อเขามีแต่จะน้ำหนักลดผอมลง แต่ทั้งภานุวัฒน์และลูกชายกลับกลายเป็ว่าอ้วนขึ้น ๆแถมสุขภาพร่างกายก็ยังแข็งแรงดีขึ้นมากเสียอีกเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของไอ้ขี้เมาเดชนั้นไร้คุณภาพมากมายแค่ไหน
ทั้งที่มีลูกทั้งฉลาด น่ารัก น่าฟัดมากขนาดนี้แต่กลับเลี้ยงให้กลายเป็เด็กขาดสารอาหารผอมแห้งแรงน้อยไปเสียได้ เอาเถอะไอ้พ่องเดชนั่นไม่มีปัญญาเลี้ยงเด็กน่ารักให้ดีได้ก็สมควรตาย ๆ ไปนั่นแหละดีแล้ว
ลูกพลับน่ารัก นิสัยดีแถมเลี้ยงง่ายขนาดนี้ไตเติ้ลขอยึดมาเป็ลูกตัวเองอย่างถาวรไม่ส่งคืนให้ใครโดยเด็ดขาดต่อให้ิญญาผีพ่องไอ้เดชจะโผล่มาทวงคืนก็จะไม่คืนให้แน่ ๆชีวิตของลูกพลับต่อจากนี้จะต้องได้พบเจอแต่เื่ดี ๆเขาจะเลี้ยงเด็กคนนี้ให้ได้มีความสุข หัวเราะร่าเริง ให้เป็เด็กที่
โตมาอย่างมีความสุขที่สุดในโลกให้ได้เลยเชียว.
[1]Restaurant School เป็การเล่นภาษานะคะ Home School คือการเรียนการสอนที่บ้านแต่ตอนนี้น้องอยู่ที่ร้านอาหาร ก็เลยกลายเป็ Restaurant School